สามปีผ่านไปดุจสายลมพัดผ่าน จากเด็กหญิงวัยเก้าขวบ บัดนี้หมีขาวเติบโตเป็เด็กสาววัยสิบสองปี ร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อยแต่ยังคงความเล็กบาง ทว่าแววตากลับคมกล้าและเด็ดเดี่ยวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ่เวลาสามปีที่ผ่านมา นางไม่ได้มีเพียงพละกำลังมหาศาลอีกต่อไป แม่ทัพใหญ่ผู้เป็ดั่งพ่อบุญธรรมได้เคี่ยวเข็ญให้นางศึกษาตำราพิชัยา ฝึกฝนการอ่านเขียน และเรียนรู้กลยุทธ์ต่างๆ แม้ในตอนแรกหมีขาวจะเบื่อหน่ายการนั่งนิ่งๆ กับกองตำรา แต่เมื่อนึกถึงคำพูดขององค์หญิงและสัญญาที่ให้ไว้ นางก็กัดฟันสู้ ทุ่มเทฝึกฝนทั้งบู๊และบุ๋นอย่างไม่ย่อท้อ
ฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน ใบไม้ในอุทยานหลวงเริ่มเปลี่ยนสีสันงดงาม หมีขาวยืนสงบนิ่งอยู่ข้างกายองค์หญิงจือหลิงที่บัดนี้ย่างเข้าสู่วัยสิบสองชันษาเช่นกัน องค์หญิงทรงงดงามยิ่งขึ้น พระพักตร์หวานละมุน ฉายแววสุขุมและเฉลียวฉลาดสมเป็เชื้อพระวงศ์ แม้จะอยู่ในชุดคลุมเรียบง่าย แต่ก็ไม่อาจบดบังรัศมีความสูงศักดิ์ได้
ทั้งสองกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนดอกเบญจมาศที่กำลังบานสะพรั่ง องค์หญิงจือหลิงมักจะเรียกหมีขาวมาเป็เพื่อนเดินเล่นอยู่เสมอ ความสนิทสนมของทั้งคู่เพิ่มพูนขึ้นตามวันเวลา จนกลายเป็ภาพที่ชินตาของเหล่านางกำนัลและขันทีในตำหนัก
"หมีขาว เ้าว่าดอกไม้สีใดงดงามที่สุด" องค์หญิงตรัสถามพลางเด็ดดอกเบญจมาศสีเหลืองทองขึ้นมาดอกหนึ่ง
หมีขาวมองดอกไม้ในพระหัตถ์องค์หญิง ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมองใบหน้าของผู้ถาม "สีที่องค์หญิงทรงถืออยู่งดงามที่สุดเพคะ เพราะมันอยู่ในมือของท่าน"
องค์หญิงจือหลิงแย้มพระสรวลบางเบา ดวงพระเนตรทอประกายอ่อนโยน "เ้าช่างปากหวานนักพักนี้ ไปเรียนรู้มาจากตำราเล่มใดกัน"
"ข้าเพียงพูดความจริงเพคะ" หมีขาวตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง แม้นางจะเรียนรู้การใช้คำพูดมากขึ้น แต่ความซื่อตรงในใจนางยังคงเหมือนเดิม โดยเฉพาะเมื่อเป็เื่ขององค์หญิง
ทันใดนั้น ขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ก็เดินตรงเข้ามายังศาลาที่ทั้งสองประทับอยู่ โค้งคำนับองค์หญิงก่อนจะทูลด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าามีรับสั่งให้องค์หญิงเตรียมตัว คืนนี้จะมีคณะทูตจากแคว้นจ้าวมาเยือน และฝ่าาทรงมีพระประสงค์จะให้องค์หญิงร่วมโต๊ะเสวยด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
องค์หญิงจือหลิงทรงนิ่งไปครู่หนึ่ง สีพระพักตร์ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ "ข้าทราบแล้ว"
เมื่อขันทีจากไป บรรยากาศรอบกายก็พลันเงียบสงัดลง หมีขาวสังเกตเห็นปลายนิ้วขององค์หญิงที่กำลังบีบดอกเบญจมาศในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย
"แคว้นจ้าว..." องค์หญิงพึมพำเบาๆ "พวกเขามาทำไมกันนะ"
หมีขาวไม่ตอบ แต่ในใจนางรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล แคว้นจ้าวเป็แคว้นใหญ่ทางทิศเหนือ แม้จะไม่ได้เป็อริราชศัตรูกับแคว้นหลินโดยตรง แต่ก็มีการกระทบกระทั่งตามแนวชายแดนอยู่เนืองๆ การมาเยือนของคณะทูตย่อมต้องมีวาระสำคัญ
ตกดึกคืนนั้น ในงานเลี้ยงรับรองคณะทูต หมีขาวยืนประจำตำแหน่งองครักษ์ฝึกหัดอยู่มุมห้องจัดเลี้ยง คอยจับตาดูความปลอดภัยขององค์หญิงจือหลิงอย่างไม่คลาดสายตา องค์หญิงในชุดพิธีการสีแดงลายหงส์งดงามราวเทพธิดา แต่แววพระเนตรกลับดูมีกังวลซ่อนอยู่
หัวหน้าคณะทูตแคว้นจ้าวเป็ชายวัยกลางคนท่าทางเ้าเล่ห์ เขาจ้องมององค์หญิงจือหลิงด้วยสายตาที่หมีขาวไม่ชอบใจนัก และเมื่อการเจรจาบนโต๊ะเสวยดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง ฮ่องเต้ก็ทรงแย้มพระโอษฐ์พลางตรัสถึงเื่การเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีระหว่างสองแคว้น
"องค์หญิงจือหลิงของข้าก็เจริญพระชันษาพอสมควรแล้ว การผูกสัมพันธ์ด้วยการแต่งงานก็นับเป็เื่มงคลยิ่ง..."
คำพูดของฮ่องเต้ดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจหมีขาว นางกำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดโปน ดวงตาจับจ้องไปยังฮ่องเต้ด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งโกรธ ผิดหวัง และเ็ป ความคิดที่จะดับฝันองค์ราชันผุดขึ้นมาอย่างรุนแรงยิ่งกว่าครั้งใดๆ
องค์หญิงจือหลิงก้มพระพักตร์นิ่ง พระหัตถ์เล็กๆ ที่วางอยู่บนตักสั่นเทาเล็กน้อย
หลังงานเลี้ยงเลิกรา หมีขาวตามเสด็จองค์หญิงกลับตำหนัก เมื่อถึงห้องบรรทม องค์หญิงก็ทรุดกายนั่งลงบนพระแท่นอย่างอ่อนแรง
"หมีขาว..." องค์หญิงตรัสเรียกเสียงสั่นเครือ น้ำใสๆ เอ่อคลอในดวงเนตร "ข้า...ข้าไม่อยากแต่งงานกับใครก็ไม่รู้"
หมีขาวคุกเข่าลงข้างพระแท่น จับพระหัตถ์เย็นชืดขององค์หญิงมากุมไว้แน่น "องค์หญิง ไม่ต้องทรงกังวลนะเพคะ ข้าอยู่ที่นี่แล้ว ข้าเคยสัญญาไว้แล้วว่าจะปกป้องท่าน"
"แต่ท่านพ่อ..."
"ฝ่าาอาจจะทรงมีเหตุผล แต่ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาบังคับใจองค์หญิงได้" แววตาหมีขาวลุกโชนด้วยเปลวไฟแห่งความมุ่งมั่น "ชีวิตขององค์หญิงเป็ขององค์หญิง ท่านมีสิทธิ์เลือกหนทางของท่านเอง"
องค์หญิงจือหลิงมองลึกเข้าไปในดวงตาของหมีขาว ในนั้นนางเห็นความแน่วแน่และความภักดีที่ไม่สั่นคลอน ความอบอุ่นจากมือน้อยที่กุมมือนางอยู่ส่งผ่านความกล้าหาญมาให้ "ขอบใจเ้ามาก หมีขาว"
"หากองค์หญิงไม่้า ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจพรากท่านไปได้ ข้าจะทำทุกวิถีทาง" หมีขาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแฝงความนุ่มนวล "ต่อให้ต้องพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ข้าก็จะทำให้ได้ เพื่อรอยยิ้มและความสุขของท่าน"
คำพูดนั้นไม่ใช่เพียงคำปลอบโยน แต่เป็คำมั่นสัญญาที่หนักแน่นยิ่งกว่าขุนเขาสิบลูกรวมกัน องค์หญิงจือหลิงซบพระพักตร์กับไหล่เล็กๆ ของหมีขาว ปล่อยให้น้ำตาแห่งความหวาดหวั่นไหลรินออกมาอย่างเงียบงัน หมีขาวกอดตอบร่างขององค์หญิงไว้แแ่ หัวใจของนางเต้นรัวด้วยความรัก ความหวงแหน และความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวที่จะปกป้องดวงใจของนางไว้...ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
ค่ำคืนนั้น หมีขาวไม่ได้หลับแม้เพียงงีบเดียว นางนั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องบรรทมขององค์หญิง สมองครุ่นคิดถึงหนทางที่จะหยุดยั้งแผนการของฮ่องเต้ นางรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้าย่อมไม่ง่ายดาย การต่อต้านพระราชประสงค์ของฮ่องเต้ไม่ต่างจากการท้าทายพญาั แต่เพื่อองค์หญิงจือหลิงแล้ว นางพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่ง