เมื่อซูพูดเช่นนั้นทั้งสามคนจึงเงยหน้าแล้วลุกขึ้นยืน ดูเหมือนความเกร็งจะคลายไปบางส่วนแล้ว
แต่ดูแล้วสีหน้ายังแข็งๆ กันอยู่
“แต่ว่าทำไมบุตรีของดยุคถึงมาอยู่ในที่แบบนี้ล่ะ?”
“กำลังกลับจากบ้านท่านยาย......ท่านแม่ของท่านแม่น่ะพอดี มีเื่ที่ต้องตรวจสอบ ก็เลยไปพักอยู่ประมาณหนึ่งเดือนนี่กำลังจะกลับไปเมืองหลวงน่ะ”
“แล้วก็โดนจู่โจมตรงนั้นสินะ......ไม่ใช่แค่......โจรธรรมดา ๆ จริง ๆ ด้วย”
การที่โจรเข้ามาจู่โจมโดยใช้กระทั่งเวทอัญเชิญมันก็ต้องคิดกันซักหน่อย ยิ่งกว่านั้นถึงจะมีลิซาร์ดแมนเป็จำนวนมากแต่ตามความจริงแล้วก็มีแค่ชายสวมเสื้อคลุมสีดำอยู่แค่คนเดียว ถ้าคิดไปในทางที่ว่าบุกจู่โจมโดยมีเป้าหมายคือบุตรีของดยุค มันก็ลงตัวพอดี เป้าหมายคือลอบสังหารลักพาตัว หรืออะไรทำนองนั้นสินะ
“คนที่มาจู่โจมก็ตายไปแล้วมีกันกี่คน หรือเคลื่อนไหวตามคำสั่งผู้ใดนั้น ตอนนี้ก็กลายเป็ปริศนาไปแล้ว”
“ขออภัยด้วยเ้าค่ะ......”
ยาเอะคอตกอ้อ ยาเอะคือคนตัดหัวนี่นา ก็จริงนะว่า ถ้าจับเอาไว้แล้วให้คายข้อมูลหลาย ๆ อย่างออกมาก็อาจจะรู้รายละเอียดอย่างแผนร้ายที่อยู่เื้ัเื่นี้ก็ได้ แต่ว่า
“มิต้องใส่ใจหรอกต้องขอบคุณเ้าเสียมากกว่า ที่ช่วยจัดการให้น่ะ”
“ขอรับคำขอบคุณไว้......ด้วยความยินดีเ้าค่ะ”
ยาเอะก้มหัวลงจนสุดอีกแล้ว
“แล้ว? จากนี่ไปซูซี่.....ซูจะทำยังไงต่อล่ะ?”
“เกี่ยวกับเื่นั้นน่ะครับ......”
คุณเลมที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ อ้าปากพูดด้วยท่าทางรู้สึกผิด
“ทหารคุ้มกันโดนจัดการไปเกินครึ่งในกรณีที่โดนจู่โจมอีกทั้ง ๆ อย่างนี้ล่ะก็ คงคุ้มครองคุณหนูไม่ได้แน่ ๆ ครับตรงจุดนั้น ก็เลยอยากขอร้องให้ทำงานคุ้มกันน่ะครับ ส่วนค่าตอบแทนพอไปถึงเมืองหลวงแล้วจะนำมาจ่ายให้ ขอความกรุณาช่วยหน่อยได้ไหมครับ?”
“คุ้มกันเหรอครับ?”
เอาเถอะยังไงก็มีจุดหมายเดียวกัน จะปล่อยทิ้งไปแบบนี้ก็รู้สึกละอายด้วยโดนส่วนตัวผมก็คิดว่าไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่ทุกคนจะว่ายังไงบ้างนะ
“ไม่เห็นเป็ไรนี่? ยังไงก็ต้องไปเมืองหลวงอยู่แล้วด้วย”
“ฉันเองก็ไม่ขัดข้องค่ะ”
“ข้าน้อยเป็แค่คนที่ติดรถมาด้วยให้ท่านโทยะตัดสินใจเถอะเ้าค่ะ”
ดูเหมือนว่าจะไม่มีความเห็นคัดค้านนะ
“เข้าใจแล้วครับขอรับงานละกัน ฝากเนื้อฝากตัวจนกว่าจะถึงเมืองหลวงด้วยนะครับ”
“อื้ม!ทางนี้ต่างหากที่ต้องขอฝากตัวด้วย!”
ซูพูดเช่นนั้นแล้วเผยรอยยิ้มจนเต็มใบหน้า
รถม้าสองคันวิ่งเรียงแถวกันไปข้างหน้าคือรถม้าของตระกูลดยุค ส่วนข้างหลังคือของพวกผมและข้างหน้าของรถม้าตระกูลดยุคก็มีเหล่าทหารขี่ม้านำขบวนอยู่สองคน
ทหารที่เหลืออีกคนขี่ม้านำจดหมายของซูล่วงหน้าไปบ้านของดยุคก่อนเพื่อแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ส่วนผมมานั่งรถม้าของตระกูลดยุคเพื่อคอยคุ้มกันซูโดยตรง เพราะใช้ได้ทั้งเวทมนตร์และดาบก็เลยกลายเป็ว่าเอาแบบนี้ดีกว่า
คนที่อยู่ด้านหน้าผมซึ่งไม่ชินกับการนั่งบนที่นั่งหรูๆ ก็คือซู ส่วนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ คือคุณเลม
“......และด้วยเหตุนี้อัศวินโมโมทาโร่จึงปราบั์ชั่วร้ายได้อย่างงดงามแล้วก็กลับไปยังหมู่บ้านพร้อมสมบัติมากมายที่ได้มา”
“โอ้!ดีจังเลยน่อ!”
ซูปรบมือดีใจแบบนี้ดีแล้วรึเปล่านะ เพราะผมโดนบอกว่าให้หาเื่อะไรมาคุยหน่อยก็เลยเล่าเื่โมโมทาโร่ซึ่งเป็ตำนานวีรบุรุษที่เล่ากันมาในบ้านเกิดให้ฟังถึงจะกังวลอยู่ว่าจะรับได้รึเปล่า แต่ดูเหมือนจะถูกใจนะ
ซูเป็เด็กที่ใช้คำพูดคำจาแปลกๆ ดูเหมือนจะพยายามเลียนแบบคุณยาย ก็เลยออกมาเป็แบบนี้
แต่บางทีคุณยายคนนั้นก็คงเป็คนที่มียศสูงล่ะมั้ง
“มีเื่อื่นจะเล่าให้ฟังอีกไหม?”
“นั่นสินะครับ......นี่ก็เป็อีกเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีคนที่ชื่อซินเดอเรลล่าอาศัยอยู่ในเมืองรอบปราสาทของราชอาณาจักรแห่งหนึ่ง......”
ไม่นึกเลยว่าต้องมาเล่าเื่ที่มีผู้ใช้เวทมนตร์โผล่มาในโลกที่มีเวทมนตร์เป็เื่ปกติ ดูเหมือนจะชอบใจด้วยสิ เอาเถอะ ช่างมันละกัน
หลังจากนั้นก็เล่านิทานเด็กเท่าที่รู้จักให้ฟังสุดท้ายก็หมดเื่เล่าจนถึงกับต้องเอาการ์ตูนชื่อดังหรือหนังการ์ตูนยอดฮิตของทางโน้นมาดัดแปลงแล้วเล่าแทน
จะไปตามหาปราสาทแห่งท้องฟ้า!ตอนที่เธอพูดแบบนั้นออกมาบอกตรง ๆ ว่าใเลย แต่คุณเลมก็ช่วยปลอบเอาไว้ได้
ดูเหมือนคุณหนูคนนี้จะชอบเื่ผจญภัยแปลกดีแฮะ
พวกผมนั่งกันไปในสภาพแบบนั้นส่วนรถม้าก็เดินหน้าไปทางทิศเหนือเรื่อย ๆ มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง
◇ ◇ ◇
“โอ้!มองเห็นแล้วล่ะ! เมืองหลวงล่ะ!”
ซูยืดตัวออกไปจากหน้าต่างแล้วะโพอผมมองไปไกล ๆ ผ่านหน้าต่างบ้าง ก็มองเห็นปราสาทสีขาวและกำแพงเมืองสูงซึ่งมีน้ำตกั์เป็ฉากหลัง
เมืองหลวงอาเรฟีสเป็เมืองหลวงของอาณาจักรนี้ตั้งอยู่ริมทะเลสาบพาเลทที่มีน้ำตกไหลมารวมกันหรือที่เรียกกันว่า “เมืองทะเลสาบ”
ราชอาณาจักรเบลฟาสต์แห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทวีปเนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศเหมาะแก่การดำรงชีวิตและมีพระาาที่ปกครองอย่างสันติทำให้นับได้ว่าเป็อาณาจักรที่สงบสุข
ผ้าไหมซึ่งผลิตที่เขตคิรัวร์ของราชอาณาจักรเบลฟาสต์เรียกได้ว่าเป็ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงสุดในโลกนี้เลยทั้งเบา นุ่ม ทนทาน และสวยงามดูเหมือนกระทั่งระดับขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์ของอาณาจักรอื่นยังต้องมาสั่งซื้อจนกลายเป็อุตสาหกรรมอันน่าภาคภูมิใจ และแหล่งรายได้ที่สำคัญของอาณาจักรนี้
จะว่าไปผมก็ซื้อชุดที่เหมือนจะเป็ผ้าไหมมาจากร้านของคุณซานัคนี่นะ
เมื่อถูกพาไปใกล้กับเมืองหลวงของอาณาจักรนั้นความยาวของกำแพงก็ทำให้ผมต้องใอีกครั้ง กำแพงนี่จะยาวต่อเนื่องไปถึงไหนกันนะเรียกได้ว่าเป็การป้องกันของปราการเหล็กที่จะไม่ยอมให้ผู้บุกรุกเข้าเมืองได้เด็ดขาดล่ะมั้งถึงจะไม่ได้ทำจากเหล็กก็เถอะ
ที่บริเวณประตูเมืองมีทหารหลายคนตั้งด่านตรวจคนเข้าเมืองแต่สำหรับพวกผม แค่ไปข้าง ๆ นั้น แล้วให้เห็นหน้าของซูกับคุณเลมพวกผมก็ผ่านไปได้โดยไม่ต้องเช็คอะไรเลย ผ่านด้วยหน้าเลยสินะ
หรือไม่ก็อาจจะเป็พลังของตราประจำตระกูลดยุคที่วาดไว้บนรถม้าก็ได้
รถม้าเคลื่อนที่ตรงเข้าไปยังกลางเมืองมุ่งไปทางปราสาททั้ง ๆ อย่างนั้นจากนั้นก็ข้ามสะพานยาวสร้างจากหินผ่านแม่น้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างหน้า ถึงจะอยู่กลางสะพานก็ยังมีด่านตรวจแต่ผ่านฉลุยตามเคย
“พอข้ามสะพานนี้ไปก็จะเป็ที่อยู่อาศัยของเหล่าขุนนางแล้วครับ”
ผมตอบรับคำอธิบายของคุณเลมไปว่างี้นี่เอง แบ่งเป็แอเรียชาวบ้าน กับแอเรียขุนนางสินะ ถ้าเป็แบบนั้นที่ผ่านมาเมื่อกี้ก็คือแอเรียชาวบ้านนี่เอง
พอผ่านคฤหาสน์หรูหราสวยงามที่ตั้งเรียงรายไปไม่นานรถม้าก็มาโผล่ตรงหน้าคฤหาสน์ขนาดใหญ่ กำแพงรอบคฤหาสน์นี่ก็ยาวอีกแล้วเมื่อไปถึงประตูหน้าได้ในที่สุดก็มีคนเฝ้าประตูห้าถึงหกคนช่วยกันเปิดประตูที่ท่าทางจะหนักออกทั้งซ้ายและขวาเพิ่งจะมารู้ตัวเอาป่านนี้ว่าตราประจำตระกูลที่วาดอยู่บนบานประตูเหมือนกับตราที่อยู่บนรถม้า นี่คือคฤหาสน์ของดยุคสินะ
ใหญ่จังั้แ่สวนถึงตัวบ้านก็ใหญ่ ความใหญ่แบบเปล่าประโยชน์นี่มันอะไรกันเนี่ย
เมื่อรถม้าจอดตรงหน้าประตูบ้านซูก็เปิดประตูออกมาอย่างแรง
“ยินดีต้อนรับกลับค่ะคุณหนู!”
“อื้ม!”
คุณเมดทั้งหลายที่ยืนเรียงแถวอยู่ก้มหัวให้ซูอย่างพร้อมเพรียงผมที่นั่งอ้าปากหวออยู่ในรถม้าได้คุณเลมช่วยเตือน ถึงลงมาจากรถมาได้แบบว่า......รู้สึกเหมือนมาอยู่ผิดที่ผิดทางแบบสุด ๆ
เลยนะเนี่ย
เมื่อลอดผ่านซุ่มประตูโค้งหน้าบ้านมาทางด้านหน้าก็มีชายคนหนึ่งวิ่งลงมาจากบันไดขนาดใหญ่ที่ปูด้วยพรมแดง
“ซู!”
“ท่านพ่อ!”
ซูวิ่งเป็เส้นตรงเข้าไปหาชายคนนั้นแล้วะโเข้าไปหาบริเวณอกของเขา
“โล่งอกโล่งอกจริง ๆ......!”
“ไม่ต้องห่วงเรามิได้เป็อะไรเลยค่ะ จดหมายที่ม้าเร็วนำมาให้ก็เขียนไว้เช่นนั้นมิใช่หรือคะ”
“ก็ตอนจดหมายมาถึงมันเกิดรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมานี่”
ท่านพ่อของซูคน ๆ นี้คือดยุคออร์ทรินเด้ น้องชายของพระาาสินะ
ผมสีทองเจิดจ้ากับร่างกายที่ดูแข็งแกร่งบึกบึน ทำให้รู้ได้ว่าเป็คนสุขภาพแข็งแรงตรงข้ามกับใบหน้าที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยน และให้ความรู้สึกว่าเป็คนใจดี
ไม่นานต่อมาหลังจากดยุคผละตัวออกมาจากซูได้เขาก็เดินมาทางพวกผม
“พวกเธอคือเหล่านักผจญภัยที่ช่วยลูกสาวไว้สินะคงต้องขอกล่าวขอบคุณ รู้สึกซาบซึ้งใจจริงๆ ขอบคุณมากนะ”
ใเลยแฮะดยุคพูดแบบนั้นแล้วก้มหัวให้พวกผมทั้งสี่คน ทั้งที่เป็ น้องชายของพระาา
“เงยหน้าขึ้นมาเถอะครับพวกผมแค่ทำเื่ที่ควรทำเท่านั้นเอง”
“งั้นรึขอบคุณ ถ่อมตัวดีนะ เธอน่ะ”
ดยุคที่พูดแบบนั้นคว้ามือของผมไปจับมือทักทาย
“ขอแนะนำตัวอีกครั้งละกันอัลเฟรด เอลเนีย ออร์ทรินเด้”
“โมจิซึคิโทยะ ครับ อ๊ะ โทยะคือชื่อ ส่วนโมจิซึคิคือนามสกุลครับ”
“โฮ่เกิดที่อีเซ่นสินะ?”
......แพทเทิร์นแบบนี้เล่นมากี่รอบแล้วเนี่ย