ถึงแม้จี๋โม่หานจะไม่พูดอะไร แต่ในใจคงจะสนใจดวงตาของตัวเองมากมีใครบ้างที่ยินดีจะอยู่ในความมืดมาตลอดหลายสิบปี
จี๋โม่หานกุมมือของซูหมิงเยว่แน่นแล้วพูดเสียงเบา“ตอนที่ยังไม่เจอกับเจ้า ข้าไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะมีวันที่ได้มองเห็นอีกครั้ง”
“หม่อมฉันรู้” ซูหมิงเยว่ยิ้มไปยิ้มมา จู่ๆจมูกก็ปวดขึ้นมา นางก้มตัวกอดจี๋โม่หานพร้อมกับซุกหน้าลงที่บ่าของเขา “หม่อมฉันรู้หม่อมฉันรู้ ท่านจะมองเห็นแล้ว”
อู๋หมิงยืนอยู่ตรงหน้าประตูมองทั้งสองคนในใจก็ชื่นชมอยู่ครู่หนึ่ง
“เอาล่ะ” ทั้งสองคนกอดกันครู่หนึ่งซูหมิงเยว่ก็ปล่อยมือแล้วยืนขึ้น “พวกเราออกไปกันเถิด”
“อืม”
ทั้งสองเดินออกจากห้อง อู๋หมิงที่ยืนอยู่ตรงทางเดินก็หันไปโบกมือเรียกฉือสุ่ยที่อยู่ในห้องยา“มานี่”
ฉือสุ่ยโยนกระบวยทิ้งแล้ววิ่งเหยาะๆ มา“ท่านอาจารย์มีอะไรจะสั่งหรือขอรับ?”
อู๋หมิงยิ้มตาหยีแล้วลูบหนวดชี้ไปทางซูหมิงเยว่“ฉือสุ่ย ต่อไปนางคือศิษย์น้องหญิงของเจ้า”
ฉือสุ่ย “???”
ซูหมิงเยว่ก้มหน้าหัวเราะ “สวัสดีศิษย์พี่ต่อไปก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วย”
ฉือสุ่ยเบิกตากว้าง เขามองซูหมิงเยว่ด้วยใบหน้าตกตะลึง
อู๋หมิงอธิบาย “นางคือศิษย์ใหม่ที่ข้ารับมาต่อไปก็เป็นคนสำนักเดียวกับเจ้าแล้ว”
ฉือสุ่ยได้สติกลับมา แต่ก็ไม่ได้แปลกใจที่ซูหมิงเยว่ซึ่งอายุมากกว่าจะเรียกตนว่าศิษย์พี่ “ขอรับท่านอาจารย์”
“เอาล่ะ” อู๋หมิงหันกลับไปมองทั้งสองคน“ถึงแม้เจ้าจะเป็นศิษย์ของข้าแล้ว แต่เจ้ากับฉือสุ่ยนั้นไม่เหมือนกัน และไม่อาจอยู่บนภูเขานี้กับข้าได้ตลอดหลายวันนี้พวกเจ้าก็พักอยู่ที่นี่ก่อนแล้วกัน รอตาหายดีแล้วค่อยไป”
ซูหมิงเยว่หันไปมองจี๋โม่หานซึ่งเขาเองก็ไม่ได้มีความเห็นต่าง “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านอาจารย์”
หลายวันหลังจากนี้ทั้งสองก็พักอยู่ที่นี่ชั่วคราว
พอมาอยู่บนภูเขาเช่นนี้การรับข่าวก็ยากลำบาก พวกเขาจึงไม่รู้ว่าหลังจากที่ตกหน้าผาแล้ว สถานการณ์ด้านล่างในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แต่ว่ามาอยู่บนภูเขาแบบนี้แล้วซูหมิงเยว่กลับรู้สึกมีความสุขและเป็นตัวของตัวเองมากในทุกๆ วัน
หลายวันนี้ทั้งสองใช้ชีวิตเหมือนผ่านไปเป็นปีซูหมิงเยว่รอคอยทุกวันว่า หากดวงตาของจี๋โม่หานมองเห็นแล้วจะเป็นอย่างไรยิ่งเวลาใกล้เข้ามามากเท่าไร ในใจของนางก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น
ดวงตาของจี๋โม่หานฟื้นฟูได้ดีกว่าที่คิดเอาไว้ถึงวันที่สี่ก็ฟื้นฟูมาได้พอสมควรแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงแก้ผ้าที่พันรอบตาออกได้แล้ว
จี๋โม่หานนั่งอยู่บนเตียงซูหมิงเยว่ยืนขึ้นปิดประตูหน้าต่างและผ้าม่าน ดวงตาที่เพิ่งจะหายดี ยังไม่สามารถมองแสงที่สว่างมากได้นักภายในห้องจึงมืดลงทันตา
ซูหมิงเยว่เดินกลับไปนั่งตรงหน้าจี๋โม่หานที่ข้างเตียงในใจตื่นเต้นเล็กน้อย
“จะแกะแล้วนะ”
“อืม แกะเลย”
ใบหน้าของจี๋โม่หานนิ่งสงบน้ำเสียงเองก็ไม่ได้มีความดีใจมากเกินไป แต่ก็พอฟังออกว่าในน้ำเสียงของเขาสั่นเล็กน้อย
ซูหมิงเยว่ยกมือขึ้น แล้วเริ่มเอาผ้าที่พันรอบดวงตาออกช้าๆ
ผ้าที่พันรอบดวงตาร่วงลงไปบนพื้น มือที่วางอยู่บนเข่าของจี๋โม่หานก็กำแน่นโดยไม่รู้ตัว
หัวใจของซูหมิงเยว่แทบจะกระดอนออกมา นางยกมือขึ้นปิดตาของจี๋โม่หานทันที“รอเดี๋ยว อย่าเพิ่งลืมตา”
ขนตาในฝ่ามือสั่นเล็กน้อย แล้วปิดตาลงไปอีกครั้ง
“มีอะไรหรือ?”
น้ำเสียงของจี๋โม่หานแฝงไปด้วยรอยยิ้ม เขายกมือขึ้นกุมมืออีกข้างของซูหมิงเยว่
นางเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังตื่นเต้นอะไร ทั้งๆที่คนที่ควรจะตื่นเต้นในเวลานี้ควรจะเป็นจี๋โม่หานถึงจะถูก
นางหายใจเข้าลึกๆ จ้องใบหน้าของจี๋โม่หาน “ท่านจะมองเห็นแล้ว”
“อืม”
ซูหมิงเยว่หายใจเข้าลึกๆ อีกครั้ง “หากหน้าตาของหม่อมฉันไม่ใช่แบบที่ท่านชอบจะทำอย่างไร?”
จี๋โม่หานชะงักไปก่อนจะเข้าใจทันที จากนั้นเขาก็หัวเราะออกมาเบาๆ“ที่แท้แม่หนูก็กังวลเรื่องนี้หรือ?”
ซูหมิงเยว่ไม่ได้ตอบ
จี๋โม่หานวางมือทับบนหลังมือของซูหมิงเยว่ก่อนจะดึงมือของนางลง
ซูหมิงเยว่กลั้นหายใจแล้วจ้องดวงตาของจี๋โม่หานโดยไม่ละสายตาไปไหน
ขนตายาวสั่นน้อยๆ สองที จากนั้นก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
บรรยากาศแข็งเกร็งขึ้นมาเล็กน้อยภายในห้องเงียบมากจนน่ากลัว
ซูหมิงเยว่แทบจะได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวของตัวเองนางมองดวงตาของจี๋โม่หานอย่างระมัดระวัง ถึงแม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่มองดวงตาของจี๋โม่หานตรงๆ แต่ว่านี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นดวงตางดงามคู่นั้นมีแววขึ้นมาแล้ว
ดวงตาของจี๋โม่หานสวยมาก สีของดวงตาเป็นสีอำพันอ่อนๆแต่เพราะตาบอดจึงทำให้เวลาปกติดวงตาจะหม่นไร้แววเหมือนกับเพชรงดงามคลุกฝุ่นเม็ดหนึ่ง แต่ในตอนนี้เพชรเม็ดนี้ได้กลับมาส่องแสงอีกครั้งแล้ว
จี๋โม่หานขมวดคิ้วน้อยๆ อาจจะเพราะเพิ่งลืมตาขึ้นมา ตรงหน้าจึงพร่ามัวเล็กน้อย เขากะพริบตาเร็วๆครู่หนึ่ง รอจนกระทั่งภาพตรงหน้าชัดขึ้น เขาถึงได้ค่อยๆ เลื่อนสายตามาที่ใบหน้าของซูหมิงเยว่แววตามีประกายตกใจ
ซูหมิงเยว่รู้สึกว่าตัวเองไม่เคยตื่นเต้นขนาดนี้มาก่อนแม้แต่หายใจก็ยังลืมไปแล้ว เหงื่อเองก็ผุดออกมาจนเหนียวชื้น
จี๋โม่หานจ้องซูหมิงเยว่อยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็ยกยิ้ม “แม่หนูของข้างดงามมาก งดงามกว่าที่ข้าคิดเอาไว้เสียอีก”
ซูหมิงเยว่ถอนหายใจออกมาอย่างแรงลมหายใจก็เร็วขึ้น “รู้สึกอย่างไรบ้าง?”
จี๋โม่หานกวาดมองไปรอบๆ ไม่ได้รู้สึกแปลกๆ อะไรแล้ว “ก็ดีนะ”
มือของทั้งสองกุมกันไว้จนฝ่ามือมีเหงื่อเหนียวชื้นจี๋โม่หานหัวเราะออกมาเบาๆ มองท่าทางเคร่งขรึมของซูหมิงเยว่แล้วก็รู้สึกว่าน่ารักดี “แม่หนู”
“อืม” ซูหมิงเยว่เบือนสายตาออกไป อารมณ์ค่อยๆสงบลง
“แม่หนู” น้ำเสียงของจี๋โม่หานอ่อนโยนมาก
ซูหมิงเยว่ไม่ได้รับคำอีก นางจ้องดวงตาของจี๋โม่หานโดยไม่เบือนหน้าหนี
ทั้งสองคนมองตากันอย่างนั้นอยู่เนิ่นนาน จู่ๆแขนของจี๋โม่หานก็ออกแรงดึงซูหมิงเยว่เข้ามาในอ้อมกอดของเขา
ซูหมิงเยว่ถูกดึงเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว นางร้องออกมาอย่างตกใจก่อนจะอยู่ในอ้อมกอดของจี๋โม่หานโดยดี
อู๋หมิงรออยู่ด้านนอกนานมาก ไม่รู้ว่าด้านในสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้างดวงตาของจี๋โม่หานฟื้นฟูได้ดีมากซูหมิงเยว่บอกว่านางจะเป็นคนแกะผ้าพันแผลด้วยตัวเอง เพียงแต่นางเข้าไปนานมากตอนนี้ยังไม่ออกมาเสียที
หลังจากรออยู่อีกครู่หนึ่งประตูที่อยู่ด้านหลังก็มีเสียงดังขึ้น
“ท่านอาจารย์”
อู๋หมิงหันกลับไปสีหน้าของซูหมิงเยว่แดงเล็กน้อย นางเปิดประตูเดินออกมาโดยมีจี๋โม่หานตามหลังมา ดวงตาของเขาคงจะหายดีแล้ว ฟื้นฟูได้ไม่เลวเลย
อู๋หมิงเอามือไพล่หลังหัวเราะเหอะๆ สองที “เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ไม่เลวเลยขอรับ” จี๋โม่หานยิ้มแล้วตอบ“ขอบคุณผู้อาวุโสมากขอรับ บุญคุณของผู้อาวุโส ข้าจะไม่มีวันลืม”
“เฮ้อ ช่างเถิด ช่างเถิด” อู๋หมิงโบกมือ“ข้าเองก็เห็นแก่แม่หนูของข้า แต่ว่า ดวงตาเพิ่งจะหายดีก็ต้องระวังหน่อยอย่ามองแสงที่สว่างจ้าเกินไป”
“ขอรับ ข้าจะจำเอาไว้”
ซูหมิงเยว่ยิ้มตาหยี “ท่านอาจารย์ครั้งนี้ท่านช่วยศิษย์เอาไว้มากเลย ท่านอยากได้อะไรหรือเจ้าคะข้ารู้ว่าท่านอาจารย์ไม่สนใจพวกเงินทองแน่นอน”