หลังจากจัดการทั้งโจ๊กและยาจนหมดชาม มู่อันหรานก็เริ่มลงมือกับภารกิจสำคัญที่สุดของวัน นั่นคือการทำแผล
ภาพแผงอกกว้างและลอนกล้ามเนื้อที่เคยทำให้ใจสั่นไหว บัดนี้กลับกลายเป็ความคุ้นตาจากการที่ต้องเผชิญหน้ากับมันทุกเช้าค่ำ
ผ้าพันแผลสีขาวถูกแกะออกและพันใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนความขัดเขินประหม่ามลายหายไปสิ้น นางเริ่มขยับปลายนิ้วจัดการกับร่างกายกำยำของบุรุษเบื้องหน้าได้อย่างคล่องแคล่ว ประดุจเขามิใช่ท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ แต่เป็เพียงสมุนไพรต้นหนึ่งในสวนที่นางต้องดูแลให้ถูกวิธีเท่านั้น
เด็กสาวแอบนึกขอบคุณกู้วั่งอยู่ในใจที่สั่งห้ามแผลถูกน้ำโดยเด็ดขาด มิเช่นนั้นภาระหน้าที่ของนางคงมิใช่เพียงการใส่ยา แต่อาจต้องเลยเถิดไปถึงการอาบน้ำขัดตัวให้เขาด้วยเป็แน่!
ทว่าในขณะที่มู่อันหรานเริ่มชินชากับความใกล้ชิด โจวเหยียนกลับเป็ฝ่ายที่เริ่มรู้สึกถึงแรงสั่นไหวบางอย่างที่เปลี่ยนไป
ทุกครั้งที่เด็กสาวขยับกายเข้ามาใกล้เพื่อประคองใส่ยา กลิ่นหอมกรุ่นของสมุนไพรที่ซึมลึกอยู่ในผิวกายของนางกลับทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด แม้แต่แววตาที่เคยแข็งกร้าวยามจ้องมองนาง ก็เริ่มจะอ่อนแสงลงและเจือกระแสบางอย่างที่เขาเองก็ยังไม่เข้าใจความหมาย
…
สิบวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อาแของโจวเหยียนเริ่มสมานตัวและกำลังวังชากลับคืนมา เขาก็ถูกกู้ซานรับตัวกลับจวนอ๋องไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงกู้ซ่งที่อาการยังหนักกว่าให้พักรักษาตัวอยู่ที่นี่ต่อ มู่อันหรานจึงได้ย้ายกลับมาพำนักในห้องนอนของตนเองตามเดิม
ทว่าเมื่อก้าวเท้ากลับเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว นางกลับพบว่าร่องรอยของคนผู้นั้นยังคงอบอวลอยู่ กลิ่นอายบุรุษจางๆ ที่ติดอยู่ตามเครื่องนอนและเสื้อผ้าบางส่วนที่เขาทิ้งไว้ ทำให้นางใจหายอย่างบอกไม่ถูก
ความรู้สึกเหงาแปลกๆ จู่โจมเข้ากลางอกอย่างไม่ทันตั้งตัว ทั้งที่ก่อนหน้านี้นางเฝ้าภาวนาให้เขาไปพ้นหน้าวันละหลายสิบหน แต่พอไม่มีคนให้คอยป้อนข้าวป้อนยาและต่อปากต่อคำ บรรยากาศรอบกายกลับดูเงียบเหงาลงอย่างประหลาด
นางไม่ได้ยินข่าวคราวใดๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ในคืนนั้นอีกเลย นางไม่รู้ว่าาแฉกรรจ์ของเขาได้มาอย่างไร ใครคือศัตรูที่บังอาจลอบทำร้ายเหวินอ๋อง และความสงสัยเ่าั้ก็ถูกเก็บกักไว้เพียงในใจ เพราะนางไม่ได้ขวัญกล้าพอที่จะเอ่ยปากถามจากป้าหลันหรือป้าเฉียว
วันเวลาผ่านไปอย่างราบเรียบ หากไม่มีกู้ซ่งที่ยังนอนพักฟื้นอยู่ในเรือน และกู้วั่งที่คอยแวะเวียนมาดูอาการสหายของเขาเกือบทุกวัน มู่อันหรานคงหลงคิดไปว่า เื่ที่มีเหวินอ๋องมาพำนักอยู่ที่เรือนไม้หลังเล็กแห่งนี้ เป็เพียงความฝันตื่นหนึ่งที่นางสร้างขึ้นมาเองเสียแล้ว
……….
เพียงพริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปเกือบสองปี
ในห้องโถงเล็กของเรือนไม้ที่คุ้นเคย ป้าเฉียวบรรจงปักปิ่นไม้เรียบง่ายลงบนมวยผมของเด็กสาวที่บัดนี้เติบโตขึ้นเป็สตรีวัยสิบห้าปีเต็ม
หญิงสาวมองสตรีสูงวัยทั้งสองผ่านกระจกทองเหลืองที่เริ่มมัว หยาดน้ำตาอุ่นๆ รื้นขึ้นมาจนภาพเบื้องหน้าพร่าเลือน
สองปีที่ผ่านมา สองมือที่หยาบกร้านของป้าทั้งสองนี้เองที่โอบอุ้มและประคับประคองนาง แทนที่อ้อมกอดของครอบครัวที่นางสูญเสียไป
“อันหรานของพวกเราโตเป็หญิงสาวเต็มตัวแล้วนะ” ป้าหลันเอ่ยเสียงเครือพลางลูบไหล่นางเบาๆ
หญิงสาวคลี่ยิ้มบาง กำลังจะเอ่ยปากขอบคุณสตรีผู้เปรียบเสมือนมารดาทั้งสอง แต่กลับถูกเสียงฝีเท้าม้าที่ดังรัวมาจากด้านนอกขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
“กู้วั่งกับกู้ซานมาอย่างนั้นหรือ? ปกติไม่เห็นกลับมาเวลานี้นี่นา” ป้าเฉียวเปรยขึ้นด้วยความแปลกใจ พลางพากันเดินออกไปดูที่นอกชานเรือน
“เอ๊ะ!! นั่น... พากันมาทั้งหมดเลยนี่” ป้าหลันเอ่ยอุทานเมื่อเห็นร่างขององครักษ์ครบทั้งสี่คน พร้อมกับกลุ่มผู้ติดตามอีกกลุ่มหนึ่งควบม้าฝ่าฝุ่นตลบเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
ทันทีที่ขบวนม้ามาหยุดลงที่หน้าเรือนไม้หลังเล็ก สตรีทั้งสามต่างพากันใ เมื่อได้เห็นร่างสง่างามในอาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นทองของเหวินอ๋องอยู่ในกลุ่มคนด้วย
“ถวายบังคมท่านอ๋องเพคะ”
โจวเหยียนก้าวลงจากหลังม้าด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยอำนาจคุกคาม สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดที่มู่อันหราน
“ดูเหมือนข้าจะมาขัดจังหวะเื่สำคัญของพวกเ้าเข้าเสียแล้ว”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ ทำเอาบรรยากาศที่เคยอบอุ่นละมุนละไมเมื่อครู่สลายตัวไปในพริบตา กลายเป็ความอึดอัดและสับสนจนทุกคนวางตัวไม่ถูก
กู้ซานแอบทำหน้าเหยเกพิลึก พลางหันไปสบตากู้ซ่งด้วยความรู้สึกผิด เป็เขาเองที่หลุดปากพูดเื่ที่ป้าหลันกับป้าเฉียวฝากซื้อปิ่นไม้หอมกันคนละชิ้น เพื่อนำมาใช้ในพิธีปักปิ่นให้มู่อันหรานในวันนี้
ไม่รู้ว่าท่านอ๋องเกิดนึกสนุกอันใดขึ้นมา หรือเพียงแค่อยากหาเื่แกล้งนางเล่นแก้เบื่อ อยู่ดีๆ ก็เจาะจงว่าอยากมาดูพิธีปักปิ่นของมู่อันหรานเสียอย่างนั้น ทั้งที่ปกติเขาไม่เคยแยแสเื่ราวเล็กน้อยเช่นนี้เลย
บุรุษสูงศักดิ์ก้าวเท้าเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าหญิงสาวที่ยังคุกเข่าอยู่บนพื้น มู่อันหรานเผลอถอยหลังหนีตามสัญชาตญาณ
ท่ามกลางสายตาที่ลุ้นระทึกของทุกคน อ๋องหนุ่มล้วงบางอย่างออกมาจากแขนเสื้ออย่างช้าๆ
เขายื่นมือออกมาปักปิ่นเงินที่ส่วนหัวประดับด้วยไพลินสีน้ำเงินลงบนมวยผมของนางอย่างถือวิสาสะโดยไม่สนสายตาตกตะลึงของผู้ใด ก่อนจะขยับถอยออกมาพินิจดูแล้วหัวเราะเยาะในลำคอ
“ดูเหมือนข้าจะมองพลาดไป ปิ่นนี้ไม่เห็นจะเหมาะกับเ้าสักนิด”
มู่อันหรานนิ่งอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก ธรรมเนียมปักปิ่นนั้นถือเป็เื่สำคัญของสตรีที่ควรมีเพียงผู้ใหญ่ที่เคารพหรือคนในครอบครัวเป็ผู้กระทำให้ ทว่าเหวินอ๋องผู้มิใช่ญาติกลับถือวิสาสะปักปิ่นให้นางต่อหน้าผู้คน!
ป้าหลันและป้าเฉียวต่างก็อ้าปากค้างนั่งนิ่งอึ้งเป็ไก่ไม้ เพราะการกระทำเช่นนี้ในแง่หนึ่งไม่ต่างจากการประทับตราจับจองหญิงสาวไว้เป็คู่หมาย
เมื่อเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของคนรอบด้าน โจวเหยียนก็กระแอมไอออกมาทีหนึ่ง แล้วเบือนหน้าหนีอย่างไม่ยี่หระ “น่าเบื่อชะมัด ไม่เห็นมีอะไรน่าสนุกอย่างที่คิด... พวกเราไปกันได้แล้ว”
มู่อันหรานลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก คิดไปว่าเขาก็แค่หาเื่สนุกทำเพื่อแกล้งนางเล่นตามนิสัย แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่กล้าแม้แต่จะขยับมือไปปลดปิ่นออกจากศีรษะ ป้าหลันที่เริ่มตั้งสติได้รีบสะกิดเตือน นางจึงได้รู้สึกตัว
“ขอบพระทัยหวังเย่เพคะ แต่... ของมีค่าเช่นนี้ หม่อมฉันเกรงว่า...”
“อย่าเื่มาก!” เขาขัดขึ้น“อ๋องเช่นข้ามิได้ขาดแคลนของกระจุกกระจิกพวกนี้ ข้าให้แล้วก็เก็บไว้ให้ดี อย่าให้หายเป็อันขาด”
กล่าวจบเขาก็สะบัดผ้าคลุมกลับไปขึ้นหลังม้าแล้วนำกลุ่มองครักษ์ควบออกไปดื้อๆ ราวกับพายุที่พัดผ่านมาแล้วจากไป
ทว่ากู้ซานกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาเหลือบมองปิ่นบนศีรษะเด็กสาวด้วยสายตาที่ซับซ้อน ปิ่นเงินชิ้นนี้คือหนึ่งในของรักของหวงที่สุดของท่านอ๋อง เพราะมันเป็สมบัติชิ้นหนึ่งที่แม่ชีจิ้งเสียน อดีตฮองเฮาผู้เป็มารดาของเหวินอ๋องทิ้งไว้ให้ ก่อนที่นางจะละทิ้งทางโลกไปออกบวช
การที่เหวินอ๋องยอมเสียเวลาขี่ม้าร้อยลี้มาเพียงเพื่อมอบสิ่งนี้ให้มู่อันหราน ย่อมมิใช่สถานการณ์ปกติอย่างที่เขาแสร้งทำ กู้ซานตัดสินใจดึงบังเหียนม้าวนกลับมาที่เรือนอีกครั้ง
“การเรียนของเ้าที่นี่สมควรจะสิ้นสุดลงได้แล้ว อีกสามวันจงเตรียมตัวกลับเข้าจวน ข้าจะมารับด้วยตัวเอง”
มู่อันหรานเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อหู หัวใจของนางเต้นระทึกขึ้นมาทันที สองปีที่ผ่านมาแม้ว่านางจะเรียนรู้การใช้สมุนไพรจากท่านป้าทั้งสองและกู้วั่งไปไม่น้อย แต่นางก็ยังถ่อมตนว่าตนเองยังมิได้เก่งกาจถึงขั้นจะใช้งานได้จริง ทว่าอีกใจหนึ่ง... การกลับไปที่จวนอ๋องก็คือโอกาสเดียวที่จะทำให้นางได้กลับไปสู่โลกภายนอกมิใช่หรือ?
“เข้าใจแล้วเ้าค่ะ” นางรับคำหนักแน่นด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยว