ยามดึกสงัด ผู้ช่วยพ่อบ้านฮันส์ยืนอยู่ตรงหน้าเคานต์เดรูธ พอเขาเริ่มกล่าวรายงานเดรูธก็นั่งฟังเงียบ ๆ ั้แ่ต้นจนจบ
“และตอนนี้นายน้อยก็กำลังนอนหลับอยู่ครับ”
เมื่อรายงานทั้งหมดจบลง เดรูธจึงเปิดปากพูด
“ฟังจากที่คนขับรถม้าเล่าวันนี้เคลไปที่ร้านนํ้าชาที่บุตรชายนอกสมรสของผู้นำสมาคมการค้าตระกูลฟลินน์เป็เ้าของและพาเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนยันตัวตนไม่ได้กลับมาด้วยแถมดื่มเหล้ามาแต่กลับยังมีสติครบถ้วนต่างจากทุกที”
แม้รายงานของฮันส์จะเป็รายงานสั้น ๆแต่เดรูธก็วิเคราะห์จากเนื้อหารายงานนั้น
“ให้คนตามดูไหมครับ”
ท่านเคานต์โบกมือให้ฮันส์เป็เชิงปฏิเสธเขาไม่ได้อยากรู้ว่าบุตรชายทำอะไรอยู่ข้างนอกจนถึงขั้นต้องส่งคนไปคอยติดตาม
“ไม่ต้อง ถ้าเขาอยู่ภายในอาณาเขตไม่ว่าจะทำอะไรก็ยังอยู่ในขอบเขตที่ฉันควบคุมได้อยู่ดี”
เดรูธโปรดปรานฮันส์มากที่สุดในหมู่ผู้ช่วยพ่อบ้านรุ่นเยาว์เพราะเขาตั้งใจทำตามคำสั่งเป็อย่างดีและมีความประพฤติที่น่าชื่นชม
“นายคอยดูแลเคลระหว่างที่เขาอยู่ในคฤหาสน์เหมือนที่ทำอยู่ตอนนี้แล้วคอยมารายงานฉันก็พอ”
“ครับ”
ฮันส์ไม่แสดงความคิดเห็นอะไรเพิ่มเติมต่อคำพูดของเดรูธและค้อมศีรษะลง
เคานต์เดรูธไม่ใช่คนที่มีความสามารถโดดเด่นและไม่มีเส้นสายอำนาจอยู่ในมือเลยแม้แต่คนเดียวเขาปกครองอาณาเขตของตระกูลเฮนิทุสและสั่งสมความมั่งคั่งขึ้นมาจากการทำเหมืองหินอ่อนและไวน์เช่นเดียวกับเ้าเมืองรุ่นก่อนๆ เป็เพียงคนคนหนึ่งที่ปกป้องดูแลอาณาเขตของตนเองได้เป็อย่างดี
เดรูธนึกถึงเื่เกี่ยวกับบุตรชายของตนขึ้นมา
เคลเปลี่ยนไปแล้ว
เคลดูต่างไปจากที่เคยเป็แม้จะไม่ได้เฉลียวฉลาดหรือแข็งแกร่งขึ้นอย่างกะทันหันแต่พฤติกรรมก็แตกต่างไปจากเมื่อก่อน
“อ้อ ฮันส์ แล้วก็อีกเื่หนึ่ง”
“ครับ ท่านเคานต์”
“ไปสืบข้อมูลเกี่ยวกับบุตรชายนอกสมรสของตระกูลฟลินน์มาให้ฉันที”
บิลลอสผู้เป็เ้าของร้านนํ้าชาเดรูธรู้อยู่แล้วว่าชาติกำเนิดที่แท้จริงของอีกฝ่ายคือบุตรนอกสมรสของผู้นำสมาคมการค้าตระกูลฟลินน์เนื่องจากคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไวน์ที่ผลิตขึ้นในอาณาเขตก็คือสมาคมการค้าแห่งนั้นนั่นเอง
“ขอตัวก่อนนะครับ”
“อืม”
เดรูธมองตามฮันส์ที่เดินออกจากห้องทำงานจนลับสายตาก่อนจะจมลงสู่ห้วงความคิดในห้องที่เหลือแค่ตนเพียงลำพังเพราะเขายังมีเื่ให้ต้องครุ่นคิดอีกมากมายนอกจากเื่ของเคล
่นี้บรรยากาศในทวีปก็ดูจะไม่ค่อยปกติเท่าไหร่
เหมือนกับูเาไฟที่ใกล้จะปะทุแม้จะตั้งอยู่ในซอกหลืบของอาณาจักรแต่เดรูธก็ััได้อย่างชัดเจนเนื่องจากคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวอยู่เรื่อยมาและหลังจากได้รับสารที่ส่งมาจากทางราชสำนักในวันนี้เขาก็ยิ่งมั่นใจในบรรยากาศผิดปกติที่ว่านั่นมากขึ้นกว่าเดิม
ตระกูลเคานต์เฮนิทุสมีชีวิตอยู่โดยการปกป้องและรักษาความมั่งคั่งของพวกเขามาหลายชั่วอายุคนจากนั้นจึงค่อย ๆ ขยับขยายพื้นที่อาณาเขตออกไปทีละน้อยพร้อมส่งต่อปณิธานข้อหนึ่งแก่ผู้นำตระกูลรุ่นแล้วรุ่นเล่า
‘ไม่จำเป็ต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ แต่จงมีชีวิตอยู่เพื่อความสุขและสันติก็พอ’
“คงต้องซ่อมกำแพงเมืองแล้วสินะ”
แม้เดรูธไม่รู้ว่าตนจะต่อสู้และคว้าชัยชนะมาครองได้อย่างไรและถึงเขาจะไม่ใช่คนเฉลียวฉลาดสักเท่าไรแต่ก็ยังคงคิดหาวิธีปกป้องเมืองอยู่ตลอดเวลา
บางครั้งร่างกายก็เป็ฝ่ายมีชัยเหนือจิตใจได้
“เห็นนายน้อยนอนหลับสนิทดี กระผมเลยไม่ปลุกครับ”
เคลนอนตื่นสายโด่งแถมยังรู้สึกไม่สบายท้องเพราะรอนเอานํ้ามะนาวมาให้ดื่มั้แ่เช้าแทนที่จะเป็นํ้าเย็นธรรมดาแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็พูดอะไรมากไม่ได้อยู่ดี
เพราะที่คอของรอนมีผ้าพันแผลพันเอาไว้
“าเ็มาเหรอ”
“...เป็ห่วงกระผมเหรอครับ”
“เปล่า ก็แค่รำคาญลูกตาน่ะ”
“ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรหรอกครับก็แค่โดนแมวข่วนเล็กน้อย”
แมวที่ว่านั่นคงหมายถึงผู้บริสุทธิ์สักคนสินะ
เคลมั่นใจว่าเมื่อคืนคงมีใครบางคนได้พบกับชะตากรรมที่ต่างไปจากเดิมเขาหลบเลี่ยงสายตาของรอนที่จ้องมองมาพลางฉีกยิ้มและมุ่งหน้าไปยังประตูห้องนอนเพราะมัวแต่นอนตื่นสาย วันนี้เขาจึงต้องรีบจัดการเื่ต่าง ๆ ให้เร็วขึ้น
“จะออกไปข้างนอกเลยเหรอครับ”
“อืม ส่วนมื้อเช้าพวกนั้นเดี๋ยวฉันออกไปหากินข้างนอกเอง”
“ครับ แต่ว่านายน้อยครับ...”
เมื่อรอนเอ่ยรั้งไว้เคลจึงปล่อยลูกบิดประตูที่จับอยู่แล้วหันกลับไปมอง และพบว่ารอนส่งยิ้มมาให้อย่างมีเลศนัย
“นํ้ามะนาวเป็ยังไงบ้างครับ”
“อร่อยดีนะ อร่อยมากเลยละ”
เสียงของรอนทุ้มตํ่าลงกว่าเดิม
“...อย่างนั้นเหรอครับ”
“ใช่”
เป็คำถามที่น่าหงุดหงิดอะไรแบบนี้
แต่เพราะว่าอีกฝ่ายดันเป็บุคคลที่เขาไม่อาจเมินเฉยเคลจึงตอบแค่สั้น ๆ แล้วรีบหมุนลูกบิดเปิดประตูออกไปอย่างเต็มแรง
ปัง!
และปิดลงในทันที
“...รอน”
เมื่อเขาเรียก รอนก็มายืนอยู่ข้าง ๆในทันทีและกระซิบพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
“นายน้อยใเหรอครับพอดีว่าแขกที่มาเมื่อวานกำลังรออยู่หน้าประตูน่ะครับ”
ก็ต้องใอยู่แล้วสิ ทันทีที่เปิดประตูหัวใจของเขาก็เต้นโครมครามเมื่อสายตาประสานกับดวงตาของชเวฮันที่จ้องเขม็งมาจึงเหวี่ยงประตูปิดกลับไปในทันทีเคลวางมือทาบลงบนกระเป๋าเสื้อตัวในซึ่งมีเงินสิบล้านเกลลอนที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจให้สงบลงอยู่ในนั้น
รอนยังคงไม่ละสายตาไปจากเคลและเอ่ยต่อ
“กระผมไม่ทันได้บอกเพราะนายน้อยเปิดประตูออกไปทันทีกระผมแจ้งให้เขารอสบาย ๆ อยู่ในห้องแล้วแต่เขายืนกรานว่าจะต้องพบนายน้อยให้ได้และไม่ยอมไปไหนเลยครับ”
ไม่ทันได้บอกอะไรกันล่ะทั้งที่มีโอกาสมากมายพอจะบอกกล่าวกันก่อน แต่ตาแก่นิสัยเสียนี่กลับไม่ยอมพูดอะไรสักคำเคลลอบถอยห่างจากรอนหนึ่งก้าวอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเปิดประตู
“มีเื่อะไร”
เขาเผชิญหน้ากับชเวฮันราวกับว่าเมื่อครู่ไม่ได้เพิ่งปิดประตูใส่หน้าอีกฝ่าย
เคลเอ่ยถามอย่างเ็าขณะกวาดตาสำรวจสภาพของชเวฮัน
หลังจากอาบนํ้าชำระร่างกาย จัดผมเผ้าให้เข้าทรงและสวมเสื้อผ้าชุดใหม่บรรยากาศของความสะอาดและบริสุทธิ์ก็ฟุ้งกระจายออกมาจากตัวเขา ทว่าเมื่อมองไปยังดวงตาก็ยังยากที่จะคิดเช่นนั้นได้
ตอนนี้สภาพจิตใจของอีกฝ่ายบิดเบี้ยวไปหมดแล้วดังนั้นเมื่อมองเข้าไปในดวงตาของชเวฮัน เคลก็ขนลุกเกรียวขึ้นมาทันที
ชเวฮันเองก็จ้องไปที่เคลพลางขยับริมฝีปาก
“ค่าอาหาร”
“ฮะ?”
“ผมจะจ่ายค่าอาหารครับ”
คำพูดแสนสุภาพหลุดออกมาจากปากของชเวฮันซึ่งดูต่างไปจากเมื่อวานแต่เหนือสิ่งใด เคลกลับขมวดคิ้วนิ่วหน้าเพราะคำว่า ‘ค่าอาหาร’
ค่าอาหารอย่างนั้นเหรอคิดจะทำให้คนรู้สึกขนลุกจับขั้วหัวใจอีกหรืออย่างไรใครจะบ้าไปใช้แรงงานชเวฮันกันล่ะความปรารถนาเดียวของเขาก็คือขอให้อีกฝ่ายออกไปจากอาณาเขตแห่งนี้ให้เร็วที่สุดต่างหาก
แต่แน่นอนว่าหากเขาไหว้วานขอให้ทำอะไรสักอย่างโดยเอาค่าอาหารมาอ้างชเวฮันก็จะตกปากรับคำทันทีเพราะเ้าตัวเป็คนแบบนั้นทว่าเคลไม่มีความตั้งใจแบบนั้นั้แ่แรก
“ช่างเถอะ ไม่จำเป็หรอกแล้วนอกจากเื่นั้นนายไม่มีธุระอะไรอื่นอีกหรือไง”
เขาปฏิเสธข้อเสนอเื่การจ่ายค่าอาหารอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนไปถามถึงเื่อื่นแทนทว่าชเวฮันกลับยิ่งจ้องกันจนตาแทบถลนออกจากเบ้า ในสายตาที่มองมานั้นไม่รู้ทำไมเคลถึงได้นึกถึงภาพตนเองตอนโดนอัดขึ้นมา พานให้ขนแขนเริ่มลุกชันอย่างช้าๆ
ในตอนนั้นเอง ชเวฮันก็เปิดปากพูด
“ผมมีเื่จะขอร้องครับ”
เคลหลับตาลงเมื่อได้ยินคำว่าขอร้องเขาไม่ควรเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆเพราะสิ่งที่ชเวฮันขอจะมีอะไรได้อีกนอกจากเื่หมู่บ้านแฮร์ริส
ในนิยายเคลเรียกผู้คนในหมู่บ้านแฮร์ริสว่าคนชั้นตํ่าเขาพลันนึกไปถึงตอนที่ตนโดนอัดเพราะเหตุผลนั้นจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ไปบอกคำขอของนายกับฮันส์แล้วเขาจะจัดการทุกอย่างให้เอง”
เคลลืมตาขึ้นอีกครั้งแล้วสบตากับชเวฮันที่เม้มปากแน่นและเอาแต่ยืนนิ่งเป็รูปปั้น
“ฮันส์เป็ผู้ช่วยพ่อบ้านที่มีความสามารถไม่ว่าจะขออะไร เขาก็สามารถจัดการให้นายได้ทุกอย่าง”
เคลวางมือบนไหล่ของรอนที่ยืนอยู่ข้าง ๆแม้จะััได้ว่าไหล่ของชายชรากระตุกแต่เขาก็ตัดสินใจว่าก่อนอื่นต้องไล่สองคนนี้ออกไปให้พ้นสายตาเสียก่อน
“รอนที่อยู่ตรงนี้เองก็เป็คนมีความสามารถเช่นกันเขาจะช่วยทำตามคำขอของนายเป็อย่างดี รอน เขาเป็แขกของฉันดังนั้นนายต้องช่วยให้เขาบรรลุความปรารถนาอย่างสุดความสามารถล่ะ”
หลังจากออกคำสั่งกับรอนแล้วเคลก็ปล่อยมือจากไหล่ของอีกฝ่ายแต่แล้วเสียงของชเวฮันก็ดังเข้ามาในโสตประสาท
“ท่านไม่รู้ว่าผมเป็ใครไม่ใช่เหรอครับ”
เคลเบือนสายตามองไปทางอื่นแต่ก็ยังรับรู้ถึงสายตาของชเวฮันที่จับจ้องตนอยู่เหมือนเดิมอาจเพราะเจอหน้ากันมากขึ้นบรรยากาศน่าขนลุกจึงจางหายไปและเริ่มััได้ถึงความบริสุทธิ์ที่ไม่อาจปิดบังเอาไว้แม้ว่าจิตใจของเ้าตัวจะบิดเบี้ยวไปแล้วก็ตาม
“ทำไมฉันต้องรู้จักนายด้วยล่ะจำเป็ต้องมีเหตุผลในการช่วยคนที่ด้อยกว่าด้วยหรือไง”
ชเวฮันขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของเคลแม้จะเป็เพียงชั่วพริบตาแต่เพราะเคลพินิจเด็กหนุ่มอย่างตั้งใจจึงเห็นภาพนั้นเข้าพอดี อีกฝ่ายจะรู้สึกแย่กับคำพูดที่บอกว่าตนด้อยกว่าหรือเปล่านะดังนั้นเขาจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้งอย่างร้อนรน
“จากสภาพนายแล้วก็คงไม่ขอให้ทำเื่ยากนักหรอกเพราะถ้าเป็คำขอยาก ๆ เดี๋ยวฮันส์ก็ปฏิเสธเองนั่นแหละ”
เขาผลักรอนไปทางชเวฮันแล้วหันหลังให้กับคนทั้งสอง
“ถ้าอย่างนั้นขอตัวก่อนละ ฉันกำลังยุ่ง”
เคลรีบมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของเดรูธผู้เป็บิดาเพราะวันนี้คงต้องขอเงินมาติดกระเป๋าเพิ่มอีกสักหน่อยทันใดนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงของรอนดังมาจากด้านหลัง
“กระผมจะตั้งใจทำตามคำสั่งของนายน้อยให้ลุล่วงครับ”
จะทำหรือไม่ทำก็แล้วแต่ใจเถอะการร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกันเป็เื่ของตัวเอกกับพวกพ้อง ไม่ใช่เื่ของเคลต้องขอบคุณตนเองหรือเปล่านะที่ทำให้พวกเขาเจอกันเร็วกว่ากำหนดสี่วันแล้วก็จะได้สนิทกันเร็วขึ้น
รอนมองเคลที่กำลังเดินจากไปก่อนจะหันไปสนใจแก้วเปล่าในมือของตน
“น่าสนใจดีนี่”
เ้าลูกหมาที่ไม่เคยกลัวอะไรนั่นเกลียดของเปรี้ยวอย่างกับอะไรดีและตอนนี้ก็ยังคงเกลียดอยู่เหมือนเดิม แต่กลับอุตส่าห์ดื่มมันจนหมด
รอนลูบลำคอของตนเขาไม่ได้าเ็จนได้แผลแบบนี้มานานแล้ว ทว่ามีสิ่งอื่นที่น่าสนใจกว่าาแคอยกวนใจเขาอยู่ตลอด
เ้าลูกหมาที่ไม่เคยเกรงกลัวอะไรนั่นคงเริ่มรู้สึกกลัวเขาขึ้นมาบ้างแล้วไปรู้อะไรมาหรือเปล่านะ
“นำทางไปสิ”
รอนเหลือบมองไปยังเสียงที่ได้ยินจากด้านข้างและสบกับสายตาของชเวฮันที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างลึกซึ้งดูเหมือนว่าเ้าเด็กนี่จะรับรู้ได้จากการประมือกันสั้น ๆเมื่อวานนี้ว่าเขาเป็นักฆ่า
“ได้สิ”
เ้าเด็กนี่ก็มีกลิ่นเืคละคลุ้งไปทั้งร่างแต่ก็ยังเสแสร้งทำตัวบริสุทธิ์รอนคิดว่าเ้าเด็กที่จิตใจบิดเบี้ยวอย่างรุนแรงคนนี้ช่างน่าขบขันเสียจริง
เขาได้กลิ่นเหม็นน่าสะอิดสะเอียนอันโเี้ของสถานที่แห่งนั้นจากเด็กหนุ่มที่เพิ่งพบกันเมื่อคืนกลิ่นของป่าแห่งความมืด นั่นคือกลิ่นที่รอนััได้ซึ่งนั่นย่อมไม่ใช่กลิ่นเหม็นจากเ้าตัวแต่เป็กลิ่นชวนสะอิดสะเอียนที่ฝังแน่นอยู่บนร่างกายของคนอื่น ทว่าตอนนี้อีกฝ่ายได้ชะล้างมันออกไปหมดแล้วกลิ่นเหม็นโฉ่นั่นจึงไม่โชยออกมาอีกต่อไป
ไม่มีทางที่พวกนั้นจะข้ามมาได้หรอก
พอนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนรอนจึงพูดกับเด็กหนุ่มที่ดูเหมือนจะผ่านอะไรมามากมาย
“ตามมาสิ”
รอนก้าวนำไปข้างหน้าเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งนายน้อยลูกหมาของตนโดยมีชเวฮันเดินตามหลังพลางชำเลืองมองทิศทางที่เคลเดินจากไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงสายตากลับมามองด้านหน้า
คนที่คอยต้อนรับเคลผู้แบกกระสอบขนมปังซึ่งมีขนาดใหญ่เป็สองเท่าของเมื่อวานอยู่บนยอดเนินเขาเหนือเขตสลัม ก็คือสองพี่น้องที่เขาพบเมื่อวาน
เด็ก ๆ ปิดปากแน่นและจ้องเคลไม่วางตาเขาแค่นหัวเราะก่อนจะหยิบห่อเล็ก ๆออกมาสองห่อแล้วยื่นไปตรงหน้าเด็กทั้งสองพลางโบกไปมา
“รับไปสิ”
เมื่อเห็นดังนั้นเด็กหญิงจึงก้าวเข้ามาใกล้อย่างช้า ๆและแล้วเคลก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นท่าเดินของเด็กหญิงผมสีเทาหม่นที่เอามือกุมสีข้างไว้ขณะเดินกะโผลกกะเผลกเข้ามา
“นี่”
เขายื่นขนมปังสองห่อให้กับเด็กชาย
“มาเอาไปสิ”
เด็กชายวิ่งปราดเข้ามาคว้าเอาห่อกลม ๆนั้นไปกอดไว้ในอ้อมแขนแล้วถอยห่างออกไปไกลผมสีแดงหม่นซึ่งต่างจากผมสีแดงสดของเคลพลิ้วไหวไปตามการเคลื่อนไหวของเ้าตัว
เคลหันหลังกลับโดยไม่สนใจสองพี่น้องแล้วเดินเข้าไปหาต้นไม้กินคน
“ว้าว”
“ไม่ใช่ขนมปังนี่ นี่มันเนื้อกับเค้กนี่นา”
เขาได้ยินเสียงพูดคุยของสองพี่น้องแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ต้องสนใจ ไม่นานนักเคลก็ขึ้นมาถึงอาณาเขตของต้นไม้กินคน
วี้ดดดด
“...น่ากลัวอยู่นะเนี่ย”
ต้นไม้สีดำทะมึนไร้ใบดูเหมือนกำลังขยับกิ่งก้านราวกับต้อนรับเคลด้วยความยินดีบรรยากาศชวนขนลุกขนพองทำให้เขาควํ่ากระสอบขนมปังลงที่โคนต้นไม้ด้วยสีหน้าไม่สบายใจและแล้วขนมปังก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
ในตอนนั้นเอง
‘เอาอีก ขออีก’
...จะบ้าตาย
ปฏิกิริยาที่เคยอ่านมาจากในหนังสือได้ปรากฏขึ้นแล้วเสียงนั้นเป็เสียงของหญิงสาวรูปร่างผอมบางนักบวชหญิงผู้รับใช้เทพเ้าที่ขาดใจตายเพราะหิวโซ เธอเป็หมอผีในยุคโบราณซึ่งแตกต่างจากนักบวชตามอารามและวิหารในปัจจุบันโดยทั่วไปแล้วหมอผีในยุคโบราณมักถูกมองว่าเป็ผู้มีพลังวิเศษหรือไม่ก็เป็ผู้ที่ได้รับสืบทอดพลังแห่งธรรมชาติ
เคลรีบคว้ากระสอบขึ้นมาถือแล้วเดินออกมา
“เคล คืนนี้มาที่ห้องหนังสือของพ่อหน่อยนะ”
นั่นเป็คำพูดของเดรูธซึ่งเอ่ยกับเคลในตอนที่เขาไปขอเงินด้วยเหตุนั้น อย่างช้าที่สุดเขาต้องออกจากที่นี่ก่อน่เย็น
ยังเหลืออีกครึ่งหนึ่ง
วันนี้เขามาที่นี่ด้วยความตั้งใจว่าจะเติมขนมปังอีกครึ่งหนึ่งให้เสร็จจึงต้องลงจากเนินเขาอีกครั้งเพื่อไปเอาขนมปังมาเพิ่มเขาเห็นสองพี่น้องจ้องมองมาด้วยสายตาเหม่อลอยที่ริมฝีปากเลอะเทอะไปด้วยเศษขนมปังและครีมจากเค้ก
“จิ๊”
เคลเดาะปากพลางขมวดคิ้วแล้วเดินผ่านสองพี่น้องไป
เคลเข้าไปในย่านร้านค้าที่มีร้านขนมปังตั้งเรียงกันอยู่แน่นขนัดเนื่องจากเขาเหมาร้านที่ไปมาเมื่อวานหมดเกลี้ยงแล้วถ้าร้านจะทำขนมปังให้ใหม่อีกครั้งต้องใช้เวลาตอนนี้เขาจึงจำเป็ต้องมองหาร้านอื่นเพิ่ม
“ทะ...ท่านลอร์ด”
ตอนนั้นเองเคลก็หันหน้าไปตามเสียงเรียกของหญิงคนหนึ่ง
คุณป้าวัยกลางคนแย้มยิ้มอย่างประหม่าและผายมือทั้งสองข้างไปยังร้านของเธอแม้ปลายนิ้วจะสั่นเทาและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ทว่าท่าทางของเธอกลับดูมั่นใจ
“ดิฉันมีขนมปังอีกเยอะเลยค่ะ”
เคลคลี่ยิ้มบาง ๆ อย่างชอบใจผู้หญิงคนนี้ช่างรู้วิธีทำมาค้าขายจริง ๆ ผู้คนในตลาดต่างแอบชำเลืองมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเคลโยนเหรียญทองให้เธอไปหนึ่งเหรียญและอีกฝ่ายก็รับไว้อย่างรวดเร็ว
“มีอะไรก็เอามาให้หมด ห่อให้เร็ว ๆ ด้วย”