ตอนที่ 27 : สุดยอดผลงานที่ถูกรังสรรค์
จงิสือเริ่มตั้งสติใหม่... การถูกโจมตีซึ่งหน้าอย่างหนักหน่วง ก็มิใช่เื่น่าอภิรมย์เลยแม้แต่น้อย ทั้งโทสะและความอับอาย ก็เริ่มถาโถมขึ้นมาภายในใจของเขา
“ย๊ากกกกก!!!”
จงิสือพุ่งเข้าใส่รันฟงเทียนด้วยเพลิงโทสะ “หมัดตะวันเดือด !!!” หมัดทั้งสอง พลันปรากฏเปลวเพลิงล้อมรอบ ขณะชกเข้าใส่รันฟงเทียน
รันฟงเทียนแค่พลิกลำตัวเพียงเล็กน้อย เพื่อหลบหลีกหมัด ที่ลุกท่วมด้วยเปลวเพลิง ไปทางซ้ายของเขา ขณะเดียวกัน… ก่อนจะออกหมัด ไปที่เบ้าตาซ้ายของจงิสือ... มุมปากของรันฟงเทียนปรากฏรอยยิ้มขึ้นเล็กน้อย
“ผัวะ!!!”
จงิสือควงสว่านขึ้นสู่กลางอากาศทันที แต่คราวนี้เขาไม่สามารถ ลงมายืนบนพื้นได้... ใบหน้าของเขาต่างหาก ที่ลงกระแทกพื้นเข้าอย่างจัง
จงิสือค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นจากพื้น จ้องมองไปที่รันฟงเทียนอย่างอาฆาตแค้น ก่อนที่จะตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับจงิสือ มันช่างเหมือนภาพ ที่ฉายซ้ำของม๋อเฟยหย่าเสียจริง ทุกคนต่างหันไปมอง เชี่ยอิงอิงเป็ตาเดียวกัน พลันเกิดความเข้าใจ… ว่าทำไมสาวน้อยน่ารักไร้เดียงสา ถึงได้มีกลยุทธ์ในการต่อสู้ ที่โหดร้ายถึงเพียงนี้... ที่แท้ก็มาจากเขานี่เอง เสียงถอนลมหายใจดังไปทั่วบริเวณ...
ในใจทุกผู้คนคิดในสิ่งเดียวกันว่า... ถ้าปล่อยให้นางอยู่กับเขาต่อไป แม่นางผู้บริสุทธิ์นี้ คงจะกลายเป็นางมารร้ายอย่างแน่นอน... ช่างน่าเสียดาย !!!
“รันฟงเทียน!!! เ้าจะต้องตา...??? ”
“ผัวะ!!!”
ก่อนจงิสือจะกล่าวจบ ก็มีเท้ามาปรากฏ ที่เบื้องหน้าเขาเสียแล้ว ด้วยอาการมึนงง จากการโดนหมัด ไปถึงสองครั้งสองครา ที่เบ้าตาทั้งสองข้าง รวมกับโทสะที่เปี่ยมล้น ทำให้เขาขาดซึ่งสติ ไม่สามารถควบคุมสมาธิ จนมิอาจขยับตัว ได้แม้เพียงสักนิด เท้าของรันฟงเทียน บรรจงประกบลง บนใบหน้าของจงิสืออย่างแแ่... เหมือนดั่งคู่รักที่คิดถึงกันมาอย่างยาวนาน... แต่์ก็ช่างเล่นตลกเสียจริง แค่เพียงครู่เดียวก็ต้องแยกจากกัน
“ปั๊ก!!!”
จงิสือโดนถีบเข้าไป ที่ใบหน้าอย่างเต็มแรง ปลิวกระเด็นไปกระแทกกับประตูทางออก ของเมืองจันทร์ล่อง อาการจุกที่เกิดขึ้นทำให้เขาอยากจะพูด... แต่มันกลับกล่าวอันใดมิได้เลย!!!
“เออ!!! น้องอิง... เวลาเ้าที่ประลอง หรือกำลังเผชิญกับการต่อสู้ ที่ต้องเสี่ยงแม้ชีวิตก็ตาม จงจำไว้ไม่ว่าสถานการณ์ใด เราจะได้เปรียบหรือว่าเสียเปรียบ เ้าต้องตั้งสติและมีสมาธิให้มาก จับจ้องการกระทำของฝ่ายตรงข้ามเสมอ” รันฟงเทียนหันไปสอนบทเรียนให้แก่เชี่ยอิงอิงทันที
“เข้าใจแล้วค่ะ!!!” เชี่ยอิงอิงตอบด้วยน้ำเสียง อันสดใสกึ่งหัวเราะ สายตาของนางจับจ้องไปที่จงิสือ ส่วนมือของนางกุมหน้าท้องเอาไว้แน่น
ทุกผู้คนมองไปที่แม่นางเชี่ยอิงอิง ก็ต่างพากันประหลาดใจ และงุนงงว่า คำสอนของรันฟงเทียน มันน่าขบขันตรงไหน สิ่งที่เขากล่าว ถือได้ว่าเป็หัวใจสำคัญ ของการต่อสู้จริง ๆ แล้วทำไมนางถึงได้แสดงกิริยาอาการแบบนั้นออกมา... แต่พอสังเกตไปที่ดวงตาของนาง... ก็พลันเข้าใจขึ้นมาอย่างรวดเร็ว... ทุกผู้คนต่างพากัน เริ่มหันมามองตามสายตาของนาง ที่สาดส่องไปทางจงิสือ
“อุ๊บ!!! ฮ่าฮ่าฮ่า...”
จงิสือค่อย ๆ ลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล... ดวงตาของเขาทั้งสองข้าง บวมปูดออกมาในขนาดที่เท่ากัน ตรงกลางใบหน้ามีร่องรอย ของรองเท้ารันฟงเทียนอย่างชัดเจน จมูกแดงก่ำบวมเกือบเท่าลูกมะนาว
เมื่อรันฟงเทียน ได้เห็นใบหน้าของจงิสืออย่างชัดเจน เขาก็ตกตะลึงแล้วอุทานขึ้นในใจว่า “เฮ้ย !!! นี่มันตัวตลกชัด ๆ ผลงานที่ข้ารังสรรค์ขึ้นมาชิ้นนี้ ช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ ” เขายิ้มอย่างภาคภูมิใจ
เสียงหัวเราะของผู้เฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหลาย ดังมากพอจะเรียกผู้คน ที่สงสัย มารวมตัวกัน เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ทั่วทั้งถนน คลาคล่ำไปด้วยผู้คนจำนวนมาก เมื่อพวกเขาสังเกตเห็น ใบหน้าของชายหนุ่ม ที่ยืนพิงประตูทางออกเมือง ก็เกิดคลื่นเสียงหัวเราะดัง ก้องกังวาลอย่างกว้างไกล สร้างความอับอาย ให้แก่จงิสือเป็อย่างมาก
“เ้า!!! รันฟงเทียน เตรียมรับกระบวนท่าสุดท้ายของข้า... จงตายไปซะ!!!” จงิสือโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ไร้ซึ่งสติ เร่งเร้าพลังปราณอัคคีขึ้น... แต่ไม่ว่าจะเค้นพลังปราณเช่นไร ก็ไม่สามารถรีดมันออกมาได้... ในใจเกิดความตื่นกลัวจนทำอะไรไม่ถูก เขาเหลือบมองไปยังทางด้านขวา... ในที่สุดก็คิดออก!!!
จงิสือถึงกับออกตัวพุ่ง...??? พุ่งออกนอกเมืองไปแล้ว!!!!!
“เอ่อ...??? เช่นนี้ก็ได้ด้วยรึ!!!” เ้าเมืองจันทร์ล่องอุทานออกมา
“เขาจะกล้าอยู่ต่อรึ เป็ข้า... ข้าก็จะต้องรีบหนีจากความอับอายนี้”
“ข้าก็คงหนีเช่นกัน!!!”
ทุกผู้คนที่อยู่บริเวณประตูทางออกเมือง ต่างก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ ถึงคุณชายจงิสือในทุกแง่ทุกมุม ส่วนใหญ่จะเป็เื่ใบหน้าของเขา ส่วนผู้คนที่เพิ่งจะมาถึง ก็กำลังรับฟังเื่เล่าของเหตุการณ์ทั้งหมด จากผู้พบเห็นเหตุการณ์อย่างออกรสออกชาติ
รันฟงเทียนยืนตะลึงกับท่าทางโง่เง่าของจงิสือ จากนั้นเขาก็ส่ายศีรษะ
“พี่ฟงเทียน... ข้าอยากจะบอกว่า จงิสือมันหนีเร็ว กว่าตอนที่มันต่อสู้กับท่านเสียอีก” เชี่ยอิงอิงกล่าวพร้อมกับหัวเราะร่า
รันฟงเทียนถึงกับคิ้วกระตุก... แต่แล้วเขาก็เห็นชายวัยกลางคนกำลังเดินตรงเข้ามาหาเขา
“อะแฮ่ม!!! คุณชายรันฟงเทียน ท่านอาจจะเคยเห็นข้ามาบ้างแล้ว แต่ยังไงข้าก็ขอแนะนำตัวอีกครั้ง ข้าชื่อ... เป่าอัน ข้าถูกส่งมาประจำการณ์ที่เมืองแห่งนี้ ั้แ่เมื่อห้าปีก่อน ได้ยินชื่อเสียงของคุณชายมานานแล้ว วันนี้ได้พบตัวจริงเสียที” เ้าเมืองกล่าวพร้อมเดินเข้ามาหารันฟงเทียนอย่างเป็มิตร
“คารวะ ท่านเ้าเมือง ไม่ทราบว่าท่านมีเื่อันใดกับข้าหรือไม่??? ” รันฟงเทียนกล่าวอย่างเรียบง่าย
“อืม!!! ก็มีอยู่... เข้าเื่เลยก็แล้วกัน... คุณชายรันฟงเทียน เคยได้ยินเกี่ยวกับการประลองระดับแคว้นหรือไม่” เ้าเมืองจันทร์ล่องกล่าวถามอย่างรวดเร็ว
“ข้าก็พอได้ยินมาบ้าง แต่ข้า... ไม่เห็นว่ามีอะไรน่าสนใจ” รันฟงเทียนกล่าวอย่างเฉยเมย
“แต่คราวนี้ไม่เหมือนเช่นทุกที เพราะนอกจากรางวัลประจำอันดับแล้ว ผู้ชนะยี่สิบอันดับแรกของแคว้น จะสามารถเข้าร่วมค่ายฝึกเซียนปิงได้” เ้าเมืองจันทร์ล่องมีรอยยิ้มขึ้น
“ค่ายฝึกเซียนปิง... คืออะไร??? ” เชี่ยอิงอิงเร่งถาม
“มันคือค่ายที่รวบรวมเหล่าอัจฉริยะ จากทั้งแปดแคว้นในจักรวรรดิเมฆาปราณของเรา” เ้าเมืองอธิบาย
รันฟงเทียนจำได้ว่า จักรวรรดิเมฆาปราณแบ่งออกเป็แปดแคว้น... มีเจ็ดแคว้นที่มีสำนักใหญ่ กระจายตัวตั้งอยู่หนึ่งแคว้นต่อหนึ่งสำนัก อย่างเช่นว่า… สำนักัฟ้าตั้งอยู่ในแคว้นจันทร์งาม, สำนักไหมฟ้าตั้งอยู่ในแคว้นเว่ย แต่จะมีเพียงแคว้นทมิฬที่ไม่มีสำนักจัดตั้ง เพราะแคว้นแห่งนี้มีกลุ่มกองโจรมากมาย
“น่าสนใจ... แล้วมันเกี่ยวข้องยังไงกับข้า??? ” รันฟงเทียนกล่าวถาม
“คือว่า... ข้าในนามของเ้าเมืองจันทร์ล่อง อยากให้เ้าเป็ตัวแทนจากเมืองจันทร์ล่อง เข้าร่วมการประลองประจำแคว้นในครั้งนี้ด้วย” เ้าเมืองจันทร์ล่องกล่าวอย่างจริงใจ
รันฟงเทียนขมวดคิ้วขึ้นทันที คิดคำนวณส่วนได้ส่วนเสียภายในใจ แล้วกล่าวออกมาว่า “การประลองจัดขึ้นเมื่อใด ข้าจำได้ว่า ผู้เข้าร่วมจะต้องมีอายุไม่เกิน 30 ปี ในบรรดาผู้เข้าร่วมนั้น มีแม้กระทั่งขอบเขตปราณแท้จริงระดับต้นด้วยซ้ำ!!! ถ้าเป็เร็ว ๆ นี้ ข้าคงไม่อาจไปเข้าร่วมได้แน่นอน”
เ้าเมืองจันทร์ล่องยิ้มออกมาพร้อมกล่าวว่า “อีกประมาณหนึ่งปีนับจากนี้ ตัวแทนแต่ละเมืองส่งได้ไม่เกินห้าตำแหน่ง ข้าอยากให้คุณชายรันฟงเทียน และคุณหนูเชี่ยอิงอิงเข้าร่วมด้วย...!!! และข้ายังได้ยินมาอีกว่า ถ้าคนที่ติดอันดับหนึ่งในห้าของแคว้นจันทร์งาม ท่านเ้าแคว้นจะอนุญาตให้เข้าไป ที่บ่อน้ำพุบริสุทธิ์จันทร์งาม” เขาหยิบตราตัวแทนขึ้นมาสองอัน
ก่อนที่รันฟงเทียนจะทันได้กล่าวอันใด ก็มีอีกมือหนึ่งมาหยิบตราตัวแทนไปเสียก่อน
“ได้พวกเราจะไป!!!” เชี่ยหลีเนียงรีบหยิบตรานั้นทันทีและกล่าวอย่างรีบร้อน
รันฟงเทียนหันไปมองเชี่ยหลีเนียงที่มีท่าทางรีบร้อน... ผิดปกติเป็อย่างมาก แต่เขาก็ไม่ได้กล่าวถามอะไรออกไป เพียงแค่พยักหน้าให้เ้าเมืองจันทร์ล่อง
“ท่านเ้าเมือง การประลองจัดขึ้นที่ใด??? ” รันฟงเทียนถามขึ้น
“การประลองรอบคัดเลือกนั้น จะจัดขึ้นที่เมืองจันทร์งามของแคว้นจันทร์งาม ในอีกหนึ่งปีนับจากนี้ ข้าจะไปรอพวกท่านที่เมืองจันทร์งามก็แล้วกัน” เ้าเมืองจันทร์ล่องกล่าว และกำลังจะเดินจากไป
ขณะนั้นก็มีเสียงหนึ่ง ดังออกมาจากกลุ่มฝูงชน ที่กำลังรวมตัวกันอยู่อย่างมากมาย
“ท่านเ้าเมืองตราตัวแทน ไม่มีของข้าหรืออย่างไร??? ข้าขอสักอันได้หรือไม่??? ” หญิงสาวใส่ชุดสีเขียวปักลายดอกไม้สวยงาม ที่ข้างเอวของนางมีแส้สีดำเหน็บไว้
“เอ่อ!!! มี... มีแน่นอน ข้าก็ว่าจะไปถามแม่นางเฉิงชิงชิงอยู่พอดี... แต่ข้ากลัวว่าคนของหอการค้าเทียนเซียน จะไม่สนใจเข้าร่วมการประลอง” เ้าเมืองจันทร์ล่องกล่าวพร้อมหยิบตราตัวแทนส่งให้นางทันที
“คุณชายฟงเทียน... เราพบกันอีกแล้ว... ท่านไปที่ไหน มักชอบทำเื่เอิกเกริกอยู่เรื่อยไป!!!” เฉิงชิงชิงกล่าวและยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน
“แม่นางชิงชิง... เ้าก็ชมข้าเกินไป!!!” รันฟงเทียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ใครชมเ้ากันห๊ะ!!!” นางกล่าวพร้อมกระทืบเท้า
“เอาล่ะพี่ชิงชิง ท่านอย่าไปสนใจพี่ฟงเทียนเลย นี่… พี่สาวก็มาดูพวกเราเช่นกันรึ??? ” เชี่ยอิงอิงเดินไปจับมือนางและกล่าว
“ข้าก็มาทันดูตอนที่เ้ากำลังประลองพอดีนะน้องอิง แต่เ้า... ช่างเก่งกาจั้แ่อายุยังน้อย ข้าล่ะอิจฉาเ้าเสียจริง ๆ ที่ได้อาจารย์ดีคอยสอนอยู่ทุกวี่วัน” เฉิงชิงชิงกล่าวพร้อมเหลือบไปมองรันฟงเทียน
“ฮ่า...ฮ่า...!!! ข้าแค่โชคดีที่เจอคู่ต่อสู้ ที่พอจะสู้ไหวก็เท่านั้น... มาเถอะ!!! ข้าจะแนะนำท่านแม่ของข้าให้ท่านรู้จัก... ท่านแม่... นี่คือพี่สาวชิงชิงจากหอการค้าเทียนเซียน เรารู้จักกันตอนไปประมูลสินค้า พี่สาวชิงชิงดูแลเราเป็อย่างดี” เชี่ยอิงอิงดึงนางมาหาเชี่ยหลีเนียง
“คารวะผู้าุโเชี่ยหลีเนียง...” เฉิงชิงชิงคำนับนาง
“โอ๋... เด็กดี เ้าเรียกข้าว่าป้าเชี่ยเถอะ ขอบใจเ้ามากที่คอยดูแลเด็ก ๆ พวกนี้” เชี่ยหลีเนียงยิ้มให้นาง
“ค่ะ ป้าเชี่ย” นางพยักหน้าพร้อมกล่าว
“ว่าแต่แม่นางชิงชิง มีธุระอันใดกับพวกข้าอย่างนั้นหรือ พอดีข้ากำลังจะออกเดินทางไปยังเมืองฝู่หลง” รันฟงเทียนรู้สึกว่าอยากจะออกไป จากเมืองจันทร์ล่องตอนนี้ทันที เนื่องจากเริ่มมีคนเดินมาทางเขามากขึ้นเรื่อย ๆ