“ที่นี่คือที่ใดดด..”เสียงหนึ่งผุดมาในห้วงสำนึก ทว่าดังก้องไปทั่วท้องแห่งความมืดทั้งหลายที่คล้ายจะไร้ขอบเขตสิ้นสุด ความคิดทั้งหลายปรากฏขึ้นชัดแจ้งในภวังคกาศแห่งนี้ “ไม่ใช่ข้าที่ไม่รับรู้อะไรร.. เป็เ้าที่ไม่ได้ยินข้าาา...” เสียงนั้นสะท้อนก้องกังวานไปทั่ว
“นั่นใครร...”หมอกจางค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นตรงหน้าอู๋ิ ก่อรูปลักษณ์ขึ้นมาคล้ายบุรุษ “เ้าโง่..ในเวลาแบบนี้ ข้ากลับนึกถึงเ้านี่นะ..” ความคิดของนางผุดขึ้น “เ้าคิดดังเกินไป”พลันปรากฏร่างชายหนุ่มชัดแจ้งขึ้นเบื้องหน้า “เ้าคิดถึงข้าดังเกินไป”สัตยามูระตรึกคิด
“เ้าพูดได้!!!”บุรุษอันปรากฏท่ามกลางภวังค์กลายเป็ผู้ที่เคยมีวลีเพียงว่า เ้าติดหนี้ข้าเวลานี้กลับกล่าวอย่างชัดถ้อยความ “ในนี้คือห้วงคำนึงของเ้ากับข้าไม่ว่าเ้าคิดสิ่งใด ข้าคิดสิ่งใดล้วนสื่อถึงกันทั้งสิ้น”
“น่าอับอายจริงๆเวรกรรมละ ไม่ว่าคิดสิ่งใดเ้ากลับรู้ทั้งหมดรึ” อู๋ิดำริออกมาในทีเผลอพลันดึงสติเข้าสู่สมาธิทันควัน “เ้าจะทำสมาธิหนีไประดับฌานใดข้าก็ได้ยินทั้งหมด”สัตยามูระกวาดมือขึ้นมาเบื้องหน้าอู๋ิ ปรากฏกลุ่มเส้นแสงสีแดงสว่างสดใสสายตานางสำรวจั้แ่ต้นจรดปลายที่หัตถ์ตน “ด้ายแดง น้องคังดีมากเ้าหลานตัวดี”
“หลานของท่านใช้ได้ทีเดียวถือว่าตาถึงที่มอบมันให้แก่ข้า” บุรุษตรึกคิด ด้วยท่าทีเรียบนิ่ง ไร้สะทกสะท้าน“จิตใจเ้าทำด้วยอะไร ถูกผูกมัดกับข้า... ข้าเชียวนะ คนอย่างเ้านี่นะกล้ายืนอย่างเรียบนิ่งต่อหน้าข้า!!!!” อู๋ินึกไม่พอใจสัตยามูระผู้ใช้สายตาเรียบเฉยต่อนางประหนึ่งโลหะไม่รู้จักความร้อน นางผู้ไม่ใคร่สนใจอะไรผู้อื่นนักกลับใส่ใจสิ่งเล็กน้อยนี้ราวกับฤทธิ์จากด้ายแดงกามเทพคังไปกระตุ้นต่อมความรู้สึกสนใจในผู้อื่นเข้า
“คนอย่างท่านแล้วอย่างไร คนอย่างข้าแล้วอย่างไร จำไม่ได้สินะ สิงคัมเดวีข้าใช้เวลาอยู่ด้วยกับเ้า ั้แ่เ้ายังเยาว์วัยบนเกาะมนิกกิมัมครั้งแรกที่เ้าพบข้า เ้าก็อยากได้ข้ามาข้าััได้ถึงความปรารถนาของเ้าั้แ่วินาทีนั้นและเป็เ้าที่แอบมาััข้าในทุกวัน บางครั้งเ้าก็ถูกจับได้และถูกตีข้ายังจำได้ตอนที่เ้างอแงบอกว่า ท่านพ่อข้า้าสัตยามูระตอนนั้นเ้าคลุกไปมากับพื้นอย่างน่าเวทนา” บุรุษทำทีหัวเราะเย้าเบาๆ สีหน้าพึงพอใจ
“ข้าสิงคัม..ข้าเคยอยู่บนเกาะมนิกกิมัมนั่นท่านพ่ออมันตุรี..” ภวังค์มืดค่อยปรากฏกลุ่มหมอกขึ้นพากันจับตัวเป็ภาพเด็กหญิง ั์ตากลมโต ผมดำรวบเกล้าขึ้นสอดรับกับผิวสีน้ำผึ้งร่วมกับชายวัยใหญ่ผู้บิดาผิวกายเนื้อทมิฬร่างสูงดุดันในสถานที่คล้ายถ้ำซึ่งมีเครื่องครามชิ้นหนึ่งละม้ายเครื่องดนตรีจากเทวโลกประกอบแสงเปล่งประกายด้วยเหลือบลายงดงาม เด็กหญิงครวญคราง ไถลตนเข้ากับพื้นพาให้สิ่งประดับบนตัวเปรอะเปื้อนพยายามกวาดมือคว้าจับสิ่งนั้นขณะยันกายออกจากมือบิดาบนพื้นที่เพียงน้อยเมื่อวัดจากลำธารสะอาดใสขนาดกว้างที่รายรอบเนินสูงแห่งนี้
“เดี๋ยวก่อนนะข้าน่าเวทนาอย่างนั้นหรือ นี่คือความคิดบัดซบของเ้าสินะ”อู๋ิไม่รีรอพุ่งตัวเข้าต่อยตีโรมรัน
“เอ้าๆๆนี่เ้า ช่างไม่รู้สึกนึกคิดจริงๆ เ้าชอบข้า ข้าก็มาอยู่ติดตามเ้าตามที่เ้าปรารถนา” สัตยามูระเร่งตัวถอยตั้งรับ
“นั่นมันเครื่องละเล่นของข้าแล้วเ้าเกี่ยวอะไร”อู๋ิกวดเท้าขวาค้ำพื้นไว้ วาดขาซ้ายหมายเตะเข้าคอบุรุษตอบรับกระบวนท่าหลบเร้นได้ทันควันเจตนาต่อยตีมิได้ลดราวาศอกต่อหนุ่มน้อยผู้นี้แต่อย่างใด
“เ้านี่ดื้อด้านไม่เปลี่ยนเ้าเคยขโมยและสับเปลี่ยนข้า กับฝีมือทำงานไม้ห่วยๆ และของเก้ของเ้าเมื่อเ้าโตแล้วเ้าก็ยังพาข้าไปพัวพันเื่น้ำเน่าในชีวิตเ้า”บุรุษร้องพลางหลบหลีกทีท่าต่อยตีของนางได้ทุกกระบวนความ
“เ้าิญญาชั่ววันนี้หากข้าไม่ซัดเ้าให้สลบสักกระบวนท่า อย่าเรียกข้าว่าอู๋ิ”ทั้งสองสู้อยู่นัวเนีย ครู่หนึ่ง ไม่รู้แพ้รู้ชนะ ลางทีอู๋ิผลักมือไปบุรุษกลับสอดรับกลับมาเช่นนั้น “เ้าจะคิดอะไรข้าย่อมรู้ทั้งหมดยอมรับเสียเถอะว่าเ้าปรารถนาข้าแค่ไหน” สัตยามูระไม่ลดละความคิดเช่นนี้ยิ่งสมสุมไฟให้นางประมือกลับมาไม่รู้เลิก
“เ้ารู้ข้า..ข้าก็รู้เ้าเ้าเอาแต่เดินติดตามข้าไปมายังที่ต่างๆ เ้าสิน่าเวทนาิญญาร้ายเร่ร่อน”อู๋ินึกยิ้มควบกำลังเตรียมผาดหนึ่งฝ่ามือเข้าใส่ ทว่าเมื่อทะยานหัตถ์มุ่งซัดกลับนึกยั้งไว้เพียงอกของบุรุษเท่านั้น “เ้าเด็กน้อยเกิดใหม่ ไม่รู้ความ เอาเถอะข้าจะไปถือสาอะไรกับเด็กน้อยได้” อู๋ิไม่ทันนึกคิดสิ่งใด สัตยามูระคว้าดึงร่างนางมาแนบไว้อาศัยพลังิญญาภายในที่ฟื้นฟูถึงสี่สิบในร้อยส่วนห่างจากนางในเวลานี้ที่ยังลูกผีลูกคน
สัตยามูระจ้องมองั์ตานางอย่างใกล้ชิด ที่แข็งกร้าวอยู่ก็อ่อนลงใบหน้าอันเรียบนิ่งแต่งดงามหมดจรด ขยับพาลมหายใจรดสู่กระหม่อมพลางเคลื่อนริมฝีปากมาแนบใกล้ใบหูของนาง“ใช่ไหมล่ะ..ท่านเองก็ปรารถนาเด็กน้อยที่ว่า ใช่ไหมล่ะ”ยังไม่ทันได้สานต่อความนึกคิดของชายหนุ่ม กลุ่มหมอกเริ่มก่อร่างสร้างรูปสีสันขึ้นตามความทรงจำในห้วงจิตของทั้งสอง
ปรากฏกลุ่มคนจำนวนหนึ่งบนสำเภากลางทะเล ทารกถูกวางในตะกร้าพร้อมผ้าห่อพันอย่างทะนุถนอมรุมล้อมเอ็นดูด้วยกลุ่มคนบางส่วนชั่วอึดใจเกิดลมพายุกรรโชกเข้าสู่ท้องเรือให้วุ่นวายชุลมุนคลื่นน้ำซัดพาเอาตะกร้าเด็กอ่อนลอยลิ่วเคว้งตามกระแสมหาสมุทรไกลออกไปเกินกว่าที่ใครจะสามารถแหวกว่ายติดตามได้ชั่วครู่จึงมีร่างัขาวในหมอกฝน เลื้อยลงช้อนตะกร้าน้อยขึ้นลำตัวกระโจนพุ่งรวดเร็วปานแสงกะพริบ ไม่นานก็ถึงสถานที่หมาย
“เกาะมนิกกิมัม” เสียงตรึกคิดอู๋ิดังขึ้น ภาพัสีขาวกลับร่างเป็เทวะนาคีงดงามราวรุ้งเปล่งรัศมีเจิดจรัส นางค่อยวางเด็กน้อยในตะกร้าลง ณที่สถานคล้ายโขดหิน ห่างไกล่คลื่นซัดเข้าถึงพอสมควร“เ้าอยู่ในที่แห่งนี้แล้วกัน ข้าคงไม่อาจปล่อยให้เ้าอยู่ในที่ที่ท่านพี่ตั้งใจไปจุติการ่ชิงนี้ก็ถือเสียว่าข้าช่วยเหลือเ้ากับเ้าปักษาไว้ก็แล้วกันจิ้งจอก์อู๋ิ จะรอดหรือตายจากนี้ก็เป็วาสนาของเ้าเอง..”ดูทีแล้วทารกนี้ก็ไม่ใช่ผู้ที่พัดมาจาก์ แต่เป็การลักพามา
“ข้าเข้าใจมาตลอดท่านพ่ออามันตุรีมักจะบอกว่า เทพ์แดนมารให้ข้ามาจุติเวลาที่ท่านเล่าถึงเื่ราวของข้า...ที่แท้กลับเป็ ชายาเ้านาคาผู้หวงแหนน่าขันนัก” อู๋ิตรึกคิด เพียงครู่ เทพธิดาอีกนางสำแดงภาพขึ้น
“เ้าเด็กน้อยข้าฝากต้นผลนี้ไว้กับเ้ามันจะช่วยทั้งตัวเ้าและคนของข้าให้ผ่านพ้นเคราะห์ร้ายนี้ข้าจะครอบวิมานไว้จนกว่าจะมีคนผ่านมาพบเ้า อย่าตายล่ะ..”จิ้งจอกเทพาอู๋ิ แม้ไม่นับเกี่ยวเนื่องสิ่งใดมากก็ใช่จะไม่รู้จักธิดาพญามารท่านนี้ ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโลกธาตุด้วยนางชอบเป็ธุระแก่มนุษย์แทน์ จนเกิดปัญหาอยู่หลายครั้ง
“สมคำร่ำลือธิดาพญามารซุ่ยเสวียน ผู้มีใจเอื้ออาทรมนุษย์แทน์ชาวเผ่าข้าเองรวมถึงตัวข้าในเวลานั้นก็นับถือบูชานางเป็พระแม่ผู้ประทานชีวิตแก่ชาวทมิฬทั้งหลาย”อู๋ิตรึกยิ้มบางๆ
“สตรีผู้นี้สมุนไพรแดนเซียนลึกล้ำ กลับรู้จักนำมาใช้ให้เหมาะสม ผิดกับหลานเ้านัก”บุรุษสวบนั่งบนโขดหินพลางคิดขึ้น
“นิ..เ้าิญญาร้ายโม่ซือแม้จะมีความคิดเ้าเล่ห์อยู่บ้าง แต่ก็หาได้ต่างจากนางผู้นี้เขามักจะเข้าไปยุ่งเื่ของคนอื่น เพียงแต่วิธีของเขาอาจจะผิดไปบ้าง แต่เ้าคิดก็จริงอยู่ธิดามารนางนี้ก็ไม่เลวทีเดียวสมุนไพรแดนเซียนเดิมก็ไม่เหมาะกับการที่มนุษย์จะนำลงมาใช้ในเวลาที่ข้าเกิดนั้นชาวบ้านล้วนป่วยด้วยโรคประหลาดที่หมอแดนใดก็ไม่รู้จักวิธีรักษาและไม่มีผู้ใดในดินแดนจามอยากรักษาให้ชาวทมิฬด้วยหลายสาเหตุทั้งต้นบรรพบุรุษชาวทมิฬเคยยึดดินแดนของพวกเขามาส่วนหนึ่งและเนื่องมาจากร่างกายของชาวทมิฬต่างจากมนุษย์ทั่วไปเพราะมีธาตุหยางเกินอยู่เป็ปรกติสมุนไพรบนโลกทั่วไปจึงไม่อาจรักษาได้ บัวหิมะ์พันปีเป็สมุนไพรที่หากนับกับอายุขัยของมนุษย์แล้ว ยากเย็นที่มนุษย์จะได้พบเจอ ส่วนใหญ่จะขึ้นระหว่างดินแดนจิ้งจอกของข้ากับแดนมนุษย์มีฤทธิ์เป็ยาเย็น หากจะสกัดยาต้องสกัดจากส่วนที่เป็ดั่งหัวใจบัวทิพย์แต่แม้นำออกจากถ้ำธาราแก้วไปแล้วก็ไม่สามารถคงสภาพหยินเอาไว้ได้นานจึงไม่อาจนำมารักษาผู้คนจำนวนมากได้ ด้วยข้อจำกัดนี้ นางกลับคิดค้นหาวิธี ดึงเอาหัวใจของเกสรบัวยาเย็นมาสกัดเพื่อขยายพันธุ์บนแดนมนุษย์จนเกิดเป็ต้นพันธ์ุซินเหลียนที่พบได้แพร่หลายในเกาะมนิกกิมัมนี้นับว่านางเองก็สมแก่การคารวะของข้าและหมู่ชนในเวลานั้นแล้ว” ขณะที่วัตถุในห้วงจิตของทั้งสอง กลายสภาพคล้ายวัตถุจริงสัตยามูระนั่งพินิจอู๋ิอยู่นาน
“ิญญาร้ายเ้ามองข้าทำไม”อู๋ินึก “ข้าก็มองเ้าในภาพของทารกคิดว่าเ้าอาจไม่น่ารีบตายกลายเป็จิ้งจอกขี้โมโหแต่พอได้ยินความคิดเมื่อสักครู่ของเ้าข้ากลับพบว่า เ้าเองก็มีความคิดใช้ได้”สายตาจ้องเขม็งกลับไปที่ชายหนุ่มโดยพลัน
ไม่ทันได้ต่อความ ก็ปรากฏร่างยับเยินวิ่งหนีมาจากชายฝั่งอย่างทุลักทุเลเสื้อผ้าของเขาเกรอะกรังผสมกันระหว่างคราบเืที่เกิดจากรอยทุบตีมากมายลมหายใจของเขาแ่ผิว “ทาร..ก.. ทำไม..มีทารกอ ยู ตรงนี่..”ผู้กล่าวพยายามอย่างสุดกำลังด้วยสองมือที่โรยริน โหนหิ้วตะกร้าน้อยติดตัวไปด้วยเห็นชัดหากทิ้งไว้ คงพากันไม่รอดจากฝูงประชาทัณฑ์แน่แท่
“จะหนีไปไหนจับมันไว้” กลุ่มคนภายนอกคล้ายชาวประมง ในมือกลับเต็มไปด้วยอาวุธต่างๆ“เอาไงดี...พี่ใหญ่รีบลากมันไปโยนลงน้ำ” ชายคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างลุกลี้ลุกลน“มันไม่เหลือเรี่ยวแรงแล้ว ปล่อยมันกลับไปไม่ได้” เสียงสั่งออกมาจากผู้ที่ปิดหน้าปิดตาไว้ด้วยผ้าโพกสีย้อมครามอย่างแ่าดูคล้ายหัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์อื่น ราวๆ สี่คน กรูเข้าหมายจะทุบตีร่างอันยับเยินนั้น
เกิดการต่อสู้ ชนิดสี่รุมหนึ่ง ชายผู้ถูกรุมโจมตีแม้จะมีเรี่ยวแรงโรยราทว่าหลบหลีกได้ชำนาญที ส่วนอีกสี่ กลับมีวิทยายุธพอดู ไม่เหมือนชาวประมงธรรมดาๆทว่าการสู้แบบสี่รุมหนึ่งในสภาพการเช่นนี้ ก็เป็เื่ยากที่จะหลบหลีกได้พ้นตัว“เ้าใช้เชิงมวยของชาวทมิฬเรา เ้าเป็ใคร!!” ผู้ถูกโจมตีมองจ้องไปยังบุคคลที่ละม้ายคล้ายหัวหน้ากลุ่ม ทั้งเริ่มมีอาการสั่นจากการเสียเืมาก ทางหนึ่งกลับรักษาทารกในมือไม่เกิดความสกปรกแม้แต่น้อยเมื่อมองจากจุดนี้แล้ว ย่อมไม่ใช่ผู้มีฝีมือเชิงยุธทั่วๆ ไป
“แล่นเรือฝ่ามายังแดนทมิฬนี้ได้ย่อมไม่ใช่ใครอื่นนอกจากคนคุ้นเคยในเกาะนี้ เ้าเป็ใครขัดขวางไม่ให้ข้าผู้เป็ทูต แสวงหายารักษาและติดต่อภายนอก เท่ากับขัดขวางชาวเราไม่ให้มีชีวิตรอด..”ผู้ถูกรุมสกรัมกล่าวอย่างเหนื่อยล้า ผู้ฟังตรงหน้ากลับไม่มีทีท่าใดๆที่จะตอบคำถามและกล่าวเพียง “กำจัดมันซ่ะ!!”
ชายฉกรรจ์ถลาเข้ามา มุ่งไปหาจุดอ่อนคือทารกจังหวะชายผู้ถูกโจมตีกำลังมึนงงจากอาการเสียเืมาก ปรากฏปราณสีชมพูหนึ่งสายคล้ายรูปลักษณ์หางทั้งเก้ากระจายพวยพุ่งจากตัวทารกอย่างรุนแรง ผลักกลุ่มคนเ่าั้กระเจิดกระเจิงออกไปทั้งบังเกิดเสียงะเิคำรามคล้ายราชสีห์ ดังสนั่นไปทั่วทิศทางโดยรอบทว่ากลุ่มคนที่หมายจะสังหารชายผู้นั้นกลับไม่มีทีท่าจะล้มเลิกภารกิจสังหารครั้งนี้จนกระทั่ง
“เสียงคนมาไปก่อน!!” ชายฉกรรจ์เ่าั้เผ่นหนีอย่างรวดเร็วผู้ถูกโจมตีผายล้มลงเนื่องจากยืนเสียเือยู่นาน ขณะทารกในมือกำลังร่วงตามลงพื้นสัตยามูระกลับเหาะพุ่งไปรับได้ทันควัน “ิญญาร้ายทำไมเ้าแตะต้องความจำในอดีตได้ไม่สิ เ้าปรากฏในที่นั่นได้ ข้าพบเ้าในเวลานั้นั้แ่เมื่อไหร่...”
ทั้งสองรู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น “ในห้วงจิตนี้ข้าคล้ายจะเชื่อมโยงกับขุมพลังบางอย่างห้วงจิตของข้าอยู่ที่นี่ แต่ขุมพลังของข้ากลับยังทำงานอยู่ในกาลอดีตไปพร้อมกัน” เมื่อวางทารกลง ณ ที่ปลอดภัย สัตยามูระมองสำรวจมือของตนไปมาภาพในห้วงจิตค่อยๆ ดำเนินไป ขบวนกลุ่มคนรูปร่างสูงใหญ่ สวมใส่อาภรณ์ทำจากเครื่องหนังสัตว์ผสมเหล็กน้ำพี้เคลือบอุลกมณีทับอีกชั้นในส่วนเกราะจากตัวจรดศีรษะทุกพลนายประกอบอาวุธซึ่งประสานระหว่างไม้เนื้อดำและโลหะเมื่อผสานลวดลายบนเครื่องแต่งกายยิ่งสอดรับพอดีกับลอยแต้มสักสีบนเนื้อตัวทมิฬของแต่ละบุคคล
“ท่านทูตมิลักกะ!!”หนึ่งในกลุ่มคนนั้นกล่าว ท่าทีอ่อนหวาน สง่างามสวมใส่ชุดหนังสัตว์อย่างดีจรดถึงมงกุฎ ประดับประดาด้วยไข่มุกทะเลล้ำค่าสอดรับดวงหน้าสว่างนวล ั์ตาขลับสีสดใส ลักษณะคิ้วโก่งโค้งคันศรล้อรับพอดีกับดวงหน้า แตกต่างจากผู้อื่นในสถานที่นั้นอย่างชัดเจน
“พวกเ้ารีบพาท่านทูตไปพบหัวหน้าเผ่าและเรียกท่านชามา!! มารักษาเขาโดยด่วน” นางกล่าว พลันอุ้มยกทารกขึ้นมาอย่างอาทรก่อนพากันเดินลับตาไปพร้อมกลุ่มคนเ่าั้
“ิญญาร้ายไม่รู้ว่าเพราะอะไรพลังของเ้าถึงส่งไปถึงอดีตกาลได้ แต่ก็..ขอบใจนะ”อู๋ิตรึกคิด ดวงหน้าแดงระเรื่อ พลันช้อนกดสายตาลงพื้น ไม่ทันรู้สึกตัวสัตยามูระลอยเข้ามาใกล้ตัวนาง เขาก้มลงแล้วใช้หนึ่งนิ้วชี้ แตะที่จมูกของเธอเบาๆ“รู้สึกนึกคิดแล้วสินะ จิ้งจอกน้อย” สายตาสัตยามูระมองอู๋ิด้วยความเอ็นดู“เ้าเด็กน้อย และสายตานั่นมันคืออะไรของเ้า ิญญาร้าย!!!” สัตยามูระนึกตอบ“ดูเ้าตอนนี้สิ ถึงจะตีถูกข้า ข้าก็คงไม่รู้จักเจ็บ”
“ข้ากลายเป็เด็กอายุ 10 ขวบ!!! จริงสิ ในนี้คือลูกแก้วประสานิญญามันจะประสานจิตสำนึกปัจจุบันกับเศษซากิญญา และความทรงจำทั้งหมดที่เคยแตกสลายให้กลับมารวมกันใหม่”อู๋ิในเวลานี้ หลอมรวมเข้ากับภาพร่างสิงคัมเดวีวัย 10 ขวบปีมนุษย์
“ข้าจำได้นั่นคือท่านแม่บุญธรรมจามนางรับข้าไปเลี้ยง ในวันนั้นชายผู้ถูกทารุณกรรมก็คือทูตที่ออกไปติดต่อขอยามารักษาท่านพ่อที่ใกล้จะตาย การมาของข้าและสิ่งที่ธิดามารทิ้งไว้ทำให้พวกเขารอดเคราะห์กรรมและคิดว่าข้าคือผู้วิเศษที่ถูกส่งมาโปรดจากโลกมารท่านแม่จึงพ้นข้อครหาว่าเป็สิ่งนำพาโรคระบาดเหล่านี้และแต่งตั้งข้าเป็ธิดาเทพแห่งชาวมารทมิฬ ซ้ำเื่เล่าของท่านมิลักกะในวันนั้นทำให้ทุกคนเรียกข้าว่าสิงคัมเทวี พวกเขาคิดว่าเสียงคำรามนั้นคือจิตสิงห์ิญญาแห่งพงไพรที่จะคอยปกป้องชาวเมืองแม้ท่านแม่นางจะไม่ใช่ชาวทมิฬโดยแท้ และท่านพี่ปุรีเดวายัมเองก็ดีกับข้ามากข้าเรียนรู้ทุกสิ่งจากเขา ท่านมิลักกะ และท่านอาจารย์!!!!ก็เปรียบเสมือนครอบครัวที่ข้ารักในเวลานั้น”
ฉับพลันขณะห้วงจิตของอู๋ิเข้าระลึกถึงอาจารย์ภาพทั้งหลายเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ปรากฏโพรงถ้ำแห่งหนึ่งจิตคะนึงทั้งสองถูกเหวี่ยงเข้าไปในนั้นอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักจึงแลเห็นปลายทางออกดวงจิตทั้งสองหมุนวนไปมาสู่สภาพไร้แรงถ่วงชั่วครู่สองร่างค่อยหยุดนิ่งในทิศทางตาลปัตรกับสนามพลังงาน ณ พื้นผิว้าทอดมองไปเบื้องหน้า บรรยากาศในเส้นสายตาต่างจากโลกมนุษย์อย่างสิ้นเชิงวัตถุธาตุทั้งหลาย ต่างมีแสงสว่างนิ่มนวลในตัวแม้แต่ดอกไม้ใบหญ้าก็ล้วนมีพลังชีวาเต็มเปี่ยม สถานที่เงียบสงบกระทั่งว่ายามพืชพันธุ์ทั้งหลายกระทบกระแสลมบางๆ แล้วคล้องประสานเสียงสรรพสัตว์ถ้วนทั่วยิ่งพาให้เกิดโสตเสนาะอันวิจิตรพิสดารชวนฟังประหนึ่งสิ่งทั้งปวงไร้ทุกข์ยากใด ลำธารขาวดั่งน้ำนมบริสุทธิ์ไหลย้อนทวนกระแสอยู่นั้นเป็ดั่งทิพยอาหารแทนพืชพันธ์ุธัญญาทั้งหลายปราศจากการเบียดเบียนชีวิต ไอละอองอากาศสบาย สดชื่น สร้างความรู้สึกปลอดโปร่งในดินแดนแห่งนี้ไม่มีดวงอาทิตย์ ไม่มีความร้อน ไม่มีเมฆ แต่มีบรรยากาศเทียมท้องฟ้าประดับประดาโดยแสงสว่างในตน เฉกเช่นแดน์จะต่างกันก็ตรงที่ ความสงบวิเวกในพื้นที่นี้ซึ่งมีความสัปปายะอย่างลึกล้ำ
“อู๋ิ”เสียงหนึ่งลอยขานถึงนางด้วยทำนองคุ้นเคย “ท่านอาจารย์!!!”อู๋ิเหลียวไปแย้มยิ้มดีใจ“ทำไมท่านจึงเรียกข้าอู๋ิ แต่ในห้วงความทรงจำมันควรจะเป็ สิงคัม..”อู๋ิกล่าวถามนักพรตด้วยความสงสัย
“เ้าเคยก้าวเดินหรือไม่เวลาหนึ่งก้าวของเ้าที่เป็เซียนเทพกับมนุษย์แตกต่างหรือไม่? อาจารย์เป็มนุษย์แต่ภายนอกที่เ้าเห็นเท่านั้นเคล็ดวิชชาโลกุตระเ้าฝึกถึงไหนแล้วศิษย์ข้าหรือจะกลายเป็เื่หลงลืมไปเสียแล้ว” อู๋ิเริ่มระลึกได้เพียงจางๆถึงเคล็ดวิชชาเ่าั้ ในครั้งเป็นางสิงคัม
“ในห้วงจิตคิดคำนึงกำลังของเ้าตอนนี้ไม่เพียงพอที่จะอาศัยจิตเดิมหยั่งรู้ศิษย์ข้าอาจารย์ไม่อาจยุ่งกับวิบากกรรมพวกเ้าได้มากแต่อาจารย์เรียกมาเพื่อเตือนเ้าหนุ่มข้างๆ กายเ้า”ในสถานที่แห่งความเป็ทิพย์นี้ เมื่อนึกคิดสิ่งใดสามารถปรากฏขึ้นได้ดั่งใจสัตยามูระผู้กำลังสื่อสารกับผีเสื้อและสัตว์ต่างๆ สดับเสียงแล้วจิตที่เพลินละเล่นอยู่พลันตื่นโพลง กระแสจิตมุ่งเที่ยงตรงไปยังนักพรตโดยพลันประดุจลูกกวางที่ถูกเรียกด้วยศรนายพราน
“โลกในอนาคตอาจารย์ไม่สามารถปรากฏตัวได้กาลเวลาอีกไม่กี่ลมหายใจพรหมโลกของพวกเ้าโลกธาตุของมนุษย์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปมากมายอาจารย์ไม่สามารถปรากฏขึ้นโดยรบกวนกฎแห่งกรรมนั้นจึงอยู่ในที่เดิมเป็นิรันดร์นี้เพื่อให้คำแนะนำแก่ศิษย์ที่มีวาสนาจะมาถึงเข้าใจหรือไม่ศิษย์ทั้งหลาย” อู๋ิและสัตยามูระนิ่งฟังอาจารย์จิตต่างจดจ่ออยู่ในฌานระดับลึก การรับรู้ถูกดึงดิ่งชักนำด้วยกระแสจิตหลักของนักพรตท่านนี้
“ในสถานที่ซึ่งอาจารย์ตั้งอยู่กำลังของนางจะจดจำได้ถึงความเป็อู๋ิแต่เมื่อนางพ้นออกไปจากทวารประตูนี้แล้วนางจะเป็เพียงสิงคัมเดวีหากจนถึงคราวตายเวียนมาซ้ำนางไม่สามารถเปิดประตูเซียนได้สำเร็จก็จะหมดหนทางฟื้นและนางจะหลับใหลอยู่ในนี้ไปชั่วกาล” ใบหน้านักพรตแย้มยิ้มอยู่ตลอดดวงตาหยีเล็ก ทว่ากลับเห็นทั้งหมดแจ่มชัดยิ่งกว่าเบิกโพลง “สิงคัมจะมาปรากฏที่สำนักอาจารย์ตามวาระในความจำของนางเท่านั้นส่วนเ้าผู้ปรากฏอยู่เหนือกาล จงมาหาอาจารย์ทุกเมื่อที่ต้องมา”
อู๋ิถามอาจารย์ของนาง “ท่านอาจารย์การพบกันครั้งนี้ในตอนนั้นข้าก็ได้ตกลงมาในโพรงถ้ำนี้แล้วมาพบท่านความจำของข้าเมื่อกลับขึ้นไปก็จะเป็เช่นนั้นหรือไม่”
ผู้เป็อาจารย์กล่าวตอบ “ควรจะเป็ดังนั้น แต่เ้าจะมองเห็นเ้าหนุ่มและได้ยินเสียงของเขาในจิตของเ้า และอาจจะเข้าใจว่าเขาเป็ภูตผีร้ายไปเท่านั้น...อาจารย์สามารถช่วยให้เ้าจดจำด้วยลักษณะภูตติดตามจากอาจารย์ในที่แห่งนี้”
ห้วงขณะหนึ่งเสียงนักพรตดังขึ้นในจิตของสัตยามูระเพียงฝ่ายเดียว “ศิษย์เอ๋ยเวลาผ่านไปเนิ่นนานการชำระจิตของเ้าเป็อย่างไร.. จำไว้ว่าไม่มีศัตรูใดร้ายไปกว่าตัวเ้าเอง การชนะตนเองนั่นเป็ทางออกที่ถ่องแท้เมื่อเ้าเลือกทางที่จะดำรงอยู่ มีเพียงรักษานามอู๋หยงไว้ให้ดีก็จะไม่เสียกระดูกเซียนไป ศิษย์ข้าจงจำให้ขึ้นใจ”
ในขณะหนึ่งสัตยามูระดิ่งลึกสมาธิ ปรากฏขุมพลังบางอย่างแทรกขึ้นคล้ายมีอีกตัวตนในตัวของเขา กำลังตอบโต้ออกไป ทว่ามีเพียงนักพรตหญิงที่ได้ยินกระแสเสียงสิ่งนั้น“ท่านล่วงรู้ถึงตัวตนข้า เหตุใดไม่หวั่นกลัวแม้แต่น้อย”
นักพรตกล่าวตอบ “สรรพสิ่งเป็เพียงมายา รูปของเ้าก็เป็สิ่งชั่วคราวไม่ใช่นิรันดร ที่อาจารย์ปรากฏก็ไม่ใช่นิรันดรจะพยายามอย่างมากมายเพียงเพื่อดึงดันจนตนเองสูญสิ้น หรือจะยอมรับธรรมชาติตามจริงชำระตนให้บริสุทธิ์เพื่อดำรงในธรรมชาติที่สมดุล”นักพรตสื่อกระแสส่งถึงเสียงที่ลึกลงไปในขุมพลังของสัตยามูระก็นิ่งสงบลง
“ท่านอาจารย์ข้าไม่อยากเห็นนางเป็ทุกข์ข้าเป็เพียงดวงจิตที่เกิดจากศาสตราวุธ และมีความจำเพียง่หนึ่งในชีวิตของนางข้ากลัวนางจะลืม กลัวที่จะต้องพรากจาก กลัวการตายของนางกลัวนางจะไม่มีอยู่บนโลกใบนี้”ชายหนุ่มยังไม่สามารถรับรู้ถึงขุมพลังที่แฝงเร้นในตนได้
นักพรตแย้มยิ้มและกล่าวออกมาต่อทั้งสัตยามูระและอู๋ิ“เ้าเป็ตัวเ้าเอง เป็ตัวเ้าที่ตื่นขึ้นหรือเป็เ้าที่หลับใหลเป็ผู้ใดก็ตามสรรพชีวิตทั้งหลายเกิดจากรัก ดับลงด้วยรัก มีรักจึงมีทุกความรู้สึก”แล้วกล่าวย้ำต่อศิษย์
“คุรุโกโลกาเดวัม บาวัม เยนะ โลกุตตะ อาทมะนา อิโปตุ วาริยัค กันตรียาวุม เมื่อเ้าเต็มเปี่ยมไปด้วยอธิษฐานณ จักระดวงใจที่บริสุทธิ์แล้ว จงระลึกถึงมนต์บทนี้เป็กำลัง จะปรากฏถึงเส้นทางมาสู่อาจารย์อยู่ทุกเมื่อและเมื่อมนต์บทนี้สถิตอยู่ในดวงใจ ระลึกถึงอาจารย์แล้วเพียงกล่าว คุรุโกโลกาเดวัมศิษย์ข้าจะมาปรากฏ ณ สถานที่แห่งนี้”
สัตยามูระและอู๋ิกราบลาพระอาจารย์ทิพย์ของเขา พลางค่อยๆถอนออกจากกระแสหลัก
“กาลหนึ่งหากค้นพบแล้วว่าเส้นทางแท้ในมรรคาทั้งหลายของเ้าคือสิ่งใดที่นี่จะเปิดรอเ้าอยู่เสมอจงจำไว้ศิษย์ทั้งหลาย”