ตอนที่ 14
คนแปลกหน้า และมนต์สะกด
✧༝· • —– ٠ ✤ ٠ —– • ·༝✧
ทุกสิ่งในตัวเขาแผ่รัศมีดึงดูด ลึกลับ น่าค้นหา เขามีเงามืดในแววตา แต่มันกลับสะท้อนให้เขาดูเปล่งปลั่งสุกใส ผิวขาวผ่องตัดกับผมดำคลับน้ำเงิน ที่ไม่สั้นและไม่ยาวจนเกินไป พลิ้วไหวกรอมกรอบหน้า เขาใส่สูทดำทั้งชุด คัตติ้งเนี้ยบพอดีตัว และทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าเขานั้นสง่างามมากเพียงใด
ผู้วิเศษชั้นสูง แน่นอน แต่เขาไม่ได้ดูเป็คุณชายเหมือนคุณอารัญ และก็ไม่ได้ดูโลดโผนเหมือนภาคิน เขาดูเย่อหยิ่ง สุขุม เหมือนน้ำนิ่งไหลลึก สงบสวยงามที่เบื้องบน แต่ไม่รู้ว่าเบื้องล่างมีอะไรซ่อนอยู่
ฉันยังไม่ได้กล่าวขอบคุณ และแค่คำว่าขอบคุณก็คงจะไม่เพียงพอ แต่ท่าทางที่เขามองฉัน กับเงามืดที่ดูเหมือนจะตามเขาไปทุกหนทุกแห่ง ราวกับว่าเขาเป็เทพแห่งรัตติกาล มันทำให้ฉันประหวั่น ที่จะพูดอะไรออกไป
มุมปากของเขายกยิ้มเล็กน้อย “มนุษย์ตัวน้อยมาทำอะไรที่นี่ คนเดียว ในคืนวันขอบคุณธรรมชาติเช่นนี้” เสียงนุ่มละมุนของเขาไหวสะท้าน กอดรัด ทุกกล้ามเนื้อ กระดูกและเส้นประสาท
“ฉัน… ฉัน… เพื่อนของฉันพามาน่ะค่ะ” มันช่างฟังไม่ขึ้นเอาซะเลย
“แล้วใครกันคือเพื่อนของเธอ...”
“เอ่อ…อ…” ฉันคิดคำโกหกไม่ทัน มันเป็ชั่วขณะที่ระส่ำระสาย เพราะในหัวกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ ที่ต้องวิจารณาความงามของเขา และส่งสัญญาณเตือนภัยไปพร้อมกัน
เขาคงรู้ว่าเขาคงไม่ได้คำตอบ “ไม่เป็ไร… แต่… ไม่ยักรู้ ว่าเดี๋ยวนี้มีผู้วิเศษที่เป็เพื่อนกับมนุษย์ด้วย…” เขาเดินวนรอบตัวฉัน เหมือนถูกจุมพิตด้วยความเย็นเยือกไปทั่วร่าง ในทุกย่างก้าวของเขา “เพื่อนแบบไหนกันนะ ที่พาเธอมา แล้วก็ทิ้งเธอไว้ให้เสี่ยงอันตรายคนเดียวแบบนี้”
เสียงเพลงดังก้องเข้ามา และกลิ่นหอมของเวทมนตร์ตลบอบอวลขึ้นกว่าเดิม เหมือนเป็สัญญาณให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่กองไฟ ดูเหมือนพิธีกรรมกำลังจะเริ่ม
เขาพยักพเยิดไปที่กองไฟ “พิธีกรรมใกล้เริ่มแล้ว เพื่อนของเธอน่าจะต้องยุ่งอยู่กับมันอีกซักพักใหญ่ๆ ระหว่างนี้ อยู่ห่างๆ ปัญหาไว้ล่ะ” แล้วเขาก็เดินห่างออกไปในทางที่สวนกับงานเฉลิมฉลอง
เขาพูดถูก และการอยู่ห่างจากปัญหาสำหรับฉัน นั่นก็หมายถึงการอยู่ให้ห่างจากเขาด้วย แต่ไม่รู้เพราะเวทมนตร์หอมหวนในอากาศรึเปล่า ที่ทำให้ฉันอยากเสี่ยงที่จะปฏิสัมพันธ์กับเขาต่ออีกหน่อย “แล้วคุณจะไปไหนคะ พิธีกรรมอยู่ทางนี้ไม่ใช่เหรอ” ฉันส่งเสียงตามเขาไป
เขาหันกลับมา กระแสความมืดที่คลอเคลียเขาอยู่ มันสวยงาม และเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจ และมันไม่ได้ทำให้ฉันกลัวเลย… เขาส่งยิ้มี้เีๆ มาให้ “ขอผ่าน” เขาหัวเราะในลำคอ และพูดต่อ “ฉันไม่ใช่คนที่นี่ และฉันก็ดีใจมากที่ฉันไม่ใช่” เขาบอกอย่างทะนงตัว
ฉันรู้ว่าฉันควรจะบอกลา แล้วรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด แต่... “ถ้างั้น... คุณมาทำอะไรที่นี่คะ”
เขาขยิบตา “เพราะอสุรกายจะไปไหนก็ได้ตามแต่ใจ้า...” และฉันสาบานได้ว่าฉันเห็นประกายความร้ายกาจอยู่ในนั้น
อสุรกาย... “คุณ.. คุณไม่ใช่ผู้วิเศษหรอกเหรอ”
เขาหัวเราะในลำคอ “แล้วแต่อารมณ์…” ดูเหมือนจะเป็ปริศนามากกว่าคำตอบ
เขาหันหลังแล้วค่อยๆ เดินจากไป ฉันมองจนเขาเดินลับหายไปในความมืด แล้วฉันก็ตั้งท่าที่จะวิ่งกลับบ้าน แต่โดยไม่ทันตั้งตัว เสียงเพลงที่เริ่มเปลี่ยนทำนอง ดังเข้ามาปะทะโสตประสาทอย่างจัง ดังกึกก้องเข้ามาในภวังคจิต สะกดฉันให้ล่องลอย หลงใหล เคลิบเคลิ้มเข้าไปหาเสียงอันยั่วยวน และกลิ่นหอมหวนของท่วงทำนองนั้น ฉันอยากเข้าไปอยู่ในวงล้อมของเสียงเพลงกับพวกเขาเหลือเกิน ฉันต้องเข้าไป… ฉันต้องเข้าไป… ฉันต้องเข้าไป…
ฉันยอมให้พันธนาการที่มองไม่เห็นลากจูงฉันเข้าไปในวงล้อมของเสียงเพลง และกองไฟ อย่างยินดี พร้อมที่จะถูกเผาไหม้ พร้อมที่จะกลายเป็จุณ ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาเป็ใคร มาจากไหน ทุกคนล้วนเต้นรำ ฉันอยากเต้นรำ… ฉันอยากเต้นรำ… ไปกับพวกเขา…
ฉันลื่นไหลล่องลอยไปกับเสียงเพลงที่แสนหวาน มันเป็ความรู้สึกที่วิเศษมากจริงๆ ฉันเคลื่อนไหวไปตามเสียงเพลงอย่างเมามัว และฉันก็เจอเข้ากับคนหน้าคุ้นๆ คนหนึ่ง เขากะพริบตา ฉันเองก็กะพริบตา แล้วตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นมา ด้วยท่าทีที่ตื่นตระหนกใอย่างถึงขีดสุด และทันใดนั้นเอง ฉันก็โดนดึงออกไปจากวงเต้นรำ
“นี่เธอบ้าไปแล้วใช่มั้ย!” ภาคินะโแข่งกับเสียงเพลง หน้าของเขาซีดมาก “เธอมาทำอะไรตรงนี้!”
ผู้คนรอบข้าง ต่างก็เต้นรำกันอย่างสนุกสนาน ไม่มีใครสนใจฉันและเขาเลย “ฉันอยากเต้นรำ…” ฉันบอกเขา “ไปเต้นรำกันเถอะ…”
ภาคินสบถ “ยัยโง่!!” เขาตะคอกใส่ฉันอย่างโกรธเกรี้ยว
แต่ฉันไม่โกรธ… เพราะฉันกำลังมีความสุข…
ฉันถูกแบกขึ้นบ่าเหมือนกระสอบข้าวสาร ภาคินอุ้มฉันออกมา โดยที่ไม่สนใจเลยว่า ฉันร่ำร้อง อยากจะอยู่ต่อ อยากจะเต้นรำมากเพียงใด และมันก็ทำให้ฉันเสียใจมาก...
ฉันรับรู้ถึงการเคลื่อนที่รวดเร็ว เร็วเกินกว่าที่จะเป็ไปได้ ทำเอาเวียนหัวไปหมด กลิ่นหอมในอากาศค่อยๆ จางลง เสียงเพลงค่อยๆ เบาไป และฉันก็รู้สึกตัว ว่าตัวเองยืนอยู่ในห้องโถงชั้นล่างของคฤหาสน์ ภาคินยืนอยู่ตรงหน้า ท่าทางเลิ่กลั่กเหมือนหายใจไม่ค่อยออก
“มนุษย์โง่!” เขาด่าฉันอีกแล้ว “เกือบไปแล้วรู้มั้ย!” เขาปาดเหงื่อ “ให้ตายเถอะ! ไม่มีใครบอกเธอเลยเหรอว่าพิธีกรรมนี้มันเกี่ยวกับอะไร”
ฉันพอรู้ ฉันได้ยินคนคุยกัน… ฉันตอบในใจ แต่พูดออกมาว่า “ฉันขอโทษ… ฉันไม่คิดว่า...”
“ฉันก็ไม่คิดเหมือนกัน ว่าเวทมนตร์จะรุนแรงกับมนุษย์ได้มากขนาดนี้ อย่างว่าแหละ เธอเป็มนุษย์คนแรกที่เข้ามาเพ่นพ่านในพิธีกรรมนี้”
“แล้วจริงๆ พิธีกรรมมันนี้มันคืออะไรกันแน่” ฉันพอรู้ก็จริง แต่มันก็ไม่ได้กระจ่างมากมาย
“อย่างที่เธอเห็น คืนนี้เวทมนตร์แห่งเสียงเพลงจะถูกร่าย พวกเราจะตกอยู่ในภวังค์ของบทเพลง ใน่ต้นของพิธี อารัญจะเลือกคู่ เ้าอาณาจักรจะเป็คนเดียวที่ได้เลือก” เขายิ้ม “ขี้โกงชะมัด” และเขาก็ขยายความต่อ “โดยเลือกคนที่เขาเสน่ห์หามากที่สุด ใครก็ได้ กี่คนก็ได้ และเมื่ออารัญเลือกแล้ว เสียงเพลงก็จะทำหน้าที่ต่อกับคนอื่นๆ เวทมนตร์จะพาคู่ครองคนรักมาเจอกัน และพาคนโสดมาเจอกัน หรือพาคนคนนั้น ไปหาคนที่หมายปองอยู่ เพื่อที่เราจะได้… เอ่อ-” เขาหยุดเล็กน้อย “เสพสมกันอย่างหน้ามืดตามัว และส่งพลังกลับคืนสู่ธรรมชาติ… มนุษย์ร่วมพิธีกรรมนี้ไม่ได้ เพราะมนุษย์ไม่มีพลัง มนุษย์จะตาย”
ฉันขนลุกซู่ขึ้นมาทันที...
“โชคดีที่ฉันเจอเธอก่อนพิธีจะเริ่ม เพราะถ้าช้ากว่านี้… แม้แต่ฉันก็ช่วยเธอไม่ได้… เพราะถ้าอารัญเห็นเธอ... เขาจะเลือกเธอ...”
ฉันร้อนผ่าวขึ้นมาทั้งกายใจ เพราะรู้ว่ามันหมายถึงอะไร...
“คืนนี้อารัญจะไม่ใช่คุณอารัญแสนดีที่เธอรู้จัก ฉันเองก็เหมือนกัน เวทมนตร์จะครอบงำพวกเราให้ทำตามสัญชาตญาณเท่านั้น”
ฉันได้ยินแล้วยิ่งท้องไส้ปั่นป่วน กับความจริงที่ว่า... สัญชาตญาณของคุณอารัญเลือกฉัน... ลึกๆ ในภวังค์เขาเลือกฉัน...
“ฉันต้องรีบกลับไปก่อนที่พิธีจะเริ่มจริงๆ ไม่งั้น... จะกลายเป็ฉันซะเองที่พาเธอกลับเข้าไป” เขามองฉัน เลียริมฝีปาก “พิธีกรรมแบบนี้ มันคงไม่ใช่การร่วมรักในแบบที่เธอชอบหรอกใช่มั้ย?”
ฉันกลืนน้ำลายให้กับความตรงของภาคิน...
เขาขึ้นไปส่งฉันที่หน้าห้อง แล้วร่ายมนตร์อะไรซักอย่างลงมาบนตัวฉัน “หวังว่ามนต์นี้จะลดผลกระทบของเสียงเพลงที่มีต่อเธอลงไปได้บ้าง” แล้วเขาก็ร่ายมนตร์อะไรซักอย่างอีกครั้งที่ประตู “คืนนี้ ไม่ว่าใครมาเคาะประตู ห้ามเปิดเด็ดขาด! ตราบใดที่เธอไม่เปิดประตู จะไม่มีใครเข้าไปในห้องของเธอได้ และอย่าออกมาจนกว่าจะเช้า เข้าใจมั้ย!!” เขาสั่ง แล้วเขาก็หายวับไปกับตา
……..
เวลาผ่านไปจนเกือบตีสาม ถึงแม้ว่าภาคินจะร่ายมนตร์ป้องกันเอาไว้แล้ว แต่เสียงเพลง และเวทมนตร์หอมๆ ในอากาศ ยังคงโลมเลียฉัน เต้นกระตุกอยู่ใต้ิัของฉัน เล้าโลมฉันให้กลับเข้าไปในวงล้อมนั้น และฉันก็กำลังเก็บกลั้นมันไว้ มันทำให้ฉันหลับไม่ลง ถึงแม้ฉันจะรู้สึกตัว แต่ก็ต้องใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างมาก ที่จะไม่ออกไปอีก
ฉันพยายามที่จะไม่นึกถึงคุณอารัญในพิธีกรรม แต่ก็ดูเหมือนมันจะเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้ เพราะจากการที่ฉันได้เจอเขาเมื่อตอนหัวค่ำ ฉันรู้ดีว่าคืนนี้เขาหล่อบาดใจมากขนาดไหน ผู้หญิงที่เขาเลือกจะเป็แบบไหนกันนะ จะมีกี่คน ผู้หญิงพวกนั้นจะรู้สึกยังไงที่ถูกเลือก พวกเธอจะต้องสวยมากแน่ๆ การสมสู่กันอย่างไม่ลืมหูลืมตาโดยสัญชาตญาณเป็ยังไง ริมฝีปากของเขา... ร่างกายกำยำของเขา... จะทำอะไรกับพวกเธอบ้าง… และในทางกลับกันพวกเธอจะทำอะไรกับเขาบ้าง...
เริ่มรับไม่ไหวกับความหมกมุ่นงุ่นง่านของตัวเอง ฉันจะผ่านคืนนี้ไปได้อย่างไร... และแล้ว ฉันก็ออกมาจากห้องอีกจนได้... จนกระทั่งฉันเดินลงมาถึงชั้นล่าง ก่อนที่จะรู้ตัว เริ่มดึงสติกลับมา และกำลังจะเดินกลับขึ้นไป แต่ทว่า…
สิงโตสีขาวขนาดมหึมา ยืนเด่นเป็สง่าขวางอยู่ตรงทางขึ้นที่บันได แม้แต่ในความมืดมันก็ยังเปล่งประกายสวยงาม น่าทึ่ง สายตาของมันจ้องเขม็งมาที่ฉัน ฉันจำดวงตาคู่นั้นได้ดี คุณอารัญ…
สิงโตสีขาวคำราม แล้วย่างกรายเข้ามาหาฉันอย่างใจเย็น ทุกย่างก้าวที่มันใกล้เข้ามา คือทุกย่างก้าวที่ฉันถอยร่นไป และในขณะเดียวกันเขาก็ค่อยๆ กลายร่างกลับ เมื่อสิงโตกลับมาเป็คุณอารัญโดยสมบูรณ์ ฉันก็ถูกต้อนมาจนมาติดกำแพง เขาไม่ได้ใส่เสื้อ กล้ามท้อง แผงอก ท่อนแขน ลำคอ หู ตา จมูก ปาก แก้ม หรือแม้กระทั่งชายโครงของเขา ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีร่องรอยอะไร แต่แน่นอนฉันรู้ดีว่าเขาผ่านอะไรมา
เขาเบียดฉันติดกำแพงด้วยร่างกายกำยำของเขา กักขังฉันไว้กับกำแพง “ผมได้กลิ่นคุณ… แต่คุณไม่อยู่ที่นั่น!!” ลมหายใจของเขารุนแรงรดลำคอฉัน ในน้ำเสียงแฝงความดุร้ายไว้เต็มเปี่ยม
เขาคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นหอมของเวทมนตร์ และเมื่อฉันมองเข้าไปในดวงตาของเขา ฉันเห็นความก้าวร้าว ความใคร่ และความ้า ที่ไม่มีความปรานี
เขาไม่ใช่คุณอารัญที่ฉันรู้จักจริงๆ
“ได้โปรด… ปล่อยฉัน…” เสียงสั่นเครือ ตัวสั่นเทา ใจสั่น และหวั่นไหว แขนขาอ่อนแรง หนีไปไหนไม่รอด แต่ฉันก็ไม่มั่นใจนักหรอกว่า อยากจะหนีจริงๆ หรือเปล่า
“คุณทำให้ผมโมโห!!” เขาคำราม เสียงของเขากระเพื่อมผ่านลมหายใจเข้ามาในตัวฉัน แต่เสียงของเขาก็แ่ลง “...ทำไมคุณไม่อยู่ตรงนั้น...” ทำเอาหัวใจหวิวไหว หว่างขาเต้นตุบๆ “...ผมเลยจำเป็ต้องเลือกคนอื่น...” เขาเข้ามาใกล้จนเราใช้ลมหายใจเดียวกัน
แล้วเขาก็จูบฉัน...
ฉันเกลียดเขา แต่ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เขากำลังทำ ฉันเกลียดเขาเพราะเขาถูกัั ฉันเกลียดเขาเพราะฉันไม่รู้ว่าเขาไปสมสู่กับผู้หญิงคนไหนมาบ้างก่อนหน้านี้
เขาให้ฉันชิมรสจูบอันวาบหวาม ก่อนที่จะค่อยๆ เลื่อนริมฝีปากมาที่ใบหูของฉัน “ผม้าคุณ... เอวา...” ฉันแทบแตกเป็เสี่ยงๆ แข็งเกร็งไปทุกตารางนิ้ว ฉันไม่รู้ว่าเพราะเวทมนตร์ในอากาศ หรือตัวเขากันแน่ ที่ทำปฏิกิริยากับฉัน ฉันอยากจะััเขาใจจะขาด
เขายิ้ม รอยยิ้มจากสัญชาตญาณของสัตว์ป่า ซึ่งมันยิ่งทำให้เขาหล่อเหลาบาดใจมากขึ้นไปอีก และทันทีทันใดนั้นเอง เขาก็ฝังเขี้ยวลงมาบนคอของฉัน ตรงจุดที่คอกับไหล่ชนกันพอดี เขากัดฉัน…
แต่ไม่ได้ขย้ำจะเอาให้ตายด้วยรอยเขี้ยว ความซาบซ่านจากริมฝีปากของเขาบนซอกคอฉัน ทำให้ฉัน ไม่รู้สึกถึงความเจ็บเลยแม้แต่นิดเดียว ฉันรู้สึกถึงแต่ริมฝีปากของเขาที่วงเวียนอยู่ตรงนั้น ที่จูบฉัน ไซ้ฉัน อย่างหิวกระหาย จนฉันอดไม่ไหวปล่อยเสียงครางเบาๆ หลุดออกมา
แต่แล้ว เสียงเพลงก็เงียบลง กลิ่นหอมของเวทมนตร์จางหายไป สัมปชัญญะของเขาจู่โจมสัญชาตญาณอย่างรุนแรง เขาดึงตัวเองออกจากฉัน ออกจากสิ่งที่ทำอยู่ เขาจ้องมองฉัน ที่หายใจหอบถี่ อ่อนปวกเปียกพิงกำแพงอยู่ตรงนั้น
สายตาของเขาเริ่มกลับมาเป็ปรกติแล้ว แต่ฉันยังกู่ไม่กลับ ฉันยังอยากจะดึงเขาให้กลับเข้ามา ยังอยากจะถูกเบียดชิดติดกำแพง ยังอยากให้ริมฝีปากของเขาเคลื่อนที่อยู่บนเรือนร่างของฉัน และฉันก็รู้ว่าเขาััถึงความ้าของฉันได้ เพราะฉันก็ััได้ว่า เขาก็กำลังมอดไหม้อยู่ภายในเช่นกัน
“อย่าขัดคำสั่งผมอีกเป็อันขาด!” เสียงของเขาแข็งทื่อแต่บาดลึกลงไปในใจฉัน เขากระฟัดกระเฟียดอย่างโกรธเกรี้ยว แล้วก็พรวดพราดออกไป
✧༝· • —– ٠ ✤ ٠ —– • ·༝✧