เหลียง เจียหยู รู้สึกว่าศีรษะตนปวดสาหัส เหมือนมีคนเอาค้อนมาตอกกะโหลกซ้ำแล้วซ้ำอีก เสียงหึ่งๆ ดังก้องอยู่ในหัว ร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกรถบรรทุกทับ เขาพยายามลืมตาขึ้น แต่แสงสว่างที่ส่องเข้ามากลับทำให้ต้องหลับตาลงอีกครั้ง
“องค์ชายเพคะ! องค์ชายตื่นแล้ว!” เสียงหญิงสาวดังแหลมขึ้นด้วยความดีใจ
องค์ชาย?
เจียหยูงงงวย เขาค่อยๆ ลืมตาอีกครั้ง คราวนี้ปรับตัวให้เคยชินกับแสงสว่างแล้ว สิ่งที่เข้าตาคือเพดานไม้แกะสลักลวดลายัอย่างวิจิตรบรรจง โคมไฟสีแดงห้อยระย้าอยู่เหนือศีรษะ และที่แขวนม่านสีทองรอบๆ เตียง นี่คือที่ไหน? ทำไมดูเหมือนฉากในละครจีนโบราณ?
“องค์ชายเพคะ ทรงพระประชวรมาสามวันสามคืนแล้ว เสี่ยวซิงกังวลมาก” หญิงสาวในชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนนั่งข้างเตียง ใบหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใย “เดี๋ยวเสี่ยวซิงจะรีบไปเรียกหมอหลวงมาตรวจพระวรกายนะเพคะ”
เจียหยูจ้องมองหญิงสาวคนนั้นอย่างตกตะลึง ทรงผมแบบโบราณ เครื่องแต่งกายแบบราชวงศ์ และวิธีพูดจา… นี่ไม่ใช่โลกสมัยใหม่อย่างแน่นอน
ภาพความทรงจำต่างๆ เริ่มพรั่งพรูเข้ามาในหัวเขาอย่างรุนแรง เหมือนมีคนเทน้ำเข้าไปในแก้วที่เต็มอยู่แล้ว ความทรงจำสองชุดปะปนกัน ทั้งชีวิตของเหลียง เจียหยู พนักงานออฟฟิศวัยยี่สิบแปดปี ที่ทำงานหนักจนตายเพราะทำงานล่วงเวลาติดต่อกันหลายเดือน และชีวิตของเสี่ยวหวางเอ๋อ องค์ชายอันดับสามแห่งราชวงศ์เฉิน ผู้มีนามว่า “องค์ชายัเื” เพราะนิสัยโเี้ไร้ความปรานี
เดี๋ยวนะ… เสี่ยวหวางเอ๋อ?!
เจียหยูสะดุ้งจนเกือบกระเด็นออกจากเตียง ชื่อนี้ฟังดูคุ้นหูมาก เขาพยายามค้นความทรงจำ แล้วหน้าก็ซีดลง
เสี่ยวหวางเอ๋อ… องค์ชายสาม… “จันทราสีเื”…
นี่มันตัวละครตัวร้ายในนิยายวายจีนโบราณที่เขาเพิ่งอ่านจบก่อนตายนี่นา!
นิยายเื่ “จันทราสีเื” เป็เื่ราวความรักระหว่างพระเอก เฉิน ตงหยาง นายพลหนุ่มผู้กล้าหาญเ็า กับนางเอก ยวี่ หนิงเฉิง ลูกสาวท่านเสนาบดีผู้อ่อนหวานบริสุทธิ์ ท่ามกลางความวุ่นวายในราชสำนัก และตัวร้ายประจำเื่ที่คอยสร้างปัญหาให้ทั้งสองตลอดเวลาก็คือ… เสี่ยวหวางเอ๋อ องค์ชายสามผู้หลงรักเฉิน ตงหยางอย่างบ้าคลั่ง จนพยายามทำร้ายยวี่ หนิงเฉิงหลายครั้ง และท้ายที่สุดก็…
“ถูกพระเอกฟันแขนขวาขาดบนหน้าผา แล้วตกเหวตายอย่างในที่สุด” เจียหยูพึมพำออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว
“องค์ชายตรัสว่าอะไรนะเพคะ?” สาวใช้ถามด้วยความงุนงง
“มะ…ไม่… ไม่มีอะไร” เจียหยูรีบบอก พร้อมกับพยายามลุกขึ้นนั่ง แต่ร่างกายใหม่นี้อ่อนแรงมาก มือสั่น หน้ามืด
สาวใช้รีบพยุงช่วยองค์ชายของตน “ระวังพระวรกายด้วยเพคะ ทรงอ่อนเพลียมาก”
เจียหยูมองไปที่มือของตัวเอง มือที่เคยพิมพ์คีย์บอร์ดจนนิ้วปวด ตอนนี้กลายเป็มือที่เรียวยาว ผิวขาว มีรอยแผลเป็จากการฝึกดาบบ้างเล็กน้อย นี่คือมือของเสี่ยวหวางเอ๋อ ตัวร้ายผู้โด่งดัง
หัวใจของเขาเต้นแรง ถ้าเขาทะลุมิติมาจริง… แล้วเขาก็เป็ตัวร้ายที่จะต้องตายอย่างสาหัสในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า…
“ไม่นะ ไม่อยากตาย!” เจียหยูคิดในใจอย่างตื่นตระหนก ชีวิตในโลกเดิมเขาอาจจะเหนื่อยล้า ทำงานหนักจนไม่มีเวลาให้ตัวเอง แต่อย่างน้อยเขาก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ ไม่ต้องไปโดนฟันแขนขาดแล้วตกเหวตายหรอก!
“เสี่ยวซิง” เจียหยูเรียกชื่อสาวใช้ที่เพิ่งผุดขึ้นมาในความทรงจำ “บัดนี้เป็เดือนอะไร?”
“เป็เดือนสามเพคะองค์ชาย” เสี่ยวซิงตอบ
เดือนสาม… เจียหยูพยายามนึกเนื้อเื่ในนิยาย ในเดือนสามนี้เอง เฉิน ตงหยางจะเดินทางกลับจากสนามรบทางเหนือ และในเดือนหก เขาจะพบกับยวี่ หนิงเฉิง ในงานเลี้ยงที่วังหลวง นั่นคือจุดเริ่มต้นของความรัก… และจุดเริ่มต้นของความหายนะของเสี่ยวหวางเอ๋อด้วย
เพราะในงานเลี้ยงนั่น เสี่ยวหวางเอ๋อที่หลงรักเฉิน ตงหยางมานานจะอิจฉายวี่ หนิงเฉิงจนพยายามหาทางทำร้ายเขา ซึ่งทำให้เฉิน ตงหยางเกลียดชังเสี่ยวหวางเอ๋ออย่างสุดซึ้ง และนำไปสู่ฉากสุดท้ายบนหน้าผาที่เสี่ยวหวางเอ๋อต้องตาย
“ไม่ได้ๆ ข้าไม่ได้หลงรักพระเอกด้วยซ้ำ!” เจียหยูคิดอย่างสิ้นหวัง “ยุคนี้มันยากจะหาคนชอบเพศเดียวกันอยู่แล้ว แถมยังต้องมาแย่งพระเอกกับนางเอกอีก บ้าแล้วหรือไร!”
จากความทรงจำของเสี่ยวหวางเอ๋อ เขาสามารถรู้ได้ว่าตัวเองเคยเห็นเฉิน ตงหยางครั้งแรกเมื่อสามปีก่อน ในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะ นายพลหนุ่มในชุดเกราะสีดำยืนตระหง่านท่ามกลางเหล่าขุนนาง ดวงตาคมกริบเ็า แต่มีเสน่ห์ลึกลับที่ดึงดูดใจ เสี่ยวหวางเอ๋อตกหลุมรักั้แ่แรกเห็น และความรักนั้นกลายเป็ความหมกมุ่นจนบ้าคลั่ง
แต่สำหรับเจียหยูแล้ว… “ข้าไม่สนพระเอกหรอก! ข้าแค่อยากมีชีวิตรอด!”
เขาลุกขึ้นจากเตียงอย่างเร็ว แม้ร่างกายจะยังอ่อนแรง เสี่ยวซิงใรีบตามมา “องค์ชาย! ท่านจะไปไหนเพคะ ยังไม่แข็งแรงเลย!”
“ข้าจะไปหาเสด็จพ่อ!” เจียหยูบอก เขาคิดแผนไว้แล้ว ถ้าไม่อยากตาย วิธีที่ง่ายที่สุดคือ… หนีให้ไกลจากเฉิน ตงหยางให้มากที่สุด! “ข้าจะขออนุญาตออกจากวังหลวงไปประจำที่เมืองชายแดน!”
“อะ… อะไรนะเพคะ?!” เสี่ยวซิงตาโต “แต่องค์ชายเคยตรัสว่าไม่อยากไปที่ชายแดนเด็ดขาด เพราะที่นั่นมีแต่ทะเลทราย ร้อน แห้งแล้ง…”
“นั่นมันเมื่อก่อน!” เจียหยูขัดจังหวะ “ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าอยากไปชมวิวทะเลทราย อยากสูดอากาศบริสุทธิ์ อยากห่างไกลจากความวุ่นวายในวังหลวง… และที่สำคัญ อยากห่างไกลจากใครบางคนให้มากที่สุด!”
เสี่ยวซิงงงงวยมาก แต่ก็ไม่กล้าถามมากกว่านี้ เพียงแต่ช่วยองค์ชายแต่งตัวเรียบร้อยแล้วติดตามไปยังท้องพระโรง
ภายในท้องพระโรงของจักรพรรดิเฉินหวงตกแต่งอย่างโอ่อ่า เสาทองคำสูงตระหง่าน ัแกะสลักบนผนังดูเหมือนมีชีวิต จักรพรรดิเฉินหวงนั่งบนบัลลังก์ มีรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเคร่งขรึม หนวดยาวและเครายาว ท่าทางดูน่าเกรงขาม
“เสด็จพ่อ หวางเอ๋อขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” เจียหยูทำความเคารพ ตามมารยาทที่ผุดขึ้นมาในความทรงจำ
“หวางเอ๋อ ลุกขึ้นเถิด” จักรพรรดิตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อน “ได้ยินว่าเ้าป่วยหนัก แต่วันนี้ดูสดชื่นดีเหมือนกัน มีเื่อะไรจึงมาเข้าเฝ้าเร็วเช่นนี้?”
เจียหยูสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ หวางเอ๋อมีความปรารถนาจะขอพระราชทานพระบรมาานุญาต”
“ว่ามาสิ” จักรพรรดิเอนกายพิงพนักพิง ดวงตาจับจ้องเจียหยูอย่างสนใจ
“ลูกขอพระราชทานตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองอวี๋เหมิน ทางตะวันตกชายแดน และขออนุญาตออกจากวังหลวงไปประจำการที่นั่นพ่ะย่ะค่ะ” เจียหยูกล่าวอย่างมั่นใจ
ท้องพระโรงเงียบกริบ
จักรพรรดิจ้องมองเจียหยูเป็เวลานาน เหล่าขุนนางที่ยืนอยู่ด้านข้างต่างก็ใบหน้าใ อวี๋เหมิน? เมืองชายแดนที่ห่างไกลจากเมืองหลวงถึงเดือนครึ่งทางม้า? เมืองที่มีแต่ทะเลทรายและหินผา?องค์ชายสามที่แม้แต่ออกนอกวังยังไม่อยากจะขออนุญาต จะไปอยู่ที่นั่นหรือ?
“เหตุใดเ้าถึงอยากไป…?” จักรพรรดิถามด้วยน้ำเสียงเ็า
เจียหยูเตรียมคำตอบมาแล้ว “เสด็จพ่อ หลังจากเจ็บป่วยครั้งนี้ หวางเอ๋อได้ไตร่ตรองชีวิตของตนเองมา พบว่าได้ใช้ชีวิตอย่างเหลวไหลมาตลอด ทั้งมัวเมาในความสุขสบาย ไม่เคยทำประโยชน์ใดๆ ให้แก่แผ่นดิน ลูก้าพิสูจน์ตนเอง อยากทำงานจริงจัง อยากช่วยเหลือประชาชน อวี๋เหมินเป็เมืองที่ยากจน ห่างไกล ลูกอยากไปพัฒนาที่นั่น เพื่อพิสูจน์ว่าลูกไม่ได้เป็เพียงองค์ชายที่อาศัยบุญบารมีของพระองค์เท่านั้น”
คำพูดเหล่านี้ฟังดูสูงส่งและมีเหตุผล แต่ในใจเจียหยูกรีดร้องว่า ‘ข้าแค่อยากหนีตาย! ขอให้เสด็จพ่อเชื่อเถอะ!’
จักรพรรดิเงียบอยู่อีกครู่ แล้วกลับหัวเราะเสียงดัง “ดีมาก! สมแล้วที่เป็พระโอรสของข้า! เ้าโตขึ้นมากหวางเอ๋อ พ่อภูมิใจในตัวเ้าจริงๆ พ่ออนุญาต!”
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ!” เจียหยูทำความเคารพด้วยความดีใจ ในใจโล่งอกเหลือเกิน ขั้นตอนแรกสำเร็จแล้ว!
“แต่…” จักรพรรดิเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ทำให้เจียหยูตัวแข็ง “เ้าจะต้องออกเดินทางภายในสามวัน และอยู่ที่นั่นอย่างน้อยสามปี ไม่มีเหตุสำคัญห้ามกลับมาเมืองหลวง เข้าใจหรือไม่?”
สามปี! เจียหยูแทบจะร้องไห้ด้วยความดีใจ สามปีเพียงพอแล้ว! ในนิยาย เฉิน ตงหยางจะพบยวี่ หนิงเฉิงในเดือนหกนี้เอง แล้วทั้งสองจะตกหลุมรักกันภายในหนึ่งปี ส่วนฉากที่เสี่ยวหวางเอ๋อตายบนหน้าผานั้นเกิดขึ้นในปีที่สอง ถ้าหนีไปอยู่ชายแดนสามปี เขาก็จะไม่ต้องเจอตัวเอกทั้งคู่เลย!
“หวางเอ๋อเข้าใจ! ลูกขอบพระทัยพ่อท่านพ่ออย่างหาที่สุดมิได้!” เจียหยูกราบลงอีกครั้งด้วยความปีติยินดี
หลังจากออกจากท้องพระโรง เจียหยูเดินกลับไปยังตำหนักของตนด้วยก้าวย่างเบา เสี่ยวซิงที่เดินตามหลังมาดูงงงวยมาก “องค์ชาย… องค์ชายดีใจมากเลยหรือเพคะ?”
“ดีใจสิ!” เจียหยูหัน หน้ามาตอบด้วยรอยยิ้มกว้าง “นี่เป็วันแรกของชีวิตใหม่ของข้า! ชีวิตที่ข้าจะไม่ต้องทำงานล่วงเวลา ไม่ต้องเครียดกับนายจอมบงการ และที่สำคัญที่สุด… ไม่ต้องไปเจอพระเอกหน้าเย็นเฉียบแล้วตายอย่างสาหัส!”
“พระเอก… หรือเพคะ?” เสี่ยวซิงเอียงคอ นางไม่เข้าใจคำพูดขององค์ชายเลย
“ไม่มีอะไรหรอก!” เจียหยูรีบบอก แล้วเปลี่ยนเื่ “เ้าไปเตรียมสัมภาระให้ข้าเถอะ เราจะออกเดินทางในอีกสามวัน เอาแต่ของจำเป็พอ ไม่ต้องเอาของหรูหราไป ข้าจะไปใช้ชีวิตธรรมดาๆ แบบคนทั่วไป”
“แต่องค์ชาย… เครื่องแต่งกายราคาแพง เครื่องประดับ หยก…” เสี่ยวซิงพยายามโต้แย้ง
“ไม่เอา!” เจียหยูยืนกราน “เอาแค่เสื้อผ้าธรรมดาๆ หนังสือ และเงินพอแล้ว ข้าจะไปเปิดร้านชาเล็กๆ ใช้ชีวิตเรียบง่าย ปลูกผัก อ่านหนังสือ สงบสุข ไม่ต้องเจอเื่วุ่นวายในราชสำนัก”