พุทธศักราช 2290 ใกล้จะปลายรัชสมัยสมเด็จพระเ้าอยู่หัวบรมโกศ ริมชายแดนระหว่างพม่ากับสยาม
ควันไฟ...
คือสิ่งแรกที่เด็กชายรับรู้ มันเป็กลิ่นที่ผสมผสานกันอย่างน่าคลื่นเหียนระหว่างไม้ที่กำลังถูกเผาไหม้ โลหะที่ร้อนจนหลอมละลายและกลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งจนแทบสำลัก. กลิ่นเ่าั้กรีดลึกลงไปในความทรงจำที่ว่างเปล่าของเขา เป็ดั่งอักษรแรกที่ถูกจารึกลงบนแผ่นกระดาษที่ขาวโพลน
เด็กชายในวัยสิบขวบวิ่งอย่างไร้ทิศทาง. เท้าเล็กๆ ที่เปลือยเปล่าเหยียบย่ำไปบนพื้นดินที่ร้อนระอุและเศษกระเบื้องดินเผาแตกละเอียดจากหลังคาบ้านที่พังทลายลงมา ทุกย่างก้าวคือความเ็ป แต่ความกลัวที่กัดกินหัวใจนั้นเ็ปยิ่งกว่า
รอบกายของเขาคือภาพของกลียุคที่เด่นชัดที่สุด เรือนไทยที่เคยงดงาม บัดนี้เหลือเพียงโครงเสาดำเป็ตอตะโกที่ยังคงถูกเปลวเพลิงสีส้มแดงลามเลียอย่างไม่รู้จักพอ เสียงกรีดร้อง เสียงร่ำไห้และเสียงโห่ร้องอย่างบ้าคลั่งของเหล่าผู้รุกรานดังผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก มันคือกาพย์กลอนแห่งความตายที่ถูกขับขานโดยา
"พ่อ...แม่..."
เสียงของเขาแหบพร่าและแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน เขาลองเค้นเรียกชื่อนั้นออกมา แต่ในหัวกลับไม่มีภาพใบหน้าของใครปรากฏขึ้น มีเพียงความรู้สึกอันบีบคั้นของความสูญเสียที่หนักอึ้งราวก้อนหินถ่วงทับอยู่ในอก เขารู้ว่าเขาเคยมีครอบครัว แต่ตอนนี้เขาไม่เหลือใคร...ไม่เหลือแม้แต่ความทรงจำ
เด็กชายสะดุดรากไม้ล้มคะมำลงกับพื้น ฝ่ามือถลอกปอกเปิกไปกับเศษดินเศษหิน ความเจ็บแปลบแล่นปราดขึ้นมาตามแขน แต่เขาก็รีบพยุงตัวลุกขึ้นยืน สัญชาตญาณร้องเตือนว่าถ้าเขาหยุดนิ่งนั่นคือความตาย
แล้วเขาก็ได้ยินมัน...เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่กำลังตรงมาทางนี้
หัวใจของเด็กชายดิ่งวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขารีบหันหลังวิ่งเข้าไปในซอกหลืบระหว่างกำแพงวัดที่พังทลายลงมาครึ่งหนึ่งกับซากยุ้งข้าวที่ไฟยังคงลุกท่วม เขากลั้นหายใจจนตัวสั่นเทา พยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ แผ่นหลังเล็กๆ ของเขาแนบชิดกับกำแพงอิฐที่ยังคงร้อนระอุ
เงาร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะของทหารพม่าปรากฏขึ้นที่ปากซอย ในมือของมันถือดาบยาวเงาวับที่ปลายดาบยังคงมีหยดเืสีสดเกาะพราว ดวงตาของมันกวาดมองไปรอบๆ อย่างหิวกระหาย ก่อนจะมาหยุดลงตรงจุดที่เด็กชายซ่อนตัวอยู่
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทหารผู้นั้น
วินาทีนั้น โลกทั้งใบของเด็กชายพลันหยุดนิ่ง ขาทั้งสองข้างของเขาหนักอึ้งดั่งถูกล่ามโซ่เอาไว้ เสียงกรีดร้องที่อยากจะะโออกมากลับจุกแน่นอยู่ในลำคอ เขาทำได้เพียงเบิกตากว้าง มองดูมัจจุราชที่กำลังเดินย่างสามขุมเข้ามาหา
"เจอหนูสกปรกซ่อนอยู่นี่เอง" ทหารพม่าพูดด้วยภาษาของมัน ถึงเด็กชายจะไม่เข้าใจแต่แววตาและท่าทางของมันก็ทำให้เด็กน้อยเข้าใจได้ว่ามันจะทำอะไรกับเขา
ดาบในมือของมันถูกยกขึ้นสูง ปลายแหลมคมสะท้อนแสงไฟจากกองเพลิงรอบกายวูบวาบ เด็กชายหลับตาปี๋ รอรับความตายที่กำลังจะมาเยือนในอีกไม่กี่อึดใจ
เป๊าะ!
ทันใดนั้นเสียงดีดนิ้วที่ดังแ่เบา...แต่กลับคมชัดจนน่าประหลาดแทรกผ่านเสียงดังอื้ออึงใน่โกลาหลทั้งหมด
ฉับพลัน ร่างของทหารพม่าผู้นั้นก็ชะงักค้าง ดวงตาของมันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงดาบที่เคยเงื้อง่าอยู่ในมือร่วงหล่นลงกระแทกพื้นเสียงดังเคร้ง! ร่างสูงใหญ่ของมันทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นราวกับต้นไม้ใหญ่ที่ถูกโค่น ที่กลางหน้าผากของมัน ปรากฏรอยไหม้เล็กๆ ขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยเพียงจุดเดียว
เวลาผ่านไปสักครู่ เด็กชายลืมตาขึ้นช้าๆ ด้วยความงุนงง ภาพที่เขาเห็นต่อหน้าคือร่างไร้ิญญาของทหารที่เมื่อครู่ยังคิดจะเอาชีวิตเขาอยู่เลย
แล้วเงาร่างใหม่ก็ปรากฏขึ้นที่ปากทาง...ไม่ใช่เงาของนักรบผู้กระหายเื แต่เป็เงาของพระภิกษุชรารูปหนึ่งที่ครองผ้ากาสาวพัสตร์สีหม่นเก่า ท่านยืนสงบนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับพายุและความวิปโยคของการฆ่าฟันทั้งหมดรอบกายเป็เพียงภาพวาดที่ไร้ความหมาย มันคล้ายกับการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั้นไม่ควรคู่อยู่รอบกายที่มีแต่ความบริสุทธิ์ของท่าน
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือดวงตาของท่าน มันเป็ดวงตาที่เปี่ยมด้วยเมตตา แต่ในขณะเดียวกันก็ลึกล้ำราวกับมหาสมุทรในคืนเดือนมืด แฝงไว้ด้วยประกายแห่งปัญญาและพลังอำนาจบางอย่างที่เด็กชายไม่เคยเห็นมาก่อน
พระภิกษุชราก้าวเข้ามาหาเขาอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวของท่านมั่นคงและสงบนิ่ง "สิ้นสุดเคราะห์กรรมเสียทีนะ...คำอินทร์"
น้ำเสียงของท่านทุ้มกังวานและเปี่ยมด้วยความเมตตา เด็กชายสะดุ้งเฮือก
"ท่าน...ท่านรู้จักชื่อข้าหรือ?" เขาถามออกไปอย่างติดๆ ขัดๆ "ข้า...ข้าจำไม่ได้ว่าข้าชื่ออะไร"
หลวงปู่แก้วหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเขา รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของท่าน "ชื่อของเ้าไม่ได้หายไปไหนหรอก มันยังคงอยู่กับเ้าเสมอ...เช่นเดียวกับชะตากรรมที่เ้าแบกรับมันเอาไว้"
ท่านยื่นมือที่เหี่ยวย่นแต่ดูแข็งแกร่งออกมาตรงหน้า "ไปกับหลวงปู่เถอะ...ไปยังที่ที่เปลวไฟแห่งาไม่อาจเอื้อมถึง ที่นั่น...เ้าจะได้เรียนรู้ทุกสิ่ง...เรียนรู้ว่าเ้าเป็ใคร และเ้าเกิดมาเพื่อสิ่งใด"
เด็กชายลังเลอยู่ชั่วครู่ เขามองมือของพระภิกษุแปลกหน้า สลับกับมองซากปรักหักพังที่เคยเป็บ้านเมืองของตน ที่นี่ไม่เหลืออะไรอีกแล้วนอกจากความตาย แต่ในแววตาของพระภิกษุรูปนี้...เขากลับมองเห็นประกายไฟเล็กๆ ของความหวัง
สุดท้าย เขาก็ตัดสินใจยื่นมือที่สั่นเทาของตนออกไป วางลงบนฝ่ามืออันอบอุ่นของหลวงปู่แก้ว
วินาทีที่ผิวของทั้งสองัักัน กระแสพลังงานอันอบอุ่นสายหนึ่งก็แล่นปราดจากฝ่ามือของหลวงปู่แก้วเข้าสู่ร่างของคำอินทร์ ขับไล่ความหนาวเหน็บจากความกลัวให้มลายหายไปสิ้น
"ดีมาก" หลวงปู่แก้วเอ่ย "หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล...แต่การเดินทางนับหมื่นลี้ ล้วนเริ่มต้นจากก้าวแรกเสมอ"
แล้วหลวงปู่ก็ได้จูงมือเด็กชายคำอินทร์ความทรงจำ เดินลับหายเข้าไปในเงามืดของพงไพรที่หนาทึบ ทิ้งไว้เื้ัเพียงเถ้าธุลีและกลิ่นอายของาที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ของแผ่นดินไปตลอดกาล...
ผืนป่าในยามใกล้รุ่งนั้นแตกต่างจากตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิง แสงจันทร์ที่เคยสาดส่องถูกบดบังโดยเรือนยอดของต้นไม้สูงใหญ่ที่เบียดเสียดกันแน่นขนัดจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ความมืดรอบกายนั้นดำสนิทและจับต้องได้ มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรและเสียงลมหายใจของคนสองคนที่ดังอยู่
สำหรับเด็กชายคำอินทร์แล้ว ป่าแห่งนี้ดูน่าพรั่นพรึงยิ่งกว่าเปลวไฟในสมรภูมิเสียอีก ทุกเงาตะคุ่มของพุ่มไม้ดูราวกับสัตว์ร้ายที่ซุ่มรอตะครุบเหยื่อ ทุกเสียงกิ่งไม้หักดังเป๊าะอยู่ไกลๆ ทำให้หัวใจของเขากระตุกวูบ แต่ทว่า...ความอบอุ่นจากฝ่ามือของหลวงปู่แก้วที่กุมมือเขาไว้นั้น กลับเป็ดั่งสมอที่เหนี่ยวรั้งไม่ให้เรือแห่งสติของเขาถูกคลื่นลมแห่งความกลัวซัดจนอับปาง
พวกเขาเดินลึกเข้ามาในป่าโดยไม่มีการหยุดพัก คำอินทร์ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด รู้แต่เพียงว่าขาทั้งสองข้างของเขาเริ่มล้าจนแทบจะก้าวไม่ออก
"หลวงปู่...เรา...เราจะไปที่ไหนกันขอรับ" ในที่สุดเขาก็รวบรวมความกล้าถามออกไป
หลวงปู่แก้วไม่ได้หันกลับมามอง ท่านยังคงก้าวไปข้างหน้าด้วยฝีเท้าที่สม่ำเสมอ "ไปยังที่ที่เ้าจะปลอดภัย" ท่านตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"แล้ว...เมื่อกี้ ท่านทำได้อย่างไร" เด็กชายถามต่อ ความสงสัยเอาชนะความกลัว "ทหารพม่าคนนั้น...เขา..."
"บางครั้ง...สิ่งที่จำเป็ในการดับไฟ ไม่ใช่น้ำ แต่เป็สุญญากาศ" หลวงปู่แก้วตอบอย่างเป็ปริศนาธรรม "เมื่อไม่มีอากาศ ไฟก็ย่อมมอดลงเอง"
คำอินทร์ไม่เข้าใจความหมายนั้นเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น หลวงปู่แก้วก็หยุดเดิน มือของท่านบีบกระชับที่แขนของคำอินทร์เบาๆ เป็สัญญาณให้เขานิ่งเงียบ
ในความเงียบสงัดของพงไพร คำอินทร์ได้ยินมัน...เสียงพูดคุยแว่วมาตามลม เป็ภาษาพม่าที่เขาคุ้นหูจากในหมู่บ้าน และตามมาด้วยเสียงฝีเท้าม้าหลายตัวที่กำลังเคลื่อนที่มาทางนี้อย่างชัดเจน
กองลาดตระเวนของทหารพม่า!
สัญชาตญาณของเด็กชายร้องลั่น ความทรงจำอันเลวร้ายเมื่อชั่วยามก่อนหวนกลับมาฉายชัด เขากำลังจะอ้าปากร้อง แต่ฝ่ามือของหลวงปู่แก้วก็เลื่อนขึ้นมาปิดปากของเขาไว้เสียก่อน
"ชู่ว์..." เสียงแหบของหลวงปู่กระซิบเบาๆ "อย่าส่งเสียง อย่าแม้แต่จะหายใจแรง"
ท่านดึงร่างของคำอินทร์ให้หลบเข้าไปหลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เสียงของกองทหารพม่าใกล้เข้ามาทุกขณะ คำอินทร์รู้สึกได้ถึงแรงสั่นะเืของพื้นดินจากกีบเท้าม้า หัวใจของเขาเต้นรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก พวกมันมากันหลายคน...ต่อให้หลวงปู่จะเก่งกาจเพียงใด ก็คงไม่สามารถสังหารคนทั้งหมดได้ในพริบตาเดียวเหมือนครั้งก่อน
แต่หลวงปู่แก้วไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะลงมือต่อสู้เลย ท่านยังคงสงบนิ่ง
พระภิกษุชราหลับตาลง ท่านยกมืออีกข้างขึ้นมาประกบกับฝ่ามือที่ปิดปากของคำอินทร์อยู่ แล้วเริ่มบริกรรมคาถาด้วยเสียงที่เบาจนแทบจะเป็เพียงเสียงลมหายใจ
"นะโมพุทธายะ...มะ อะ อุ...จงบังเกิดเป็กำแพงแก้ว...จงซ่อนเร้นกายา...ดั่งธุลีในวายุ...ดั่งหยาดน้ำในมหาสาคร..."
ทันทีที่สิ้นเสียงบริกรรม โลกในสายตาของคำอินทร์ก็พลันบิดเบี้ยวไปชั่วอึดใจ มันไม่ใช่ภาพที่หมุนคว้าง แต่เหมือนกับมีระลอกน้ำใสๆ มาเคลือบอยู่ตรงหน้า แสงและเงารอบตัวพวกเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะผสานกลมกลืนเข้ากับต้นไม้และพุ่มไม้รอบด้านจนแทบจะกลายเป็ส่วนเดียวกัน. เขามองฝ่ามือของตัวเอง...มันยังคงอยู่ที่เดิม แต่กลับดูโปร่งแสงและเลือนรางอย่างน่าประหลาด.
กองทหารม้าลาดตระเวณของพม่าห้าคนปรากฏตัวขึ้น พวกมันเคลื่อนที่ผ่านหน้าพวกเขาไปในระยะไม่เกินสิบวา คำอินทร์ถึงกับกลั้นหายใจเฮือก เขาเห็นใบหน้าอันเคร่งเครียดของทหารทุกคน เห็นเหงื่อที่โซมกาย เห็นอาวุธที่ครบมือ หนึ่งในนั้นถึงกับหันขวับมาทางที่พวกเขาซ่อนตัวอยู่ ราวกับรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติ
แววตาของทหารคนนั้นมองจ้องทะลุผ่านร่างของพวกเขาไป...แต่กลับมองไม่เห็น เขาส่ายศีรษะเล็กน้อยราวกับจะปัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป แล้วควบม้าตามเพื่อนร่วมทางจากไป
เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยค่อยๆ จางหายไปในความมืด
หลวงปู่แก้วถอนมือออกจากปากของคำอินทร์ โลกที่บิดเบี้ยวกลับคืนสู่สภาพปกติในทันที คำอินทร์หอบหายใจอย่างหนัก เหงื่อกาฬแตกพลั่กไปทั่วทั้งตัว เขามองหลวงปู่แก้วด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง ความยำเกรง และความสับสนปนไม่เข้าใจ
นี่ไม่ใช่อุบาย นี่ไม่ใช่กลลวง
นี่คือ...อะไร เด็กน้อยได้แต่เฝ้าถามตัวเอง
"พลังที่แท้จริง ไม่ได้มีไว้เพื่อประหัตปะาเสมอไปหรอก คำอินทร์" หลวงปู่กล่าวเรียบๆ ราวกับอ่านใจของเด็กชายออก "บางครั้ง...พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการทำให้ศัตรูมองไม่เห็นเราต่างหาก"
คำอินทร์ยืนนิ่งราวกับถูกสาป ขาของเขายังคงสั่นเทาเล็กน้อยจากความกลัวที่เพิ่งผ่านพ้นไป แต่ในสมองกลับกำลังประมวลผลสิ่งที่เพิ่งได้ประจักษ์แก่สายตา มันคือปรากฏการณ์ที่เหนือสามัญสำนึกใดๆ ที่เด็กอายุสิบขวบจะจินตนาการได้
"เมื่อครู่...คืออะไรหรือขอรับ" เขาถามเสียงแ่ สายตายังคงจับจ้องไปยังหลวงปู่แก้วไม่วางตา
หลวงปู่แก้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาเต็มตัว ในความมืดนั้น ดวงตาของท่านทอประกายอ่อนโยน "สิ่งที่เ้าเห็น...คนทั่วไปมักจะเรียกมันว่า 'อาคม' หรือ 'ไสยเวท'"
"อาคม..." คำอินทร์ทวนคำ "เหมือนกับที่พวกหมอผีใช้ทำคุณไสยกันน่ะหรือขอรับ?"
หลวงปู่ส่ายศีรษะช้าๆ "นั่นเป็เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของพลังที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด...เปรียบดั่งสายน้ำที่สามารถให้ชีวิต แต่ก็สามารถทำลายล้างได้หากเชี่ยวกรากและไร้การควบคุม"
ท่านทอดสายตาไปยังต้นไม้ใหญ่ที่พวกเขายืนพิงอยู่ ใช้ฝ่ามือลูบไล้ไปบนเปลือกไม้อย่างแ่เบา
"แท้จริงแล้ว...อาคมคือ 'ภาษา' รูปแบบหนึ่ง มันคือภาษาที่ใช้สื่อสารกับสรรพสิ่งรอบตัวเรา...กับดิน กับน้ำ กับลม และกับจิติญญาที่สถิตอยู่ในทุกอณูของแผ่นดินนี้"
ท่านหยุดเว้นจังหวะปล่อยให้คำพูดซึมซับเข้าไปในความคิดของเด็กชาย "ผู้ที่ใช้อาคมได้ ไม่ใช่ผู้มีอำนาจเหนือธรรมชาติ...แต่คือผู้ที่ฟังเสียงและร้องขอธรรมชาติได้ หลวงปู่ไม่ได้ 'สั่ง' ให้ต้นไม้หลีกทาง หรือ 'บังคับ' ให้สายลมเปลี่ยนทิศ หลวงปู่เพียงแค่ 'ร้องขอ' อย่างนอบน้อม...และหากคำขอของเราบริสุทธิ์และคู่ควร ธรรมชาติก็จะตอบรับ"
คำอินทร์ขมวดคิ้ว "ข้า...ข้าไม่เคยได้ยินเสียงอะไรเลย นอกจากเสียงลมกับเสียงใบไม้ขอรับ"
รอยยิ้มของหลวงปู่แก้วกว้างขึ้นเล็กน้อย "แน่นอน...เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ยินเสียงนั้น มีเพียงไม่กี่คนบนแผ่นดินนี้ที่เกิดมาพร้อมกับ 'หู' ที่เปิดรับภาษาแห่งปฐี"
หลวงปู่แก้วก้าวเข้ามาใกล้ ท่านยื่นนิ้วชี้ที่เหี่ยวย่นมาแตะที่กลางอกของคำอินทร์อย่างแ่เบา ตำแหน่งนั้นคือหัวใจของเขา
"โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...กับผู้ที่ไม่ได้แค่ฟังเสียงของแผ่นดิน...แต่เป็ผู้ที่แบกรับ 'หัวใจของแผ่นดิน' ไว้ในร่างของตนนับั้แ่วินาทีที่ลืมตาดูโลก"
คำอินทร์สะดุ้งเล็กน้อยกับัันั้น เขารู้สึกถึงกระแสพลังอุ่นๆ ที่แล่นวาบจากปลายนิ้วของหลวงปู่เข้ามาในตัวเขาอีกครั้ง "หัวใจของแผ่นดิน? นั่น...หมายความว่าอะไรขอรับ? ข้าไม่เข้าใจ"
"ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เ้าจะเข้าใจทุกเื่" หลวงปู่แก้วชักนิ้วกลับ "เมล็ดพันธุ์ต้องใช้เวลาในการหยั่งรากและเติบใหญ่ฉันใด ปัญญาและความเข้าใจในชะตากรรมของเ้าก็ต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะฉันนั้น"
ท่านหันหลังและเริ่มออกเดินต่อ "อดทนไว้ก่อนเถิด คำอินทร์ คำถามทั้งหมดที่อัดแน่นอยู่ในใจเ้า...เมื่อเราเดินทางถึง 'หมู่บ้านลับแล' ของเรา...เ้าจะได้เริ่มเรียนรู้คำตอบของมันทีละเล็กทีละน้อย"
เด็กชายมองตามแผ่นหลังของพระภิกษุชรา ความกลัวได้เลือนหายไปเกือบหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความสงสัยใคร่รู้และความตื่นเต้นอย่างประหลาดและด้วยความคิดนั้น คำอินทร์ก็ได้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วก้าวเดินตามหลวงปู่แก้วไปอย่างแน่วแน่