โครม!
ท่ามกลางความรกร้างว่างเปล่าของสวนสัตว์เซี่ยงไฮ้ในยุควันสิ้นโลก เสียงกัมปนาทดังสนั่นฉีกกระชากความเงียบสงัดขาดสะบั้น
รถบัสคันหนึ่งพุ่งทะยานดั่งม้าพยศหลุดบังเหียน มันกระแทกกำแพงจนพังยับด้วยแรงส่งมหาศาล บุกทะลวงเข้าสู่พื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็์ของเหล่าสัตว์ป่า
เสียงโลหะบดขยี้อิฐหินดังกึกก้อง แรงกระแทกบีบอัดหน้ารถบัสจนบี้แบนเสียรูป เศษกระจกแตกกระจายว่อน กลิ่นน้ำมันเชื้อเพลิงผสมควันยางไหม้คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ทันใดนั้น เครื่องยนต์ก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง มันครางกระหึ่มราวกับสัตว์ร้ายที่ดิ้นรนเฮือกสุดท้าย ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง
"เสี่ยวอิ่ง เร็วเข้า! รถดับแล้ว!"
เสียงฉินจงะโลั่น เขาะโพรวดออกจากห้องคนขับด้วยท่าทีฉับไวและเด็ดขาด ใบหน้าเคร่งเครียด เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเื
สิ้นเสียงะโ ร่างเล็กก็มุดออกจากหน้าต่างรถที่แตกละเอียดอย่างคล่องแคล่ว เธอคือเซียวอิ่งหย่ง เด็กสาวที่เขาช่วยชีวิตมาจากห้างสรรพสินค้า
ทันทีที่เท้าแตะพื้น เซียวอิ่งหย่งมองลอดผ่านช่องโหว่ของกำแพงที่เพิ่งพังทลาย ภาพที่เห็นคือฝูงซอมบี้มหาศาลกำลังหลั่งไหลเข้ามาดั่งคลื่นทะลักที่ไร้จุดสิ้นสุด
แววตาว่างเปล่าของพวกมันฉายแววหิวโหยเนื้อสด นิ้วมือเน่าเปื่อยตะเกียกตะกายไขว่คว้าอากาศ เสียงขู่คำรามแหบพร่าในลำคอชวนให้ขนลุกชัน
"ไปเร็ว! พวกมันตามมาแล้ว!"
เมื่อเห็นเด็กสาวยืนอึ้ง ฉินจงก็พุ่งเข้าไปคว้าตัวเธอแล้วสับฝีเท้าหนีลึกเข้าไปในสวนสัตว์ทันที
ไม่นาน คลื่นซอมบี้ก็ทะลักผ่านกำแพงเข้ามาล้อมรถบัสไว้ทุกทิศทาง แต่เมื่อไร้ร่องรอยของเหยื่อ ผ่านไปกว่าสิบนาที พวกมันก็เริ่มแยกย้ายกันไปตามสัญชาตญาณ
"พี่ฉิน หนู... หนูไม่ไหวแล้ว ขอพักหน่อย!"
เซียวอิ่งหย่งท้าวสองมือบนหัวเข่า เหงื่อเม็ดโตหยดชุ่มหน้าผากและลำคอ ด้วยร่างกายที่ยังเด็ก การฝืนวิ่งสุดฝีเท้าทำให้เธอถึงขีดจำกัดจนหน้ามืดเป็พัก ๆ
"ดื่มเรดบูลซะ จะได้มีแรง!"
แม้ฉินจงจะหอบหายใจหนัก แต่สภาพของเขายังดูดีกว่ามาก เขาล้วงเรดบูลสองกระป๋องจากเป้ ส่งให้เด็กสาวกระป๋องหนึ่ง ส่วนตัวเองก็เปิดซดอึก ๆ รวดเดียวหมด
ตลอดสองวันที่ใช้เวลาเคลียร์ห้างสรรพสินค้า เซียวอิ่งหย่งเอาแต่รบเร้าอยากไปที่ตึกระฟ้าเหิงหลง ฉินจงรู้ดีว่าเธอแค่อยากไปตามหาแม่ หลังจากประเมินสถานการณ์อย่างถี่ถ้วน เขาจึงตัดสินใจพายัยหนู่นี่ไปเสี่ยงดูสักตั้ง
อีกเหตุผลคือเื่ ‘ดาวห้าแฉก’ ที่หญิงสาวบนชานเคยบอกไว้ มันก็อยู่ที่ตึกระฟ้าเหิงหลงเหมือนกัน ฉินจงจำเื่นี้ได้ขึ้นใจ เพียงแต่เวลาผ่านไปหลายวันแล้ว ไม่รู้ว่าของชิ้นนั้นจะยังอยู่ที่เดิมหรือเปล่า
นอกจากนี้ เมื่อคำนวณจากไทม์ไลน์ ซุนเสี่ยวเหยียนในโลกอดีตน่าจะมาเยือนสวนสัตว์แห่งนี้แล้ว เขาเลยอยากลองแวะมาดูในยุควันสิ้นโลก เผื่อจะเจอของที่เธอทิ้งไว้ให้เมื่อสิบปีก่อน
หากเขาสามารถขุดเจอของที่ซุนเสี่ยวเหยียนซ่อนไว้เมื่อทศวรรษที่แล้วได้จริง นั่นจะเป็เครื่องยืนยันว่าทฤษฎีของเธอถูกต้อง และถ้าเป็แบบนั้น... กติกาการเอาชีวิตรอดในโลกนี้อาจจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ทั้งคู่เตรียมตัวมาอย่างดี พกพาแค่เสบียงและอุปกรณ์จำเป็ติดตัว ส่วนของที่เหลือถูกซ่อนไว้ในที่ปลอดภัย จากนั้นจึงเร้นกายออกจากห้างสรรพสินค้าอย่างเงียบเชียบ
...
หลังจากออกมาได้ พวกเขาก็มุ่งหน้าไปตามถนนสู่สวนสัตว์ แม้บนถนนสายหลักจะมีพวกซอมบี้เดินเพ่นพ่านอยู่ไม่น้อย แต่โชคดีที่่กลางวันพวกมันค่อนข้างเฉื่อยชา ขอแค่ไม่ทำเสียงดังเกินเหตุ พวกมันก็จับััไม่ได้
ในยามปกติ การขับรถจากห้างไปสวนสัตว์ใช้เวลาแค่สิบห้านาทีเท่านั้น แต่ตอนนี้มีซอมบี้ขวางทางอยู่เต็มไปหมด เพื่อหลีกเลี่ยงการทำเสียงดังจนเป็จุดสนใจ ทั้งสองคนจึงต้องเดินอ้อมหลบไปมาตามซอกซอยแทน
การเดินลัดเลาะกินเวลาไปค่อนวัน ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงเขตสวนสัตว์ป่าจนได้
ทว่าพอเข้าใกล้เป้าหมาย ปัญหาชวนปวดหัวก็โผล่มาต้อนรับ ห่างจากรั้วสวนสัตว์ไปราว ๆ สองกิโลเมตร พวกเขาดันไปเจอคลื่นซอมบี้ขวางทางเข้าอย่างจัง
กะด้วยสายตาคร่าว ๆ คลื่นซอมบี้ฝูงนี้มีไม่ต่ำกว่าหลายร้อยตัว จะบุกทะลวงไปตรง ๆ ก็เหมือนรนหาที่ตาย ครั้นจะเดินอ้อมก็ไม่มีเส้นทางให้เลี่ยงแล้ว สถานการณ์บีบบังคับให้ทั้งคู่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ข้างหน้าก็ซอมบี้ ข้างหลังก็ทางตัน ขณะที่ฉินจงยังคงเยือกเย็น เซียวอิ่งหย่งกลับเริ่มลนลาน หากเขาไม่รีบกระชากตัวเธอลงมาหลบหลังที่กำบัง ยัยหนูคงโดนพวกมันสังเกตเห็นไปแล้ว
หลังจากซุ่มสังเกตการณ์อยู่พักหนึ่ง สายตาของฉินจงก็สะดุดเข้ากับรถบัสคันหนึ่งที่จอดเปิดประตูทิ้งไว้ไม่ไกลนัก เดาว่า่วันแห่งหายนะ คนขับคงสติแตกสละรถทิ้งเพื่อหนีเอาชีวิตรอด
ปัญหาเดียวคือ กุญแจยังคาอยู่บนรถหรือเปล่า? ถ้าไม่มีก็จบเห่ แต่ด้วยสัญชาตญาณ ฉินจงเดาว่าตอนเกิดเื่ผู้คนย่อมหนีตายกันอลหม่าน โอกาสที่กุญแจจะยังเสียบทิ้งไว้อยู่มีสูงมาก
ฉินจงหรี่ตามองรถบัส สมองประมวลผลแผนการอย่างรวดเร็ว เขาโน้มตัวลงกระซิบสั่งการที่ข้างหูเซียวอิ่งหย่ง
เมื่อเข้าใจแผน เด็กสาวพยักหน้ารับอย่างรู้ความ เธอแบกเป้เร่งฝีเท้าแยกตัวออกไปไม่ไกลนัก ครู่ต่อมาเธอก็ย่องกลับมาพร้อมกับเป้ที่แฟบลง แต่ในมือมีจอยคอนโทรลของโดรนบังคับวิทยุเพิ่มมาแทน
เอาเข้าจริง ของที่ซุนเสี่ยวเหยียนเปย์ส่งมาให้ไม่ได้มีแค่เสบียงเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงไฟฉายแรงสูง เตาแอลกอฮอล์พกพา ไฟฉายคาดหัว ชุดปฐมพยาบาล โคมไฟโซลาร์เซลล์ โดรนบังคับวิทยุ... รวมไปถึงอุปกรณ์ป้องกันสารพัดชนิดด้วย
เรียกได้ว่ามีครบจบทุกความ้า ยิ่งพวกถุงมือยุทธวิธีกันบาด สนับศอก สนับเข่า และชุดกันแทงที่พวกเขาสวมใส่อยู่นี้ยิ่งนับว่าเป็เครื่องป้องกันชั้นเลิศ
โดยเฉพาะชุดกันแทงสั่งตัดพิเศษของซุนเสี่ยวเหยียนที่ทอจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์ที่มีความแข็งแรงสูง มันกันได้ทั้งการแทงและการฟัน ต่อให้เป็ฟันแหลมคมของซอมบี้ก็ไม่มีทางกัดทะลุ
แม้เซียวอิ่งหย่งจะใส่ไซซ์เล็กสุดแล้ว แต่มันก็ยังดูหลวมโคร่งไปนิดสำหรับเด็กอย่างเธอ ทว่าพอใช้เข็มขัดรัดให้แน่นก็ไม่เป็อุปสรรคต่อการเคลื่อนไหว ในยุควันสิ้นโลกแบบนี้ การรักษาชีวิตให้รอดคือสัจธรรม เื่แฟชั่นเอาไว้ทีหลัง
และเมื่อครู่ ฉินจงเพิ่งสั่งให้เซียวอิ่งหย่งเอาโดรนไปวางไว้ในจุดล่อเป้า ทันทีที่ปลายนิ้วััคันบังคับ โดรนก็บินทะยานขึ้นฟ้า เสียงใบพัดดังหึ่ง ๆ ตัดอากาศเหนือหัวพวกซอมบี้ ดึงดูดความสนใจของพวกมันได้ชะงัด
พอโดรนบินไกลออกไปเรื่อย ๆ ซอมบี้ส่วนใหญ่ก็ถูกล่อให้เดินตามทิศทางเสียง เหลือทิ้งไว้เพียงไม่กี่ตัวที่ยังคงเดินโซเซวนเวียนอยู่แถวนั้น
ฉินจงกับเซียวอิ่งหย่งอาศัยจังหวะชุลมุนพุ่งตัวขึ้นรถบัส และเป็ไปตามคาด... คนขับใสุดขีดจนลืมถอดกุญแจรถ!
เขาสับประตูรถปิด กระชากกุญแจสตาร์ตเครื่องยนต์ทันที รถบัสคันเขื่องพุ่งทะยานไปตามถนนสายหลัก บดขยี้ซอมบี้และกระแทกซากรถที่ขวางทางจนกระเด็นกระดอนไม่นับถ้วน
ฉินจงเหยียบคันเร่งมิดไมล์ ควบคุมรถบัสพุ่งชนกำแพงสวนสัตว์ป่าจนทะลุเป็รูโหว่ขนาดใหญ่... และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของฉากวินาศสันตะโรที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้นี่เอง