มหาทรราชจอมราชัน

    บทที่ 3 การรับสมัครศิษย์ของสำนักสุริยันทมิฬ I

    "ทำไมชายสวมชุดเกราะนั่นถึงมอบพลังให้ข้ากันนะ แล้วเส้นลมปราณทรราชนั่นคืออะไร? มันเกี่ยวกับเส้นเ๣ื๵๪แปลกประหลาดที่อาศัยอยู่ในร่างกายของข้าหรือไม่?"เฉินกังทิ้งตัวลงไปยังเตียงนอนขณะนำมือขึ้นก่ายหน้าผาก ขบคิดถึงเ๱ื่๵๹ราวสุดแสนประหลาดที่ได้เกิดขึ้นกับเขาก่อนหน้านี้



                "เห้อ! ถึงคิดมากไปก็ไม่ได้อะไร? ยังไงซะเราก็ไม่อาจหาคำตอบได้อยู่ดี เอาไว้วันพรุ่งนี้เราค่อยนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับท่านพ่อจะดีกว่า"เฉินกังถอนหายใจออกมาอย่างแพร่วเบา ก่อนที่เขาจะปิดตาลงแล้วหลับไปในที่สุด

    เช้าวันรุ่งขึ้น

    เฉินกังเขานั้นได้ตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ หลังจากที่ตื่นนอนแล้วเฉินกังเขาก็ได้เข้าไปอาบน้ำภายในห้องน้ำซึ่งเหล่าคนใช้ก็ได้ไปตักน้ำเตรียมเอาไว้ให้เฉินกังเรียบร้อยแล้ว เมื่ออาบน้ำเสร็จเขาก็ได้เปลี่ยนชุดใหม่เตรียมที่จะเดินทางไปยังที่ตำหนักใหญ่อันเป็นสถานที่พักผิงของผู้นำตระกูลหรือก็คือตำหนักของพ่อของเฉินกังนั่นเอง

                "นายน้อยวันนี้ท่านจะเดินทางไปยังตำหนักใหญ่ด้วยรถม้าหรือไม่ขอรับ?"เมื่อเห็นเฉินกังเดินออกมาจากตำหนัก เฉินเป๋ยเลี่ยคนใช้คนสนิทของเฉินกังที่ยืนอยู่หน้าประตูทางออกของตำหนักก็ได้วิ่งตรงดิ่งมาหาเฉินกังในทันที ก่อนที่จะกล่าวถามเฉินกังอย่างรู้ใจว่าต้องการเดินทางไปยังตำหนักใหญ่ด้วยรถม้าหรือไม่?

                "เดินทางด้วยรถม้า วันนี้ข้าไม่ค่อยรีบสักเท่าไหร่"เฉินกังบอกกับเฉินเป๋ยเลี่ยด้วยสีหน้าสงบ ถึงแม้ว่าในก่อนหน้านี้ตัวของเฉินกังอยากที่จะนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเขาเมื่อวานนี้ไปปรึกษากับพ่อของเขาใจจะขาด แต่หลังจากที่ได้สงบจิตสงบใจทั้งคืนมันก็ทำให้ใจของเฉินกังนั้นเย็นลงอย่างน่าประหลาดใจ จากเดิมที่รู้สึกร้อนรนกระวนกระวายมาในตอนนี้เขากลับไม่รู้สึกอะไรเลย รู้สึกได้เพียงแค่ความนิ่งสงบที่ไม่อาจบรรยายออกมาได้

    นอกจากนี้เฉินกังเขาก็ได้เปลี่ยนใจแล้วด้วยว่าเขาจะไม่บอกเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาให้ใครฟังแม้แต่พ่อของเขาเอง เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขานั้นมันเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่ออย่างมากถึงแม้ว่าเขาจะเอามันไปบอกเล่าให้พ่อของเขาฟังพ่อของเขาก็คงไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูดแน่! และอีกอย่างหนึ่งสัญชาตญาณของเขามันก็ได้ร้องเตือนกับเขาด้วยว่าไม่ควรที่จะนำเอาเรื่องนี้ไปบอกกับคนอื่นไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามไม่อย่างนั้นตัวของเขาอาจได้พบเจอกับหายนะที่ร้ายแรงก็เป็นได้? ดังนั้นแล้วเฉินกังเขาจึงตัดสินใจที่จะเก็บเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาเมื่อวานนี้เป็นความลับ

                "เข้าใจแล้วขอรับ"เฉินเป๋ยเลี่ยเมื่อได้รับคำตอบของเฉินกังก็น้อมรับด้วยความสุภาพก่อนที่จะไปเตรียมรถม้าออกมาให้ ซึ่งรถม้านั้นก็เป็นรถม้าที่ไม่ได้ใหญ่อะไรมากแต่ทว่าความหรูหราของมันก็เป็นอะไรที่ค่อนข้างอลังการมากเลยทีเดียว เนื่องจากว่าตัวของที่นั่งที่ใช้ม้าลากนั้นมันทำมาจากทองคำและหยกชั้นดีเหมาะที่จะเป็นพาหนะของชนชั้นสูงอย่างแท้จริง

                "นายน้อยเชิญทางนี้ขอรับ"หลังจากที่นำรถม้ามาแล้วเฉินเป๋ยเลี่ยก็รีบเชื้อเชิญให้เฉินกังขึ้นไปนั่งบนรถม้าในทันที

                "อื้ม"เฉินกังพยักหน้าให้ก่อนที่จะเข้าไปนั่งภายในม้าโดยมีเฉินเป๋ยเลี่ยควบคุมม้าอยู่ด้านนอก สำหรับการเดินทางภายในตระกูลเฉินนั้นมันมีวิธีการเดินทางด้วยกัน 2 แบบคือ การเดินทางด้วยพาหนะ กับการเดินทางด้วยเท้าเปล่า โดยการที่ตระกูลเฉินมีการใช้พาหนะในการเดินทางไปยังส่วนต่างๆภายในตระกูลนั้นมันก็เป็นเพราะว่าอาณาเขตของตระกูลเฉินมันเป็นอะไรที่ใหญ่อย่างมากเทียบเท่าได้กับหมู่บ้านใหญ่ๆ 2 แห่งรวมกันได้เลย ดังนั้นเพื่อประหยัดระยะเวลาในการเดินทางจึงมีการใช้พาหนะเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆภายในตระกูล แต่ทว่านั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนภายในตระกูลเฉินจะมีพาหนะเป็นของตนเองดังนั้นจึงมีคนภายในตระกูลเฉินอีกมากที่ใช้การเดินทางด้วยเท้าเปล่า

    เมื่อเห็นว่าเฉินกังได้นั่งลงบนเกรี้ยวเรียบร้อยแล้ว เฉินเป๋ยเลี่ยก็ได้ใช้เชือกตวัดลงหลังม้าอย่างแรงส่งผลให้ม้านั่นส่งเสียงกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวดก่อนที่จะวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว หลังจากวิ่งมาได้สักพักหนึ่งตัวของรถม้าก็ได้หยุดลงที่ตำหนักขนาดใหญ่แห่งหนึ่งตำหนักใหญ่แห่งนี้มันมีขนาดที่ใหญ่อย่างมากราวกับเป็นคฤหาสน์ นอกจากนี้ตำหนักตลอดทั้งหลังนั้นต่างทำมาจากไม้เนื้อดีและหายากจึงส่งผลให้ตัวของตำหนักนั่นเปล่งประกายแสงระยิบระยับออกมาราวกับดวงดาวในยามราตรี ซึ่งมันก็เป็นอะไรที่สวยงามอย่างมาก

                "ถึงแล้วขอรับ"เมื่อเดินทางมาถึงที่หมายแล้วเฉินเป๋ยเลี่ยก็ได้บอกให้เฉินกังที่นั่งอยู่ในรถม้าทราบในทันที

                "อื้ม"เฉินกังเมื่อได้ยินคำกล่าวก็พยักหน้าให้เฉินเป๋ยเลี่ยเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะเดินลงมาจากรถม้า ซึ่งเมื่อเขาเดินลงมาจากรถม้าเรียบร้อยนั้นตัวของข้ารับใช้สองคนที่ทำการเฝ้าอยู่หน้าประตูของตำหนักก็ได้เดินออกมาต้อนรับเฉินกังในทันที เฉินกังเขาไม่ได้สนใจข้ารับใช้ทั้งสองคนนี้มากเท่าไหร่นักจึงพยักหน้าให้กับข้ารับใช้ทั้งสองหนึ่งทีก่อนที่จะเดินผ่านเข้าไปยังตำหนัก

    ภายในตำหนักนั้นมันไม่ค่อยมีอะไรที่น่าสนใจมากสักเท่าใดนักเนื่องจากว่ารูปแบบการตกแต่งของตำหนักนั้นมันก็เหมือนกับตำหนักทั่วๆไปที่จะมีการนำรูปภาพและงานศิลปะชนิดอื่นๆมาแปะไว้ตามฝาผนังและส่วนๆต่างของตำหนัก สิ่งเดียวที่ทำให้มันแตกต่างจากตำหนักทั่วๆไปก็คือความหรูหราและความหายากของสิ่งที่นำมาตกแต่ง

    เมื่อเดินทางมาถึงห้องโถงใหญ่เฉินกังเขาก็ได้พบเข้ากับชายวัยกลางคนร่างใหญ่ไม่สวมใส่เสื้อนั่งจิบชาอยู่ภายในนั้น ตัวของชายวัยกลางคนคนนี้ตัวของเขามีร่างที่กำยำอย่างมากเมื่อเทียบเคียงกับเฉินกังแล้วมันเปรียบได้ดั่งหุ่นของหมีและก็คนได้เลยทีเดียว นอกจากจะมีรูปร่างที่ใหญ่โตผิดมนุษย์แล้วตัวของชายวัยกลางคนก็ยังมีบาดแผลอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกายอยู่หลายแห่งแสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ต่อสู้ที่โชกโชนของเขาและเมื่อนำลักษณะภายนอกมารวมเข้ากับหน้าที่ดูดุดันราวกับสัตว์อสูรของเขาแล้วมันก็ทำให้ชายวัยกลางคนนี้ดูน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก! ตัวของชายวัยกลางคนนี้เขาไม่ใช่ใครที่ไหนเขาคือเฉินหยางไท่ผู้นำตระกูลเฉินคนปัจจุบันหรือก็คือพ่อของเฉินกังนั่นเอง

    และตรงที่นั่งใกล้ๆกันก็มีชายหนุ่มรูปร่างผอมเพรียวนั่งอยู่ ตัวของชายหนุ่มรูปร่างผอมเพรียวนั้นมีขนาดตัวที่เล็กมากเมื่อเทียบกับเฉินหย่างไท่แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ถูกทำให้ดูโดดเด่นน้อยลงแต่อย่างใด อาจเป็นเพราะว่าตัวของชายคนนี้มีหน้าตาที่หล่อเหลาผิดมนุษย์ก็ได้มันเลยทำให้ตัวของเขาไม่ถูกความโดดเด่นของเฉินหยางไท่กลบไป ซึ่งตัวของชายผู้นี้นั้นเขาคือเฉินไป๋หลงพี่ชายคนกลางของเฉินกังนั่นเอง

                "อะ..กังเอ๋อร์ทำไมวันนี้เจ้าถึงได้มาเร็วนักละ?"เฉินหยางไท่กล่าวออกมาอย่างแปลกใจเล็กน้อยหลังจากที่เห็นเฉินกังเดินเข้ามาในห้อง เพราะปกติแล้วกว่าที่เฉินกังจะเดินทางมาถึงที่นี่มันก็เป็นเวลาในยามซื่อแล้ว แต่ทว่าวันนี้เฉินกังกับเดินทางมาที่นี่ทั้งๆที่มันยังเป็นเวลายามเฉินอยู่นี่จึงทำให้เฉินหยางไท่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย

                "ไม่มีไรหรอกท่านพ่อ ข้าแค่อยากมาที่นี่เร็วกว่าปกติเท่านั้นเอง"เฉินกังกล่าวด้วยรอยยิ้ม ขณะที่เดินไปนั่งตรงที่นั่งที่อยู่ข้างๆเฉินหยางไท่ ระหว่างนั้นตัวของเฉินไป๋หลงที่นั่งเงียบอยู่นั้นก็ได้เหลือบมามองเฉินกังเล็กน้อยด้วยหางตา เฉินไป๋หลงมองดูเฉินกังเพียงครู่เดียวก่อนที่เขาจะละสายตาไปด้วยสีหน้าไร้ซึ่งอารมณ์

                "งั้นหรือ? จริงสิเจ้ามาก็ดีแล้ว ข้ามีเรื่องที่จะพูดกับเจ้าอยู่พอดี"เฉินหยางไท่กล่าวกับเฉินกังด้วยสีหน้าจริงจัง

                "เรื่องอะไรหรือท่านพ่อ?"เฉินกังที่ได้ยินดังนั้นเขาก็รู้สึกแปลกใจอยู่เล็กน้อย ขณะเดียวกันเขาเองก็รู้สึกสนใจด้วยว่าพ่อของเขามีสิ่งใดที่ต้องการพูดกับเขากันแน่? เพราะดูจากสีหน้าที่จริงจังของพ่อของเขาแล้วมันแสดงให้อย่างชัดเจนเลยว่าเรื่องที่พูดนั้นมันจะต้องเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากแน่นอน

                "ก็เรื่องที่สำนักสุริยันทมิฬจะเปิดรับศิษย์ยังไงเล่า!"เมื่อเห็นท่าทีสนใจของลูกชาย เฉินหยางไท่ก็หัวเราะออกมาเสียงดังลั่นขณะกล่าวถึงเรื่องที่สำนักสุริยันทมิฬจะเปิดรับศิษย์ให้เฉินกังฟัง

                "เอะ! สำนักสุริยันทมิฬจะเปิดรับศิษย์!"เฉินกังรู้สึกตกใจอย่างมากเมื่อได้ยินคำกล่าวของเฉินหยางไท่ สำหรับสำนักมังกรทมิฬนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่อาศัยอยู่ในทวีปเสินโจวแดนตะวันออกพวกเขาทุกคนก็ล้วนแล้วแต่รู้จักสำนักแห่งนี้เป็นอย่างดี เนื่องจากว่าตัวของสำนักสุริยันทมิฬนั้นเป็น 1 ใน 5 ยอดสำนักที่ปกครองพื้นที่ทวีปเสินโจวแดนตะวันออกแห่งนี้! 




    โปรดติดตามตอนต่อไป