ตอนที่ 1: บทนำ
“ไม่นะ ห้ามเอาตัวเสด็จพี่ข้าไปนะ”
เด็กน้อยวัยแปดขวบะโร้องพลางวิ่งไปจับมือองค์ชายห้า เฉินหย่งชาง ไว้แน่น องค์ชายเก้าและองค์ชายสิบวิ่งตามไปเกาะเช่นกัน ช่างเป็ภาพน่าเวทนาสำหรับเหล่าขุนนางและข้าราชบริพารแห่งแคว้นจินยิ่งนัก
ใบหน้าหล่อละมุนปนหวานขององค์ชายห้าในวัยสิบสี่หนาว กล้ำกลืนฝืนยิ้มให้อนุชาทั้งสามสบายใจ ทว่ารอยยิ้มนั้นคงหลอกได้เพียงเด็กน้อยทั้งสาม หาใช่พระมารดาอย่างฉีกุ้ยเฟย พระนางกลืนโลหิตลงในอกภายใต้รอยยิ้มงาม มือบางภายใต้อาภรณ์หรูหรากำแน่น ยิ่งเห็นความเศร้าที่แฝงในดวงตาของโอรส ในอกก็ยิ่งเจ็บ ใบหน้างามล่มแผ่นดินตวัดตาไปหาสตรีอีกคนด้วยความเคียดแค้น
ราวกับอีกฝ่ายรับรู้ เ้าตัวถึงได้จ้องกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มเยาะอย่างไม่ปิดบัง
‘หยางหลิงเม่ย แค้นนี้หากไม่ชำระ อย่ามาเรียกข้าว่าฉีจินเหลียน’
“พวกเ้าไปนำตัวเ้าแปด เ้าเก้า เ้าสิบมาหาข้า” ฉีกุ้ยเฟยสั่งนางกำนัลข้างกาย
เสียงหวานทุ้มกังวาลดังขึ้น ทำให้เด็กน้อยทั้งสามเกาะตัวเชษฐาร่วมมารดาไว้แน่น ดวงตากลมโตสามคู่มองไปยังมารดาอย่างดื้อดึง พลางมองไปยังบุรุษสวมอาภรณ์สีทองอร่ามที่นั่งบนบัลลังก์สูงสุดด้วยสายตาอ้อนวอนเหมือนทุกครั้ง ทว่าครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ผล
นางกำนัลทั้งสองเข้ามาหาองค์ชายน้อยทั้งสาม หากก็ไม่กล้าลงแรงกำลังมากเพราะต่างรู้ดีว่าฮ่องเต้ทรงโปรดปรานองค์ชายน้อยทั้งสามเพียงใด จะเรียกว่าทรงโปรดที่สุดก็ไม่เกินจริง ด้วยใบหน้างดงามน่ารักและนิสัยซุกซนเฉลียวฉลาด ทำให้วังหลังมีชีวิตชีวา อีกทั้งยังประสูติจากพระสนมรัก จึงทรงโปรดมากกว่าองค์ชายองค์หญิงองค์อื่น
เฉินหย่งชางโบกมือไล่นางกำนัลทั้งสอง ก่อนย่อตัวโอบกอดน้องน้อยทั้งสามไว้ในอ้อมแขน
“เสี่ยวซิง เสี่ยวเยว่ เสี่ยวเฟิ่ง พวกเ้าอย่าทำให้เสด็จพ่อกับเสด็จแม่ลำบากพระทัย แคว้นเว่ยใกล้แค่นี้ คิดถึงพี่ก็ไปหา”
“ใกล้แค่นี้ กินระยะเวลานานนับเดือน นี่หรือเรียกว่าใกล้” เฉินเหวินซิงแย้งจนคนเป็พี่อดยีศีรษะเล็กๆนั้นด้วยความเอ็นดูไม่ได้
“เดินทางนับเดือนเพื่อไปหาพี่นับว่าไกลหรือ ความคิดถึงของเ้าที่มีต่อพี่ช่างน้อยนิดนัก”
“ข้าเปล่านะ ข้ารักเสด็จพี่ เสี่ยวเยว่กับเสี่ยวเฟิ่งก็รักเสด็จพี่”
องค์ชายแปดรีบปฏิเสธเป็พัลวัล สร้างรอยยิ้มให้กับผู้ใหญ่เกือบทุกคน กระทั่งว่าที่พี่เขยอย่างซือหม่าอวี้หลาง องค์รัชทายาทแห่งแคว้นเว่ย เ้าของใบหน้างามสง่าที่แฝงแววหยิ่งผยองยังผ่อนคลายลงหลายส่วน
เกาหย่าหรงหรือเกาเสียนเฟยลอบยิ้มพอใจที่ศัตรูอันดับหนึ่งของโอรสตนถูกกำจัด งานนี้ต้องขอบคุณกองทัพเว่ยที่ยกทัพมาครานี้แข็งแกร่งยิ่งนัก ไหนยังจะพระปรีชาขององค์รัชทายาทแคว้นเว่ยที่นำทัพชนะทุกศึก ตีชนะจนถึงประตูเมือง ฮ่องเต้ถึงได้ยอมยกโอรสองค์โปรดที่กำลังจะแต่งตั้งเป็รัชทายาทให้กับซือหม่าอวี้หลาง
นึกแล้วก็อดสงสารฉีกุ้ยเฟยไม่ได้ โอรสกำลังจะนั่งตำแหน่งรัชทายาทแท้ๆ แต่ชะตากลับพลิกผันให้ตกลงสู่ตำแหน่งพระชายาต่างแผ่นดิน น่าขันสิ้นดี
เกาเสียนเฟยอดยกพัดขึ้นมาบังรอยยิ้มตนไม่ได้ พลางลอบมอง หยางซูเฟยที่ยกเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตา อ่า...มองจากแคว้นเว่ยยังเห็นเลยว่างิ้วตามตลาดยังแสดงได้ดีกว่า ก่อนเบนสายตาไปยังบัลลังก์หงส์ที่มีจางฮองเฮาประทับอยู่ ใบหน้างามที่มักโอบอ้อมอารีเผยสีหน้าเศร้าโศกเสียใจแต่พระนางยังคงสำรวมกริยาได้อย่างเหมาะสม
โรงงิ้วตลาดของหยางซูเฟยนั้นเทียบไม่ติด ฮองเฮาแสนดีคนไหนในประวัติศาสตร์ที่สามารถครองตำแหน่งพญาหงส์ได้นับสิบปีโดยไม่ถูกลอบปลงประชนม์หรือใส่ร้ายจนเสียตำแหน่ง เื้ัพระนางซับซ้อนนัก ยังดีที่พระนางประสูติแต่องค์หญิง หาไม่...พระนางจะเป็ศัตรูตัวฉกาจที่ยากจะต่อกร ตอนนี้นางแค่อยู่นิ่งๆ รอเวลาให้หยางซูเฟยกับฉีกุ้ยเฟยห้ำหั่นกันเอง เมื่อนั้นนางค่อยลงสนามก็ยังไม่สาย
เกาเสียนเฟยหันไปอีกทาง ก่อนจะเบ้ปากน้อยๆให้กับเนี่ยเต๋อเฟย เต๋อเฟยที่ไม่มีโอรสธิดาจะนับเป็อะไรได้
ด้านผู้นั่งบัลลังก์ัมองภาพตรงหน้าอย่างปวดพระทัย
‘บัดซบ! ข้าเป็ฮ่องเต้ประสาอะไร โอรสเพียงคนเดียวยังปกป้องไม่ได้’
ข้อเรียกร้องที่หยามเกียรติและศักดิ์ศรีแคว้นจิน สาส์นเจรจาสงบศึกไม่เรียกร้องสิ่งใด นอกเหนือจากสู่ขอองค์ชายห้าเฉินหย่งชางเป็พระชายาเอก โอรสที่ถูกวางตัวเป็องค์รัชทายาทของแคว้นกลับถูกขอไปเป็พระชายา
แม้ฮ่องเต้แคว้นจินมักใช้วิธีส่งเหล่าเชื้อพระวงศ์อภิเษกกับแคว้นต่างๆเพื่อลดศึกา ทว่าพระองค์ไม่เคยมีความคิดจะยกโอรสที่เกิดกับฉีกุ้ยเฟยให้แคว้นใด คราแรกที่ได้ทอดพระเนตรเนื้อความจากราชทูต ลือว่าถึงกับทรงกระอักพระโลหิตด้วยความคับแค้นพระทัย ทรงปฏิเสธและต่อรองเป็องค์ชายองค์หญิงองค์อื่น หากซือหม่าอวี้หลางปฏิเสธ ทางนั้น้าเพียงเฉินหย่งชางเท่านั้น
พระพักตร์หล่อเหลาเบือนหน้าไปอีกทางอย่างทำพระทัยไม่ได้ หากกลับสบกับวงหน้างามล้ำเ้าของดวงหทัยพอดี ฉีกุ้ยเฟยเมื่อสบพระเนตรสวามีก็รีบเสมองไปทางอื่น
‘เหลียนเอ๋อร์ เ้าคงเ็ปมากใช่หรือไม่ ข้าผิดต่อเ้ายิ่งนัก’
“หย่งชาง ได้เวลาแล้ว” เสียงทุ้มห้วนเอ่ยเตือน
ดวงตากลมวาวสี่คู่ตวัดมองคนพูดพร้อมกันราวกับนัดหมาย ใบหน้าแต่ละคนจ้องเขาราวกับโกรธเกลียดเขากันมาแต่ชาติปางก่อน
‘สนิทกันหรือ ถึงได้เรียกชื่อข้าเช่นนั้น’ องค์ชายห้าบ่นว่าในใจ
‘ข้าโตขึ้นเมื่อไหร่ จะยกทัพไปตีแคว้นเว่ยให้ราบเป็หน้ากลอง’ องค์ชายแปดจ้องไม่ลดละ
‘กล้าแย่งเสด็จพี่ข้าไป อีกหน่อยข้าจะแย่งของรักทั้งหมดของเ้ามา’ องค์ชายเก้าตั้งใจแน่วแน่
‘ข้าเกลียดท่าน คนใจร้าย’ องค์ชายสิบเม้มปากแน่น
ใบหน้าหล่อเหล่าราวเทพบุตรทว่าเรียบนิ่งกลับกระตุกเล็กน้อย เมื่อได้สบกับใบหน้าน่ารักจิ้มลิ้มของเ้าตัวจิ๋วตรงหน้า แม้อยากจะหัวเราะออกมาให้ลั่นวัง ทว่าจะขัดกับภาพลักษณ์ที่เขาอุตส่าห์สร้างมาหลายปี
“พวกเ้าช่าง...น่าเอ็นดูเสียจริง ดูๆไป ข้าอยากได้พวกเ้าทั้งสี่กลับแคว้นเว่ย...”
“อะไรนะ! / บังอาจ! / นี่เ้า! / มันจะมากเกินไปแล้ว!” เสียงเซ็งแซ่ดังทั่วท้องพระโรง
ครานี้ซือหม่าอวี้หลางอดไม่ไหวจริงๆ ใบหน้าหล่อนั้นคลี่ยิ้มอย่างสำราญใจ นึกอยากจะแกล้งต่ออีกสักหน่อย ทว่าดวงตากลมที่เคลือบน้ำใสบนใบหน้าเล็กๆทั้งสี่ทำให้เขาล้มเลิกความคิด
พลันใบหน้าคนๆหนึ่งก็ลอยเข้ามา ทำให้ร่างกำยำสั่นเล็กน้อย
‘ขืนตาเฒ่าประหลาดรู้เข้า ราวีข้าไม่เลิกแน่’
“ข้าล้อเล่น พวกเ้าอย่าได้คิดจริงจังนัก เห็นพี่น้องรักกันเช่นนี้ ข้าซาบซึ้งใจยิ่ง เอาเป็ว่าหากพวกเ้าคิดถึงพี่ชาย ก็มาหาได้ทุกเมื่อ แคว้นเว่ยยินดีต้อนรับ” ชายหนุ่มหันไปคารวะว่าที่พ่อตาแม่ยาย ก่อนจะคว้ามือเล็กกว่าขององค์ชายห้าเดินออกจากท้องพระโรงแคว้นจิน
“สินสอดทั้งหมดจะถูกส่งมาทันทีที่ข้าถึงแคว้นเว่ย พวกท่านไม่ต้องเป็ห่วง ทุกอย่างต้องสมพระเกียรติอย่างแน่นอน”
องค์ชายห้าหันกลับไปฝืนยิ้มอีกครั้งให้น้องๆที่น่ารักและเสด็จพ่อเสด็จแม่
“ชางเอ๋อร์” น้ำตาหยดแรกล่วงหล่นหลังจากที่เข้าวังมาสิบกว่าปี
“เสด็จพี่!” องค์ชายตัวน้อยยืนร้องไห้ขณะที่ถูกนางกำนัลของฉีกุ้ยเฟยดึงรั้งไว้
เมื่อร่างพี่ชายลับสายตา เด็กน้อยทั้งสามก็วิ่งเข้าไปกอดฉีกุ้ยเฟย คนเป็แม่กัดฟันแน่น นึกถึงยามที่ตนตั้งใจลอบออกไปพบรัชทายาทแคว้นเว่ยผู้นั้น
‘เหตุใดท่านถึงเลือกองค์ชายห้า เพียงเพราะ้าหยามเกียรติแคว้นจินงั้นหรือ’
‘นั่นเป็เพียงเหตุผลหนึ่ง แต่อีกเหตุผล คือข้า้าช่วยเขาต่างหาก’
‘ข้าไม่เข้าใจ’
‘ในสนามรบ หากไม่ได้ข้าช่วยไว้ ป่านนี้บุตรชายของท่านคงลงไปยมโลกแล้ว’ ฉีกุ้ยเฟยได้ฟัง ไม่นานก็เริ่มเข้าใจ
‘บุตรชายข้ากำลังจะถูกแต่งตั้งเป็รัชทายาท บรรดาสนมและขุนนางที่สนับสนุนองค์ชายองค์อื่นคงใช้โอกาสนี้สังหารเขา แล้วเหตุใดท่านถึงต้องช่วยบุตรชายข้า’
‘ถูกตาต้องใจ’
‘ท่านชอบบุรุษงั้นรึ’
ใบหน้าหล่อเหลาติดหยิ่งยโสผุดยิ้มมุมปาก พลางจ้องกลับคนงามตรงหน้า แววตาพราวระยับ
‘ฉีกุ้ยเฟยแน่ใจหรือว่าองค์ชายห้าเป็ ‘บุรุษ’ เช่นเดียวกันกับข้า’
‘นี่ท่าน!’ ฉีกุ้ยเฟยใแต่ก็รีบปรับสีหน้าให้สงบนิ่งดังเดิม
‘กุ้ยเฟยไม่ต้องกังวล ข้ารับปากว่าจะดูแลองค์ชายห้าเป็อย่างดี ตราบที่เขายังคงเป็พระชายาเอกของข้า ข้าจะไม่มีชายารอง อนุหรือนางอุ่นเตียงนางใดเป็อันขาด’
‘แต่ลูกข้ายังเยาว์นัก เหตุใดไม่หมั้น แล้วรออีกสักสองสามปี’ นางต่อรอง
‘เื่นั้นท่านว่าที่แม่ยายไม่ต้องกังวล ข้าไม่ใช่พวกชอบหักหาญน้ำใจใคร ข้าจะรอให้เขาเติบโตและยินยอมพร้อมใจเป็ชายาข้าด้วยความเต็มใจ ่เวลานี้ก็ศึกษานิสัยใจคอกันไปก่อน’
ฉีกุ้ยเฟยหายใจแรงสะบัดหน้าหนีด้วยความโมโห ว่าที่บุตรเขยเห็นดังนั้นก็เผยยิ้มเ้าเล่ห์ออกมา
‘ว่าที่บุตรเขยคนนี้เตือนท่านว่าที่แม่ยาย ความลับขององค์ชายห้า ก็มีผู้หวังดีจากวังหลังของท่าน แจ้งให้กับคนของข้า ระวังหยางซูเฟยไว้หน่อยนะพะยะค่ะ ท่านแม่ยาย’
ความลับของบุตรคนโตที่เก็บซ่อนไว้มานาน เหตุใดถึงมีคนล่วงรู้ ฉีกุ้ยเฟยก้มหน้ามองบุตรชายทั้งสาม หน้าตางดงามหมดจดนี้ไม่รู้ว่าเป็พรหรือคำสาป อายุเพียงเท่านี้ก็ฉายแววมาแต่ไกล
‘เกอ’ ประชากรจำนวนน้อย มีเพียงไม่กี่หยิบมือ ทว่ายิ่งมีน้อยกลับยิ่งมีคน้ามาก
ความงามที่เป็เอกลักษณ์และกลิ่นหอมเฉพาะยากนักจะปกปิด ฉีกุ้ยเฟยคือหนึ่งในจำนวนนั้นและบุตรของเขาก็เช่นกัน องค์ฮ่องเต้จึงทรงรักและหวงพวกเขามาก
ส่วนเฉินหย่งชางนั้น ‘พิเศษ’ กว่าเกอทั่วไปเพราะเพิ่งปรากฏปานบุปผาและกลิ่นเมื่อตอนห้าหนาว ความลับนี้มีไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ ทว่ามันกลับล่วงรู้ไปถึงหูหยางซูเฟย ทว่าด้วยนิสัยของนาง หากรู้เื่นี้มาก่อน ไม่มีทางนิ่งเงียบและรออย่างใจเย็น คาดว่าคงเพิ่งรู้ได้ไม่นาน ฉีกุ้ยเฟยปรายตามอง สนมคนอื่น ก่อนหยุดสายตาที่จางฮองเฮา
“ฝ่าา หม่อมฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวนัก ขอตัวกลับตำหนักพร้อมลูกๆก่อน” ฉีกุ้ยเฟยเอ่ยขอ
“เ้าไปพักเถอะ”
ฉีกุ้ยเฟยกลับออกไปพร้อมบุตรชาย บรรดาขุนนางหนุ่มน้อยใหญ่ต่างรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ยลโฉมคนงามต่อจนผู้นั่งบนบัลลังก์สูงสุดส่งสายตาด้วยความไม่พอใจ
ความงามของฉีกุ้ยเฟยนับเป็อันดับหนึ่งในแผ่นดิน ความงามนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อนเป็เหตุให้แผ่นดินนองเื บรรดาบุรุษมีอำนาจทั้งหลายต่างยื้อแย่ง รวมถึงฮ่องเต้แคว้นฉู่ที่้าตัวฉีจินเหลียนในขณะนั้น กระทั่งยกทัพไปตีแคว้นเว่ยเพื่อชิงตัวเขาแต่ก็ต้องพ่ายแพ้และเสียชีวิตในสนามรบ หลังจากนั้นก็เกิดาภายใน บ้านเมืองวุ่นวาย ฮ่องเต้แคว้นเว่ยสบโอกาส ยกทัพมาตีเข้ายึดแคว้นฉู่ สุดท้ายแคว้นฉู่ก็ล่มสลายไปในที่สุด
ส่วนเ้าตัวต้นเหตุกลับเลือกใช้ชีวิตกับฮ่องเต้แคว้นจินที่มีแต่ความมั่งคั่งทว่าอ่อนแอ่ที่สุดและที่แคว้นจินยังสงบสุขร่มเย็นมาถึงตอนนี้ ต้องยกความดีนี้ให้กับ ‘คนผู้หนึ่ง’ คนที่เอาชีวิตองค์รัชทายาทแคว้นเว่ยมากำราบความดุดันของฮ่องเต้กระหายาคนนั้น
กลางดึกคืนนั้น เสียงกรีดร้องดังขึ้นที่ตำหนักหยางซูเฟย ใบหน้าเ้าของตำหนักขาวซีด ใจเต้นรัวด้วยความใสุดขีด หลังจากตื่นขึ้นมากลางดึกก็พบกล่องไม้ปริศนาวางอยู่บนโต๊ะน้ำชา พระนางสงสัยแต่ไม่กล้าเปิดเอง จึงเรียกนางกำนัลหน้าห้องมาซักถาม หากไม่มีผู้ใดรู้ว่ากล่องไม้ใบใหญ่ถูกนำมาวางไว้ในห้องได้อย่างไรและเมื่อไหร่
ทว่าความอยากรู้ก็มีมาก จึงสั่งให้นางกำนัลนางหนึ่งเปิดกล่องไม้นั้น ทันทีที่เห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน ทั้งหมดต่างกรีดร้องออกมาอย่างใและหวาดกลัว
ชิ้นส่วนลูกตา ปาก มือ เท้าและใบหูมากมายปรากฏแก่สายตา ทั้งกลิ่นโลหิตก็คละคลุ้งไปทั่วห้อง ราวกับว่าชิ้นส่วนเหล่านี้เพิ่งถูกตัดมาได้ไม่นาน ก็ส่งตรงถึงห้องพระสนม
ขันทีด้านนอกวิ่งเข้ามาต่างใไม่แพ้เหล่านางกำนัล หากมีหนึ่งในนั้นตาดีและใจกล้าบอกให้เ้านายตนทราบ
“มีจดหมายด้วยพะย่ะค่ะ”
“เอามันมาให้ข้า” หยางซูเฟยพยายามข่มกายใจไม่ให้สั่นจนเสียสติ
‘ยามนี้องค์ชายห้าเฉินหย่งชางมีตำแหน่งเป็ไท่จื่อเฟย เป็ชายาเอกของข้า เปิ่นไท่จื่อนั้นเป็คนขี้หึงและขี้หวงมาก ไม่ชอบให้ชายาถูกผู้อื่นลอบมองและนำไปพูดลับหลัง ‘เศษขยะ’ ในกล่องเป็เพียงบทลงโทษเล็กๆสำหรับผู้กระทำผิดครั้งแรก หากมีครั้งต่อไป ข้าคงต้องหาเวลาไปขอคำชี้แนะเื่มารยาทกับองค์ชายรองเฉินหย่งรุ่ย ’
“กรี๊ด!” หยางซูเฟยขยำจดหมายนั้นทิ้งด้วยความโมโห
“ทำอวดเก่งไปเถอะ รัชทายาทแคว้นเว่ยแล้วอย่างไร ระหว่างเ้ากับหย่งรุ่ยลูกข้า ใครจะได้เป็ฮ่องเต้ก่อนกันยังไม่รู้ แคว้นเว่ยก็ใช่ว่าไม่มีคนอยากโค่นเ้าลงเสียหน่อย”