นางหลี่ว์ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็นตรงหน้า
ต้องเป็ภาพหลอนแน่ ๆ !
เป็ไปได้อย่างไรที่เสด็จพ่อจะดีต่อจูอวิ่นเถิงถึงเพียงนี้ ขนาดจูอวิ่นเหวินเองยังไม่เคยได้รับโอกาสให้นั่งเคียงข้างเช่นนี้เลย
ชั่วขณะนั้นนางหลี่ว์ถึงกับเสียขวัญ จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว นางหมอบอยู่กับพื้นจนลืมไปว่าควรจะทำอย่างไรต่อ
มีหรือที่จูหยวนจางจะมองไม่ออกว่าหลานชายตัวแสบคนนี้กำลังโอ้อวดใส่นางหลี่ว์
เพียงแต่จูหยวนจางแค่เหลือบมองจูอวิ่นเถิงสลับกับนางหลี่ว์ แล้วตกอยู่ในภวังค์ความคิดชั่วครู่
เ้าหลานดื้อคนนี้มีอคติต่อนางหลี่ว์อย่างรุนแรง เมื่อพิจารณาดูให้ดีในตอนนี้ ดูเหมือนมันจะไม่ใช่แค่เื่เข้าใจผิดธรรมดาเสียแล้ว
‘อวิ่นเถิงเสียมารดาไปั้แ่ยังเล็ก แม้นางหลี่ว์จะเป็มารดาเลี้ยงของเขา แต่ก็ไม่ใช่มารดาแท้ ๆ ความเอาใจใส่ส่วนใหญ่ย่อมทุ่มเทไปที่อวิ่นเหวิน ด้วยเหตุนี้อวิ่นเถิงจึงอาจรู้สึกว่านางไม่ยุติธรรมจนเกิดความคับแค้นใจสินะ!’
จูหยวนจางพยายามหาเหตุผลในใจให้กับจูอวิ่นเถิง จากผลการสืบสวนที่ผ่านมาของเขา นางหลี่ว์ไม่มีปัญหาใหญ่โตอะไร นางเป็คนเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมจริยธรรม และตั้งใจเลี้ยงดูบุตรของนางฉางจนเติบโต ก็นับว่าทำได้ดีมากจริง ๆ
แต่อาจจะมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่นางทำได้ไม่ถูกใจจูอวิ่นเถิง ประกอบกับตอนนี้จูอวิ่นเถิง้าจะชิงบัลลังก์ จึงย่อมมีท่าทีต่อต้านเป็ธรรมดา
ไม่นานนัก จูหยวนจางก็สลัดความคิดนั้นทิ้งแล้วถามขึ้นว่า “ลุกขึ้นเถอะ มีธุระอะไรหรือ?”
น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจปลุกให้นางหลี่ว์ตื่นจากอาการเหม่อลอย
“ขอบพระทัยเพคะเสด็จพ่อ!”
นางหลี่ว์ลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง เมื่ออยู่ต่อหน้าจูหยวนจาง นางเองก็ััได้ถึงความกดดันอยู่บ้าง จึงได้แต่ก้มหน้าแล้วกล่าวว่า “หม่อมฉันได้ยินมาว่า วันนี้อวิ่นเถิงล่วงเกินเบื้องสูง เป็เพราะหม่อมฉันอบรมสั่งสอนได้ไม่ดี จึงมาเพื่อทูลขอรับพระอาญาจากเสด็จพ่อเพคะ!”
คำพูดที่เตรียมมาแต่แรกถูกการกระทำของจูอวิ่นเถิงทำให้รวนไปหมด
ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ นางเลือกที่จะเป็ฝ่ายยอมรับผิดก่อน
นาง้าดึงความรับผิดชอบทั้งหมดมาไว้ที่ตัวเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่านางเป็แม่เลี้ยงที่มีความรับผิดชอบ อีกทั้งยังเป็การตอกย้ำภาพลักษณ์คนดีของตนเอง และเป็การเพิ่มแต้มต่อให้กับจูอวิ่นเหวินไปในตัว
ถือว่าไม่เลว!
จูหยวนจางฟังคำพูดของนางหลี่ว์แล้วก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“นอกจากนี้ยังมี...”
นางหลี่ว์เอ่ยขึ้นพลางทำท่าทีลังเล “หม่อมฉันไม่ทราบว่าควรพูดดีหรือไม่”
จูหยวนจางกล่าวว่า “มีอะไรก็ว่ามา ข้าไม่โทษเ้าหรอก”
“หม่อมฉันขอเสียมารยาทนะเพคะ”
นางหลี่ว์ก้มศีรษะลงและเอ่ยเบา ๆ ว่า “พี่หญิงฉางคือพระชายาเอกในองค์รัชทายาท และอวิ่นเถิงก็เป็ทายาทสายตรงของนาง หม่อมฉันขอบพระทัยเสด็จพ่อที่ทรงเมตตาให้โอกาสอันล้ำค่าแก่อวิ่นเหวิน แต่หม่อมฉันไม่อาจทำผิดต่อพี่หญิงฉางได้ อวิ่นเถิงต่างหากที่เหมาะสมที่สุด ขอเสด็จพ่อได้โปรดถอนพระราชโองการเถิดเพคะ”
เมื่อกล่าวจบ นางก็ย่อตัวคำนับอีกครั้ง
เป็การแสดงออกในลักษณะที่ว่า 'ลูกชายของข้าไม่อยากจะชิงอะไร เพียงแต่้าหลีกทางให้ด้วยความกตัญญูพี่น้องรักใคร่กัน'
ท่าทีต้องทำให้ดี แสดงให้ถูกจังหวะ เพื่อทำให้จูหยวนจางสบายใจ
จูอวิ่นเถิงรู้สึกว่านางหลี่ว์คนนี้ช่างเล่นละครได้เก่งจริง ๆ
แต่น่าแปลกที่จูหยวนจางชอบอะไรแบบนี้ และพวกเขาก็จับจุดอ่อนของจูหยวนจางได้แม่นยำ นั่นคือการเน้นเื่ความสัมพันธ์ทางสายเื
เริ่มจากการเข้าหาทางความรักความผูกพัน วางตัวเองไว้ในที่สูงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้น่าเชื่อถือ
จูอวิ่นเถิงลอบนินทาในใจ มิน่าล่ะ ตาเฒ่าจูถึงรักจูอวิ่นเหวินนักหนา และมองว่านางหลี่ว์เป็คนดี ที่แท้คนพวกนี้ก็เป็นักแสดงระดับปรมาจารย์นี่เอง
“เ้าคิดมากไปแล้ว”
จูหยวนจางไม่ได้โกรธ เขาพยักหน้าพลางกล่าวว่า “เื่บางอย่างข้าจะพิจารณาเอง ไม่จำเป็ต้องให้เ้ามาออกความเห็น หากไม่มีเื่อื่นแล้ว เ้าก็กลับไปดูแลอวิ่นเหวินเถอะ ป่านนี้เ้าเด็กคนนั้นคงจะกำลังเสียใจมากแน่”
จากเดิมที่เกือบจะได้เป็พระนัดดารัชทายาทอยู่แล้ว แต่ก้าวสุดท้ายกลับถูกจูอวิ่นเถิงเข้ามาพังลงจนได้
ไม่มีราชโองการ ไม่มีตำแหน่งพระนัดดารัชทายาท จะเป็ไปได้อย่างไรที่จูอวิ่นเหวินจะไม่เสียใจ
จูหยวนจางย่อมรู้ดีว่าจูอวิ่นเหวินคิดอย่างไร ต่อให้จะแสดงออกว่ากตัญญูหรือสงบนิ่งเพียงใด แต่ความรู้สึกในตอนนี้ย่อมไม่ดีแน่
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อที่ทรงเป็ห่วง หม่อมฉันขอทูลลาเพคะ”
นางหลี่ว์คอยสังเกตน้ำเสียงของจูหยวนจาง เมื่อเห็นว่ายังไม่มีท่าทีตำหนินาง อีกทั้งยังห่วงใยจูอวิ่นเหวิน จึงรู้ว่าการแสดงเมื่อครู่นับว่าทำได้ดีพอ และสร้างความประทับใจได้แล้ว
ในเมื่อมีรับสั่งให้กลับ นางย่อมไม่สามารถทำตัวหน้าด้านขออยู่ต่อได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อก้าวพ้นออกจากตำหนักเฉียนชิง แววตาของนางก็เปลี่ยนเป็เ็าขึ้นมาทันที ปลายเล็บเกือบจะจิกเข้าไปในฝ่ามือ
ต่อให้จูหยวนจางจะห่วงใยจูอวิ่นเหวินมากเพียงใด ก็ยังเทียบไม่ได้กับการที่จูอวิ่นเถิงได้รับอนุญาตให้นั่งเคียงข้างเขา
อย่าลืมว่าจูอวิ่นเถิงยังมีฐานะเป็บุตรที่เกิดจากภรรยาเอกอีกด้วย
สายเืสายตรงคนนี้เป็ภัยคุกคามต่อจูอวิ่นเหวินอย่างใหญ่หลวงนัก!
นางหลี่ว์ไม่ได้รั้งรอ นางมาอย่างรวดเร็วและกลับไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
“อวิ่นเถิง เ้าคิดอย่างไร?” จูหยวนจางถาม
จูอวิ่นเถิงตอบว่า “แสดงได้แเีดีพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อนางเห็นเขานั่งเคียงข้างจูหยวนจางก็เริ่มจากตื่นตระหนก จากนั้นจึงใช้กลยุทธ์ถอยเพื่อรุกทันที ปากบอกว่าไม่อยากชิงตำแหน่ง แต่ในใจจริงกลับตรงกันข้าม
สตรีที่ใช้ชีวิตอยู่ในวัง ล้วนไม่มีใครที่ธรรมดาเลยจริง ๆ
หากไม่มีลูกไม้รัดตัว นางหลี่ว์ก็คงไม่ได้ครองตำแหน่งพระชายารัชทายาทเป็แน่
จูหยวนจางไม่ได้ออกความเห็นเื่นางหลี่ว์ต่อ แม้เขาจะพอใจในตัวนาง แต่เขาก็มองออกว่านางหลี่ว์คิดอะไรอยู่ เพียงแค่ไม่อยากฉีกหน้าก็เท่านั้น
การที่ไม่ประกาศราชโองการในวันนี้ และไม่ลงโทษจูอวิ่นเถิง เป็การส่งสัญญาณไปภายนอกว่า เขาอนุญาตให้เกิดการแย่งชิงบัลลังก์ได้ ใครที่มีความสามารถมากที่สุด คนคนนั้นย่อมได้รับตำแหน่งผู้สืบบัลลังก์ไป
การที่นางหลี่ว์มาเพื่อลองหยั่งเชิงนั้นถือเป็เื่ปกติ
ตราบใดที่ยังอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม จูหยวนจางก็ยอมให้นางหลี่ว์เล่นละครเพื่อผลประโยชน์ของจูอวิ่นเหวินได้
“กลับมาเื่เมื่อครู่กันต่อเถอะ” จูหยวนจางกล่าวอีกครั้ง “เ้าบอกว่าไม่ต้องพึ่งพาหลานอวี้ แล้วจะให้ข้าแต่งตั้งเ้าได้อย่างไร?”
จูอวิ่นเถิงในวันนี้ทำให้เขาประหลาดใจจริง ๆ เมื่อก่อนเขาสนใจแต่จูอวิ่นเหวิน แต่ตอนนี้เขาอยากจะลองหันมาสนใจจูอวิ่นเถิงดูบ้าง และอยากเห็นความสามารถของหลานคนนี้
“ใช้ประโยชน์จากหลานอวี้พ่ะย่ะค่ะ”
จูอวิ่นเถิงพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “วันนี้ที่หลานพูดเปิดอกออกมาเช่นนั้น ก็เพื่อที่จะช่วยชีวิตของหลานอวี้ ต่อให้ในอนาคตเสด็จปู่อยากจะฆ่าพวกเขา พระองค์ก็จะไม่สามารถหาข้ออ้างมาปะาได้ง่าย ๆ อีก”
จูหยวนจางพยักหน้าช้า ๆ เป็ความจริงตามนั้น หลานดื้อคนนี้ได้คำนวณเอาไว้หมดแล้ว รวมถึงวางแผนหลอกล่อเขาเพื่อช่วยชีวิตหลานอวี้ก็ด้วย
“ไม่ว่าจะแต่งตั้งหลานหรือจูอวิ่นเหวิน ในสายตาของเสด็จปู่ พวกหลานอวี้ก็ยังคงเป็ผู้ที่ต้องถูกกำจัดทิ้งสถานเดียว การที่หลานช่วยพวกเขาไว้ในตอนนี้ ก็เพื่อที่จะนำพวกเขามาใช้ประโยชน์ในภายหลัง และในขณะเดียวกัน หลาน้าพิสูจน์ให้เสด็จปู่เห็นอย่างหนึ่ง ซึ่งนั่นคือกุญแจสำคัญในการชิงตำแหน่งของหลานพ่ะย่ะค่ะ”
จูอวิ่นเถิงนั่งอยู่ข้างกายตาเฒ่าจู พูดถึงแผนการของตัวเองด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
“เื่อะไรหรือ?” จูหยวนจางถามด้วยความสนใจ
จูอวิ่นเถิงตอบกลับว่า “หลานมีความสามารถพอที่จะควบคุมเหล่าขุนศึกหวยซีอย่างพวกหลานอวี้ไว้ได้ ตอนที่เสด็จพ่อยังอยู่ พวกเขาไม่กล้าแข็งข้อ บัดนี้เมื่อเป็หลาน พวกเขาก็จะยังคงไม่กล้าเช่นเดิม และจะเชื่อฟังหลานอย่างว่าง่าย ภายใต้การควบคุมของหลาน พวกเขาไม่มีทางที่จะเป็กลุ่มญาติฝ่ายภรรยาที่เข้ามาแทรกแซงกิจการบ้านเมืองจนระส่ำระสายได้อย่างแน่นอน”
“พูดได้ดี!” ั์ตาของจูหยวนจางเป็ประกาย
สิ่งที่จูอวิ่นเถิงพูดออกมา ตรงกับสิ่งที่เขากำลังกังวลอยู่พอดิบพอดี
หลานอวี้โอหังจองหองและคุมยาก ขุนศึกสายหวยซีเองก็มีบารมีล้นหลาม
ในเมื่อจูเปียวไม่อยู่แล้ว ต่อไปคงไม่มีใครที่เอาชนะใจและคุมคนพวกนี้ให้อยู่หมัดได้
ด้วยเหตุนี้ ตาเฒ่าจูจึงคิดจะกวาดล้างพวกเขาไปพร้อมกับตนเองก่อนที่จะลาโลกไป
แต่ถ้าสามารถสยบขุนศึกหวยซีได้จริง ๆ พระนัดดารัชทายาทก็จะมีทางเลือกใหม่ขึ้นมาทันทีในใจของจูหยวนจาง
จุดเด่นของจูอวิ่นเหวินอยู่ที่ความกตัญญูและโอบอ้อมอารี ซึ่งขุนนางฝ่ายบุ๋นพร้อมสนับสนุนเพราะเขามีส่วนคล้ายจูเปียวมาก
แต่จูหยวนจางก็รู้ดีว่ามันแค่คล้ายที่ภายนอก ความจริงยังห่างชั้นกับจูเปียวอยู่อีกไกล
พอมองกลับมาที่จูอวิ่นเถิง จูหยวนจางเริ่มมองว่าเ้าหลานดื้อที่กล้าหาญมุทะลุคนนี้ ดูเหมือนจะมีความละม้ายคล้ายกับตนเองมากกว่าเสียอีก