เซินหลางเหอก้าวเดินอย่างคล่องแคล่วไปยังลานไม้ที่ทอดยื่นออกไปตรงมุมสระน้ำทันที เขาก้าวขึ้นไปบนลานไม้หนานมู่[1] กลิ่นไม้เปียกชื้นด้วยไอน้ำลอยคลุ้งในอากาศ เด็กน้อยก้มลงหยิบถังไม้เก่าที่ตั้งอยู่มุมลานขึ้นมา ทั้งสองมือเล็กกระชับหูจับแน่น ก่อนจะหย่อนมันลงไปในสระ น้ำเย็นใสไหลทะลักเข้ามาในถังอย่างรวดเร็ว เสียง ฉ่า…ดังเบาๆภายในถังไม้
เพียงครู่เดียว น้ำในถังก็เต็มปริ่ม เขาออกแรงดึงขึ้นมา ร่างเล็กเอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อยเพื่อถ่วงน้ำหนัก แล้ววางมันลงบนพื้นไม้ด้วยความระมัดระวัง หยดน้ำกระเซ็นออกมาเป็หยดเล็กๆตกต้องหลังมือของเขา
สายตาเขาเหลือบไปเห็นกระบวยไม้ที่แขวนอยู่บนรั้วลาน เขาจึงหยิบมันมาถือไว้ในมือโดยไม่คิดอะไรมาก ก่อนจะโน้มตัวลงตั้งใจจะยกถังน้ำขึ้นเพื่อนำไปยังแปลงสมุนไพร คราวนี้เขาพยายามจะใช้เพียงมือเดียว แต่เพียงยกขึ้นยังไม่ถึงหนึ่งชุ่น[2] แขนเล็กๆ ก็สั่นเทาราวกับกิ่งไผ่ต้องลม น้ำหนักของถังน้ำ หนักเกินกว่าที่ร่างกายของเด็กอายุเพียงเท่านี้จะรับได้
เขาชะงัก หยุดหายใจชั่วครู่ สายตาจับจ้องสลับไปมาระหว่างถังน้ำและกระบวยในมือ พลันขมวดคิ้วเล็กน้อย คำถามผุดขึ้นในใจ “จะถือถังน้ำสองมือได้อย่างไร ในเมื่อมืออีกข้างถือกระบวยอยู่?”
ความคิดวนเวียนอยู่เพียงชั่วอึดใจ เด็กน้อยก็คลายคิ้วลง ดวงตาสว่างวาบราวกับได้รับคำตอบจากตนเอง “เหตุใดต้องถือมันทั้งสองอย่างแยกกันด้วยเล่า?”
เขาจึงก้มลงหย่อนกระบวยลงไปในถังน้ำ ปล่อยให้มันลอยวนอยู่บนผิวน้ำอย่างอิสระ คราวนี้มือทั้งสองก็ว่างพอที่จะจับหูถังได้ถนัด เขาสูดลมหายใจลึกหนึ่งครั้ง ก่อนจะออกแรงยกถังน้ำขึ้นมาด้วยสองมืออย่างมั่นคง
แล้วจึงเริ่มออกเดินกลับตามทางเดิม…
ทว่าเส้นทางที่ดูเหมือนสั้นกลับยืดยาวเมื่อต้องแบกภาระอันหนักอึ้ง น้ำในถังไหววูบทุกย่างก้าว เขาต้องประคองด้วยความระวังเพื่อไม่ให้น้ำกระฉอกออกไปจากถัง แขนน้อยๆ เริ่มสั่นเทาด้วยความเหน็ดเหนื่อย ความเมื่อยล้าจากบ่าค่อยๆ แผ่ออกไปจนถึงปลายนิ้ว เซินหลางเหอกัดฟันแน่น เเต่เดินได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดพัก หายใจหอบถี่ แก้มทั้งสองแดงก่ำจากแรงกดดันของน้ำหนักที่แบกรับ
หลังจากพยายามอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดเขาก็แบกถังไม้ที่น้ำเหลือเพียงเจ็ดในสิบส่วนกลับมาถึงแปลงสมุนไพรได้เขาวางถังลงอย่างนุ่มนวล เสียงไม้กระทบพื้นดังเบาๆ แล้วหยิบกระบวยจากในถังขึ้นมา ตักน้ำทีละช้อนรดลงบนสมุนไพรทั้งสี่แปลงอย่างเท่าเทียม
น้ำเย็นซึมลงสู่ดิน ส่งกลิ่นความชื้นผสมกับกลิ่นสมุนไพรลอยขึ้นแตะจมูก อากาศรอบๆ ดูสงบเย็นลงราวกับพืชพรรณเล็กๆ เหล่านี้กำลังตอบรับความชุ่มชื้นที่ได้รับ
เมื่อเสร็จสิ้น เซินหลางเหอย่อตัวลง กวาดสายตามองตรวจแปลงสมุนไพรทีละต้นอย่างละเอียด ราวกับเป็สมบัติสำคัญที่ต้องปกป้อง จากนั้นจึงค่อยๆ เดินไปหาที่ร่มใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆนั่น
เขาทรุดนั่งพิงลำต้น หอบหายใจหนัก แผ่นอกเล็กกระเพื่อมขึ้นลงเป็จังหวะ รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นบนริมฝีปาก ราวกับรู้ในใจว่าตนได้ทำสำเร็จแล้วหนึ่งขั้น เขาคอยท่าด้วยใจสงสัยว่าชายชราผู้นั้นจะกลับมาเมื่อใด และจะมีคำชี้แนะใดให้อีกหรือไม่ ขณะที่แววตาค่อยๆ เผยความง่วงงุนออกมา...
...
หลังจากผ่านไปราวสองชั่วยาม ดวงตะวันเริ่มเคลื่อนคล้อยสู่กึ่งกลางนภา แสงสีทองสาดทอเหนือสวนสมุนไพรนับร้อยชนิดที่เรียงรายเป็ระเบียบ กลิ่นหอมปนขมของสมุนไพรลอยคลุ้งปะปนกับกลิ่นดินชื้นจากการรดน้ำเมื่อครู่ ลมสายหนึ่งพัดผ่านแ่เบา กวัดไกวใบไม้ให้ไหวเอน ร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ทอดคลุมลงบนร่างเด็กน้อยผู้หนึ่ง
ใต้เงาร่มไม้ เซินหลางเหอนอนขดตัวอยู่บนพื้นหญ้า แผ่นอกขยับขึ้นลงสม่ำเสมอ ใบหน้าไร้ซึ่งความกังวล คงเป็เพราะความเหน็ดเหนื่อยจากการแบกถังน้ำเมื่อครู่ ประกอบกับบรรยากาศอันร่มรื่นและลมเย็นที่พัดโชยมา ทำให้เขาเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
ในขณะที่เด็กน้อยหลับลึกอย่างไม่รับรู้สิ่งใด พลันมีเสียงฝีเท้าดัง ตึก…ตึก…จากที่ไกล เสียงนั้นมั่นคงและไม่เร่งร้อน คล้ายใครบางคนกำลังเดินลัดเลาะมาทางสวนสมุนไพร ฝีเท้าขยับใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ตรงหน้าของเขา จู่ๆ ความรู้สึกเย็นเฉียบก็แผ่ซ่านมาถึงใบหน้า เซินหลางเหอรู้สึกเหมือนถูกอะไรบางอย่างแตะต้อง จึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างงุนงง
ภาพแรกที่เห็นคือปลายเท้าของใครบางคน เขาเงยหน้าขึ้นทีละน้อย ดวงตาที่พร่าเลือนค่อยๆปรับโฟกัส กระทั่งเห็นภาพตรงหน้าอย่างชัดเจน เขาเห็นเด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งกำลังนั่งยองๆ อยู่ตรงหน้าเขา เด็กน้อยผู้นี้สวมเสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำตาลหยาบๆ แลดูสะอาดสะอ้าน ผมเผ้าถูกมัดรวบไว้ด้วยเชือกอย่างเรียบง่าย ใบหน้ากลมแป้น ดวงตากลมโตเป็ประกายสดใสกำลังจ้องมองเขาด้วยความสนใจ
เด็กชายคนนั้นยกมือขึ้นชี้ไปที่แก้มของเซินหลางเหอพร้อมพูดว่า “เ้าคงหลับสบายมากสินะ ถึงขนาดมีแมลงตัวนี้มาเกาะหน้าก็ยังไม่รู้ตัว”
เสียงนั้นแฝงแววขี้เล่น ปลุกให้เซินหลางเหอค่อยๆตื่นขึ้นจากภวังค์ เขารู้สึกถึงััเย็นๆบางเบาที่แก้ม คล้ายกับขาเล็กๆ ของสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วกำลังเคลื่อนไหวอย่างแ่เบา
เมื่อเขาค่อยๆ ลืมตาและหันสายตาไปตามปลายนิ้วของอีกฝ่าย ก็พบว่ามีแมลงปีกแข็งสีเขียวมรกตตัวหนึ่งเกาะอยู่บนแก้ม ปีกมันแวววับสะท้อนแสงตะวัน ส่วนหนวดยาวสั่นไหวราวกับกำลังสำรวจโลกใบใหม่ที่เพิ่งเหยียบย่างมา
เซินหลางเหอขยับหน้าหลบเล็กน้อย ก่อนยกมือปัดเบาๆ ให้แมลงตัวนั้นบินออกไป มันกระพือปีกส่งเสียง วิ้ง แ่เบา แล้วลอยหายเข้าไปในดงสมุนไพรทันที
เขาสูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง ขยี้ตาไล่ความง่วงอย่างช้าๆ ก่อนจะยันกายลุกขึ้นนั่ง ภาพเบื้องหน้าค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นรอยยิ้มสดใสของเด็กชายตรงหน้า
“เ้า...เ้าเป็ใคร?” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงติดๆ ขัดๆ
เด็กชายตัวน้อยยิ้มกว้างกว่าเดิม พลางประสานมือคารวะอย่างน่ารัก
“ข้ามีนามว่า ซ่งอวี่ อาศัยอยู่หมู่บ้านเชิงเขานี้ เ้าไม่ต้องกังวล ท่านปู่ไป๋สั่งให้ข้ามาชวนเ้ากินข้าวเที่ยงด้วยกัน”
“ท่านปู่ไป๋…” เซินหลางเหอพึมพำกับตนเองเบาๆ พลางขมวดคิ้ว ปู่ไป๋?
ซ่งอวี่เหมือนจะเข้าใจความสับสนของเขา จึงเสริมขึ้นทันที “ท่านปู่ ไป๋ชิงหยุน เ้าของสวนสมุนไพรแห่งนี้”
ดวงตาของเซินหลางเหอเบิกกว้างทันที
“ที่แท้...ท่านผู้าุโผู้นั้นมีนามเช่นนี้! หากเ้ามิเอ่ย ข้าคงนึกสับสนกับ ท่านลุงไป่ ของพี่หญิงของข้าเป็แน่”
ซ่งอวี่หัวเราะคิกคัก “ฮ่าๆๆ เช่นนั้นก็ยิ่งต้องไปพบด้วยตนเอง จะได้จำได้แม่นยำ”
เซินหลางเหอนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม
“แล้วท่านปู่ไป๋ไม่ได้พักอยู่ในเรือนหลังนี้หรือ?”
“ท่านปู่ไป๋พักอยู่ที่เรือนหลังนี้ แต่ปกติแล้วท่านไม่ค่อยเข้ามาพักเท่าไรนักหรอก ท่านจะเข้าไปในป่าเพื่อหาพืชสมุนไพรหายากเสียมากกว่า หากเ้าอยากรู้เื่ของท่านปู่ไป๋ เราไปกินข้าวกันก่อนดีกว่า แล้วข้าจะเล่าให้ฟัง”
ซ่งอวี่กล่าวเชื้อเชิญด้วยรอยยิ้ม เซินหลางเหอพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินตามซ่งอวี่ไปทันที
เขาเดินตามซ่งอวี่ด้วยฝีเท้าเนิบนาบ ฝีเท้าเด็กน้อยทั้งสองเบายิ่งจนแทบไม่รบกวนสายลมที่พัดผ่านใบสมุนไพรในสวน เส้นทางคดเคี้ยวในสวนพาเขามาถึงเรือนไม้ที่ตั้งเด่นเป็สง่าตรงหน้าสวน เรียบง่ายแต่ทรงพลัง กลิ่นไม้เก่าผสานกลิ่นสมุนไพรหอมกรุ่นลอยอบอวลเต็มอากาศ
พวกเขามิได้ตรงเข้าสู่ตัวเรือน หากแต่ซ่งอวี่นำอ้อมไปทางด้านข้าง ที่นั่นมีลานกว้างเล็กๆ ปูพื้นด้วยดินอัดแน่นเรียบสะอาด ใต้ร่มไม้ใหญ่กลางลานตั้งโต๊ะไม้หนานมู่เก่าแต่แข็งแรง ล้อมรอบด้วยเก้าอี้ไม้ห้าตัว วางอย่างเป็ระเบียบ
ที่นั่น เซินหลางเหอเห็นเด็กชายสองคนกำลังนั่งรออยู่ เด็กทั้งสองมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับซ่งอวี่ และเมื่อเห็นซ่งอวี่เดินมาพร้อมแขกแปลกหน้า สายตาทั้งคู่ก็หันมาจับจ้องเเละเต็มไปด้วยความสงสัย
เมื่อทั้งสองคนเดินเข้ามาใกล้ ซ่งอวี่ก็ประสานมือพลางผายมือไปยังสหายทั้งสองของเขา
“สหาย ข้าจะจะเเนะนำ สหายทั้งสองของข้าผู้นี้มีนามว่า ฟางลี่ และ เหยาิ”
ฟางลี่และเหยาิลุกขึ้นยืนในทันที ฟางลี่มีใบหน้าคมเข้ม ผิวสีแทน แววตาฉายแววมุ่งมั่น ส่วนเหยาิมีใบหน้ากลมมนน่ารัก ยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา เด็กทั้งสองต่างประสานมือคารวะเซินหลางเหออย่างพร้อมเพรียงกัน
“คารวะสหายผู้นี้” ฟางลี่เอ่ยด้วยเสียงทุ้ม “ข้าฟางลี่”
“ข้าเหยาิ” เหยาิกล่าวเสริมด้วยรอยยิ้มสดใส
เซินหลางเหอรีบประสานมือตอบ
“ข้าแซ่เซิน นามหลางเหอ อายุสิบขวบ ยินดีที่ได้รู้จักกับพวกเ้า”
ซ่งอวี่ได้ยินเซินหลางเหอบอกอายุของตน ก็รีบกล่าวขึ้นด้วยความภูมิใจ
“ข้าเก้าขวบ”
“ข้าแปดขวบ” ฟางลี่กล่าว
“ข้าก็แปดขวบเช่นกัน” เหยาิเสริม
ทันใดนั้นซ่งอวี่ก็หันหน้ามามองเซินหลางเหอด้วยแววตาเป็ประกาย
“ในพวกเราสี่คน เ้าาุโสุด เช่นนั้นพวกเราจะขอเรียกเ้าว่า พี่ใหญ่ เ้าว่าอย่างไร?”
เซินหลางเหอยิ้มบางๆ น้ำเสียงนุ่มนวล
“อย่างไรก็ได้ ข้าไม่มีปัญหา”
ซ่งอวี่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ดี! เช่นนั้นข้าก็เป็ พี่รอง ส่วนพวกเ้า…” เขากล่าวพลางมองไปยังสหายทั้งสอง
ทันใดนั้นฟางลี่ก็กล่าวออกมาอย่างฉะฉาน
“ข้าเกิดก่อนเ้าห้าวัน ดังนั้นเ้าคือคนที่อ่อนเยาว์ที่สุดในหมู่พวกเรา เช่นนั้นเ้าเป็ น้องสี่”เขาหันไปมองสหายข้างกาย
เหยาิพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ตกลงตามนั้น!”
เซินหลางเหอมองภาพเด็กชายทั้งสามกำลังจัดลำดับพี่น้องอย่างออกรสออกชาติ ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในหัวใจอย่างประหลาด นับั้แ่ที่เขามาอยู่ที่นี่ ข้างกายเขาไม่มีเพื่อนสักคน การได้รับการดูแลด้วยความจริงใจเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกถึงความผูกพันขึ้นในใจ ใบหน้าอ่อนเยาว์เผยรอยยิ้มออกมาอย่างจริงใจ จนเขาเอ่ยปากกล่าวประโยคหนึ่งขึ้นมา
“ต่อไปนี้ ข้ามิได้อยู่เพียงลำพังแล้ว”
คำกล่าวของเขาทำให้เด็กน้อยทั้งสามมองหน้ากัน ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน บรรยากาศเฮฮาและอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
เมื่อเสียงหัวเราะจางลง เซินหลางเหอก็ยกมือกุมท้อง
“แล้วอาหารเล่า? ท้องข้าเริ่มส่งเสียงแล้ว”
เหยาิรีบตอบ
“พี่ใหญ่ ท่านปู่ไป๋บอกให้พวกเรารอสักหน่อย เดี๋ยวท่านจะนำมาให้”
เซินหลางเหอพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
“เช่นนั้นทุกคนก็ขึ้นนั่งบนเก้าอี้รอผู้าุโไป๋เถิด”
เด็กน้อยทั้งสามพยักหน้าพร้อมกัน ก่อนจะเดินไปนั่งประจำที่บนเก้าอี้อย่างว่าง่าย ราวกับยอมรับเซินหลางเหอเป็พี่ใหญ่อย่างสมบูรณ์แล้ว สายลมอ่อนโยนพัดพากลิ่นสมุนไพรหอมกรุ่นลอยแ่ผ่าน บรรยากาศเรียบง่ายซ่อนความผูกพันที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน...
---------------------------------------
[1]ไม้หนานมู่(楠木) คือ ไม้เนื้ออ่อนที่มีความทนทานสูงชนิดหนึ่ง มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและเอเชียใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตอนใต้ของจีน ไม้หนานมู่เป็ไม้ที่มีค่าและถูกนำมาใช้ประโยชน์หลากหลาย
[2] ชุ่น (寸) เป็หน่วยวัดความยาวในระบบการวัดแบบจีนโบราณ โดย 1 ชุ่น จะเท่ากับ 1/10 ของฉื่อ (尺) และ 1/100 ของจั้ง (丈) ในระบบเมตริก 1 ชุ่น จะประมาณ 3.33 เิเ