ตอนที่ 8 : เปลวไฟใต้เงากระบี่
แสงอรุณส่องผ่านยอดเขาไท่ซาน ลมยามเช้าพัดต้องยอดไม้ส่งเสียงกรอบแกรบ เมิ่งหลงตื่นขึ้นแต่ฟ้ายังไม่สาง เขาหิ้วถังน้ำออกจากโรงรับใช้ตามปกติ แต่หัวใจกลับสงบผิดปกติ หลังจากคืนที่พลังในร่างเริ่มนิ่งและมั่นคงขึ้นอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
เขาไม่รู้เลยว่า เช้าวันนี้จะไม่เหมือนวันอื่นอีกต่อไป
เสียงฝีเท้าหนักดังขึ้นจากทางเดิน
“ตึง… ตึง… ตึง…”
ศิษย์ในโรงรับใช้ที่กำลังจะออกไปทำงานพากันหยุดชะงัก เมื่อเห็นกลุ่มศิษย์ชั้นในราวห้าคนเดินตรงเข้ามา นำโดยชายร่างสูงสวมชุดสีครามประดับตรากระบี่เงิน มู่ไห่ตง ศิษย์เอกตำหนักกระบี่อันเลื่องชื่อ
“อ้าว… นี่เ้าศิษย์นอกสำนักผู้ยิ่งใหญ่ของเราไม่ใช่หรือ?” มู่ไห่ตงเอ่ยเสียงเยาะ มือกอดอก
“หาบน้ำแต่เช้าเชียว ขยันดีนี่นา หรือว่าอยากได้รางวัลจากผู้าุโ?”
เสียงหัวเราะเย้ยดังจากศิษย์พรรคพวกข้างหลัง
“ฮ่า ๆ ๆ อย่าว่าแต่รางวัลเลย ข้าได้ยินว่าเขายังไม่ได้กินข้าวเช้า— คงต้องกินน้ำแทนแล้วละมั้ง”
เมิ่งหลงวางถังน้ำลงช้า ๆ เงยหน้าขึ้นอย่างสงบ
“ศิษย์พี่มู่ หากมาหาเื่ข้าไม่มีเวลาตอบรับ”
“หาเื่?” มู่ไห่ตงหัวเราะเย็น
“เ้าคิดว่าคำพูดของเ้ามีค่านับเป็การต่อปากกับข้าได้หรือ?”
เขาเอื้อมมือผลักอกเมิ่งหลงเต็มแรงจนอีกฝ่ายถอยหลังชนโอ่งน้ำหกกระเซ็น
ศิษย์ในโรงรับใช้หลายคนหน้าซีด พากันถอยไปอยู่มุมห้อง ไม่กล้าเข้ามาช่วย
“ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ ว่าคนอย่างเ้าควรอยู่แต่ในคอก ไม่ต้องออกมาเดินให้เกะกะสายตา” มู่ไห่ตงพูดเสียงเย็น ก่อนสะบัดมือเรียกกระบี่ออกจากฝัก
เสียง “ชี่!” ของกระบี่ที่เฉือนอากาศทำให้บรรยากาศหนักอึ้ง
ใบมีดบางเฉียบสะท้อนแสงเช้าจนแสบตา
“อย่ามากเกินไปนัก ศิษย์พี่” เมิ่งหลงเอ่ยเสียงต่ำ
“หึ เ้ากล้าขู่ข้า?”
มู่ไห่ตงแสยะยิ้มก่อนพุ่งกระบี่ใส่รวดเร็วราวสายฟ้า
เมิ่งหลงเบี่ยงตัวหลบโดยสัญชาตญาณ มือขวาแตะพื้นเบา ๆ แล้วพุ่งออกข้าง ท่วงท่าที่เกิดขึ้นเองโดยไม่ได้ตั้งใจราวกับมีพลังบางอย่างในร่างคอยชี้นำ
เปลวไฟแ่บางลุกขึ้นจากฝ่ามือ มองแทบไม่เห็นในแสงอาทิตย์ แต่ความร้อนนั้นทำให้ใบหญ้ารอบ ๆ แห้งผาก
“อะไรน่ะ!?” ศิษย์คนหนึ่งอุทาน
มู่ไห่ตงชะงักเล็กน้อย แต่ก็เหยียดยิ้ม “ของเล่นหรือไง!”
เขาตวัดกระบี่อีกครั้ง แต่คราวนี้เมิ่งหลงยกมือป้อง รับคมกระบี่ไว้ตรงกลางเปลวไฟที่หมุนรอบมือ
เสียง “ฉึบ!” ดังพร้อมกับประกายไฟพุ่งวาบ แทนที่จะถูกฟัน เมิ่งหลงกลับยังยืนอยู่ พลังธาตุไฟจากร่างเขาไหลตามแรงกระบี่ ทำให้กระแสพลังของมู่ไห่ตงสะท้อนกลับ
“อึก!” มู่ไห่ตงถอยหลังไปสองก้าว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
“นี่เ้า... ศิษย์โรงรับใช้มีพลังแบบนี้ได้อย่างไร!?”
เมิ่งหลงไม่ตอบ เพียงกำมือแน่น เปลวไฟค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็สีทองสลัว เส้นพลังทั้งห้าธาตุในตันเถียนเริ่มหมุนรวมกันอย่างมั่นคง เขารู้สึกถึงพลังดินที่เสริมความหนักแน่น พลังลมที่ช่วยการเคลื่อนไหว น้ำที่ควบคุมอุณหภูมิ และสายฟ้าที่แฝงอยู่ในเปลวไฟ ทำให้ทุกการโจมตีมีแรงะเิในตัว
มู่ไห่ตงคำราม “อย่าคิดว่าข้าจะกลัวศิษย์ต่ำต้อยอย่างเ้า!”
เขาเร่งพลังเต็มที่ กระบี่ส่องแสงสีเงินพุ่งเข้าใส่
แต่เมิ่งหลงก้าวข้างหลบ แล้วใช้ฝ่ามือผลักกลับ แรงปะทะดัง “ปัง!” มู่ไห่ตงถูกซัดกระเด็นไปชนเสาไม้จนแตกร้าว
ศิษย์คนอื่น ๆ อ้าปากค้าง ใบหน้าซีดเผือด
เมิ่งหลงหอบหายใจแรง มองมือของตนเองที่ยังมีเปลวทองเรืองแสงอ่อน ๆ ปรากฏอยู่ปลายนิ้ว
“ข้าก็ไม่ได้อยากสู้...” เขาพูดแ่
“แต่คนที่เหยียบคนอื่นเพื่อยกตน ข้าจะไม่ยอมอีกต่อไป”
มู่ไห่ตงกัดฟัน ลุกขึ้นด้วยความอับอาย
“เ้าจะต้องชดใช้ที่ทำให้ข้าขายหน้าแบบนี้!” เขาะโ ก่อนสะบัดแขนเสื้อ
“จำไว้ ศิษย์โรงรับใช้ ต่อให้เ้ามีพลัง ก็ไม่มีสิทธิ์ท้าทายศิษย์เอกตำหนักกระบี่!”
เขาหันหลังกลับไปพร้อมพรรคพวก เสียงด่าทอเล็ดลอดระหว่างทาง แต่ไม่มีใครกล้าหันกลับมาสู้
บรรยากาศเงียบงัน เมิ่งหลงมองมือของตนอีกครั้ง
แสงทองในฝ่ามือค่อย ๆ จางหายไปพร้อมกับความอุ่นในร่าง เหลือไว้เพียงลมหายใจที่แ่เบา
“ท่าน... ทำได้ยังไงกัน?” ศิษย์โรงรับใช้คนหนึ่งถามเสียงสั่น
เมิ่งหลงเงยหน้าขึ้น แววตานิ่งสงบ “บางที... ข้าคงไม่ได้ไร้ค่าอย่างที่ใครว่าอีกแล้ว”
เขายกถังน้ำที่หกกระเซ็นขึ้น ตั้งใจจะไปตักใหม่ แต่ในใจกลับมีเพลิงบางอย่างลุกขึ้นช้า ๆ
ไ
ม่ใช่เพลิงแห่งความแค้น — หากเป็เพลิงแห่งการตื่นรู้
“ข้า... จะไม่ยอมให้ใครเหยียบข้าได้อีกต่อไป”