ตอนที่ 20 ยาเม็ดระดับแปด
ณ ตึกตระกูลซุนที่ยิ่งใหญ่และโอ่อ่า กระบี่มากมายถูกจัดเรียงรายอย่างเป็ระเบียบ ซุนหวังเหว่ยยืนสองมือไพล่หลังอยู่ใจกลางของห้อง กำลังจ้องมองกระบี่สีทองที่ถูกแขวนไว้ที่ผนัง ที่เหล่าบรรพบุรุษเป็ผู้ใช้มัน เพื่อต่อกรกับเหล่าปีศาจร้าย ทันใดนั้นก็ปรากฏร่างของหญิงงามล่มเมืองที่ก้าวเดินเข้ามาในห้อง ริมฝีปากที่อวบอิ่มและแดงฉาน ดวงตาที่เป็ประกายงดงามราวกับมหาสมุทร เส้นผมที่ยาวและดกดำ ช่วยขับผิวพรรณให้สว่างสดใส “ท่านพ่อ...ข้ามาแล้ว”
“ลูกฟาง..เ้ามาแล้ว” ซุนหวังเหว่ยเอ่ยออกมาเบาๆ พร้อมกับหันไปมองหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้า พร้อมกับรอยยิ้มที่แสนอบอุ่น “เป็อย่างไรบ้าง สุขสบายดีหรือไม่ แล้วกิจการโรงเตี๊ยมของเ้าเป็อย่างไรบ้าง” หญิงสาวก้มศีรษะทำความเคารพ พร้อมทั้งรอยยิ้ม “ท่านพ่อข้าสบายดี กิจการของข้าก็รุ่งเรืองยิ่งนัก จนแทบไม่มีเวลาหยุดพักให้หายใจ ข้าขอบคุณท่านมากที่เป็ห่วง แต่ข้าคิดว่าท่านคงไม่เรียกข้ามา เพื่อถามไถ่เื่แค่นี้เป็แน่ ขอให้ท่านโปรดกล่าวมาตามตรง”
“เฮ้อ~!” ซุนหวังเหว่ยทอดถอนลมหายใจ พร้อมกับส่ายหน้าช้าๆ “ลูกฟาง พ่อเพียงแต่คิดถึงเ้าเท่านั้น นานเท่าไรแล้วที่พวกเราพ่อลูกไม่ได้คุยกัน เอาอย่างนี้เป็ไง เย็นนี้พวกเรามากินข้าวด้วยกันกับแม่ๆ ของเ้า พวกนางคิดถึงเ้ามาก และพูดคุยกันเ้าว่าดีหรือไม่” ซุนหวังเหว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับเดินเข้าหาหญิงสาว แต่นางนั้นกลับก้าวถอยหนี ทำให้ซุนหวังเหว่ยรู้สึกปวดใจเป็อย่างมาก
“ท่านพ่อ...ข้าไม่สามารถร่วมโต๊ะกับพวกนางทั้งหก ที่ท่านให้ข้าเรียกว่าแม่ได้ แม่ของข้ามีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น และนางได้ตายจากข้าไปแล้ว หากท่านไม่ธุระอันใด...ข้าขอตัว ข้ายังมีเื่ให้จัดการที่โรงเตี๊ยมของข้า ลาก่อน” เมื่อนางพูดจบก็ก้าวเดินถอยหลังสองสามก้าว ก่อนจะหันกลับไปที่ประตูใหญ่เพื่อเตรียมตัวจากไป ซุนหวังเหว่ยก็กล่าวออกมาทันที
“เ้ารู้หรือไม่? ทำไมข้าถึงตั้งชื่อเ้าว่า เหม่ยฟาง เพราะว่าเ้าช่างงดงามเหมือนกับแม่ของเ้ายิ่งนัก เมื่อยามที่ข้าเห็นหน้าของเ้า มันก็เหมือนกับข้าได้เห็นนางอีกหน ไม่มีวันไหนเลยที่ข้าจะไม่คิดถึงนาง” ซุนหวังเหว่ยพูดน้ำเสียงที่สั่นสะท้าน พร้อมน้ำที่เอ่อล้นภายในเบ้าตา เขาพยายามจะเดินเข้าใกล้นาง แต่นางก็กลับเดินหน้าหนี
“แต่หลังจากที่ท่านแม่จากไป ท่านก็ยังมีเมียอีกตั้งหกคน นี่หรือคือความรักที่ท่านมอบให้กับแม่ของข้า ข้าว่าเราอย่าพูถึงเื่นี้อีกเลย ข้าขอตัว” นางเดินจากไปอย่างช้าๆ ที่ใบหน้าของนางปรากฏหยาดน้ำตาที่รินไหล ทันใดนั้นซุนหวังเหว่ยก็ะโออกมาทันที “พวกนางล้วนแต่ยินยอมพร้อมใจทั้งนั้น ข้าไม่เคยบีบบังคับพวกนางให้มาเป็ของข้า เอาเถอะพูดไปเ้าก็ไม่รู้ความ เมื่อถึงวันที่เ้าพบเจอกับเหตุการณ์เฉกเช่นนี้ เ้าจะเข้าใจเอง...เมื่อเ้ายังรั้นที่จะไป เช่นนั้นช่วยรับสิ่งนี้ไว้ด้วย”
ซุนหวังเหว่ยโบกสะบัดฝ่ามือ แผ่นกระดาษแผ่นหนึ่ง ก็พุ่งทะยานหาเหม่ยฟางด้วยความรวดเร็ว นางใช้เพียงแค่มือข้างเดียวคว้าจับมันเท่านั้น โดยที่ไม่ได้หันกลับไปมองแต่อย่างใด ทันทีที่เอากระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดู ก็ปรากฏรูปวาดของเนี่ยฟงอยู่ในนั้น “หากมันเข้ามาพักที่โรงเตี๊ยมของเ้า ช่วยส่งคนมาแจ้งด้วย” “ข้าทราบแล้ว” เมื่อกล่าวจบเหม่ยฟางก็ทะยานร่างหายไปทันที ส่วนซุนหวังเหว่ยก็หันกลับไปจ้องกระบี่สีทองที่ผนัง พร้อมกับการปรากฏตัวของซุนลี่
“ท่านพ่อ เมื่อครู่ข้าได้ยินเสียงท่านะโอะไรบางอย่าง ท่านคุยกับใครรึ?” ซุนลี่สาดส่องสายตาไปทั่ว เพื่อหาใครบางคน ซุนหวังเหว่ยเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้า พร้อมกับเอ่ยออกมาอย่างแ่เบา “ข้าคุยกับพี่ของเ้า” “พี่ฟางมา!! ทำไมท่านไม่เรียกข้า” เมื่อพูดนางก็เตรียมจะวิ่งออกไปทันที เพื่อตามหาพี่สาวของตน แต่ซุนหวังเหว่ยก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน “นางไปแล้ว...เ้าไม่ต้องตามหรอก ด้วยพลังลมปราณก่อกำเนิดขั้นต้นของเ้า ไม่มีทางจะตามนางที่มีพลังลมปราณฟ้า ขั้นสูงได้”
เมื่อกล่าวจบซุนหวังเหว่ยก็เดินจากไปทันที ปล่อยให้ซุนลี่ยืนจ้องมองไปยังท้องฟ้าที่ว่างเปล่า ก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ พร้อมกับน้ำตา “ท่านพี่...ไยท่านต้องคอยหลบหน้าหลบตาข้าด้วย”
...................................................................................................................................
ณ สำนักหมอปรุงตระกูลเนี่ย บรรดาลูกศิษย์ต่างช่วยกันตบแต่ง และจัดสถานที่ เพื่อเตรียมงานคัดสรรศิษย์ของพรรคัฟ้าในวันพรุ่ง ใบหน้าของพวกมันล้วนปรากฏความตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด พวกมันต่างมีความคาดหวังในการคัดสรรครั้งนี้เป็อย่างมาก เนื่องจากสำนักตระกูลเนี่ยนั้น เป็สำนักปรุงยาและการรักษา จึงไม่มีเคล็ดวิชาการต่อสู้เป็ของตัวเอง พวกมันจึงใฝ่ฝันที่จะได้เป็ศิษย์ของพรรคใหญ่
ไม่เพียงแต่สำนักตระกูลเนี่ยเท่านั้นที่ตื่นเต้น แม้แต่พรรคตระกูลเฉินเองก็พลอยตื่นตัว ไปกับงานคัดสรรศิษย์ครั้งนี้ บรรดาผู้าุโและผู้นำตระกูลต่างจัดเตรียมของขวัญที่ล้ำค่า เพื่อจะสร้างสัมพันธ์กับพรรคัฟ้า หากว่าศิษย์ของสำนักตนได้เข้าร่วมพรรคัฟ้า นั้นหมายความว่าสำนักของตนย่อมมีใบเบิกทางที่ดี
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ดวงอาทิตย์ที่ร้อนแรงกำลังจะลาลับขอบฟ้า ดวงจันทราที่ผุดผ่องกำลังทอประกายแสง กลับปรากฏเสียงหอบเหนื่อยที่ทำลายบรรยากาศ พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งมาอย่างเร่งรีบ มันคือเทียนเหมินที่กำลังวิ่งไปที่ห้องของเนี่ยตี้ “โครม!!” เสียงเปิดประตูดังสนั่น พร้อมกับเทียนเหมินที่เกลือกกลิ้งไปกับพื้น เมื่อมันยันตัวลุกขึ้นมาได้ แล้วตั้งใจจะพูดบางอย่างออกไป ดวงตาของมันก็แข็งนิ่งค้าง พร้อมกับอ้าปากกว้างด้วยความตกตะลึง เพราะภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของมันนั่น คือเนี้ยตี้ที่เปลือยเปล่าพร้อมกับหญิงสาวที่เป็ศิษย์ของสำนัก ที่กำลังกอดผ้าห่มแน่นเพื่อปิดบังเรือนร่าง
ไม่เพียงแต่เทียนเหมินที่ตกตะลึงเท่านั้น แม้แต่เนี่ยตี้เองยังใจนอ้าปากค้าง ก่อนจะพูดออกไปด้วยความขุ่นเคือง “เทียนเหมิน!!! เ้า...เ้า...เคาะประตูไม่เป็หรือไง รีบออกไปเดี๋ยวนี้!!!” เนี่ยตี้พูดพร้อมหยิบเสื้อผ้าปิดบังท่อนล่าง ก่อนจะเดินไปหาเทียนเหมินพร้อมกับยกฝ่ามือ ทำให้เทียนเหมินหลุดออกจากภวังค์ทันที “พี่ตี้...ฟังข้าก่อน!! ท่านผู้นำกับเหล่าผู้าุโได้ออกมาจากห้องปรุงโอสถแล้ว” เมื่อได้ยินคำกล่าวของเทียนเหมิน ฝ่ามือของมันก็หยุดลงทันที พร้อมกับเม็ดเหงื่อที่ปรากฏขึ้นตามใบหน้า “เ้าว่าอะไรนะ? ออกมากันแล้ว!!! กำหนดออกมันเช้าพรุ่งนี้ไม่ใช่หรือไง”
“แต่ข้าเห็นด้วยดวงตาทั้งสองของข้า ข้าจะปดท่านได้อย่างไร แล้วที่สำคัญข้ายังได้ยินพ่อของท่าน สั่งให้คนมาตามท่านไปรายงานเื่การเตรียมงานต้อนรับ รวมถึงใน่ที่พวกเขาไม่อยู่กันหลายวันมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง” ดวงตาทั้งสองข้างของเทียนเหมิน ปรากฏความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด ขาทั้งสองข้างของมันสั่นไหวอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เนี่ยตี้จะกล่าวบางอย่างออกไป มันก็นึกถึงหญิงสาวที่กำลังนอนอยู่บนเตียง “ศิษย์น้องเห็นทีค่ำคืนนี้ข้าคงไม่อาจร่วมเตียงกับเ้าได้ ไว้วันหน้าฟ้าใหม่เราค่อยมาเจอกัน เมื่อข้าไปแล้วเ้าจงรีบกลับไปซะ และอย่าให้ผู้ใดพบเห็น เทียนเหมินไป”
เมื่อกล่าวจบเทียนเหมินก็จ้องมองเนี่ยตี้ ั้แ่แต่หัวจรดขา ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างแ่เบา “ข้าว่า...พี่ตี้ แต่งตัวดีก่อนหรือไม่”
“!!!”
ณ ห้องโถงตระกูลเนี่ย ปรากฏร่างของชายชราทั้งสาม ซึ่งประกอบไปด้วยเนี่ยช่างไห่ เนี่ยหลานเซิน และเนี่ยเทียนหยาง ที่กำลังยกจิบน้ำชาด้วยความยินดี “ยินดีกับท่านผู้นำ ที่สามารถปรุงยาเกร็ดัม่วงระดับเจ็ดได้สำเร็จ ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถปรุงมันได้ระดับแปด อีกตั้งสิบเม็ด และยังปรุงมันได้เร็วกว่ากำหนดหนึ่งวัน ความสามารถของท่านช่างยอดเยี่ยมจริงๆ” เทียนหยาง กล่าวชมพร้อมกับประสานมือคำนับ “ข้าเพียงโชคดีเท่านั้น อีกทั้งยังมีพวกเ้าช่วยเหลือ จึงสามารถปรุงมันขึ้นมาได้” ช่างไห่พูดพร้อมประสานมือรับ เมื่อกล่าวจบหลานเซินก็กล่าวขึ้นมาทันที “เหอะ!! น่าเสียดายยิ่งนัก ที่ต้องมอบมันทั้งหมดให้แก่พรรคัฟ้า ยิ่งตัวยาระดับแปดแต่ละเม็ด มูลค่าของมันมากกว่าห้าร้อยตำลึงทองเสียอีก เอาอย่างนี้เป็อย่างไร พวกเราเอายาระดับแปดมาแบ่งกัน พวกพรรคัฟ้าย่อมไม่มีทางรู้”
แววตาของเนี่ยหลานเซินปรากฏความขุ่นเคือง มันต้องอดหลับอดนอนถึงสิบสี่วันเพื่อปรุงหญ้าเกล็ดัม่วง จึงได้วางแผนยักยอกตัวยาระดับแปด ซึ่งเนี่ยเทียนหยางก็ผงกศีรษะราวกับเห็นด้วย “ไม่ได้!! ไม่ได้เด็ดขาด เมื่อเรามอบมันให้แก่พรรคัฟ้า ไม่เพียงแต่สร้างความพึงพอใจให้แก่มัน อีกทั้งชื่อเสียงของตระกูลเราจะโด่งดังเพียงไหน แน่นอนว่าย่อมมีรายได้มหาศาล แต่ถ้าเ้ายักยอกมันไว้ แล้วเกิดพรรคัฟ้ารู้ เ้าไม่กลัวตระกูลของเราจะถูกพวกมันทำลายจนย่อยยับเช่นนั้นรึ แล้วยังจะถูกตระกูลเฉินดูถูกไปชั่วลูกชั่วหลานหรือไง” ช่างไห่ปฏิเสธเสียงแข็ง เขาไม่มีวันยอมให้ตระกูลต้องพังพินาศ เพราะยาระดับแปดแค่สิบเม็ด
แววตาที่ขุ่นเคืองปรากฏขึ้นอีกครั้ง บนใบหน้าของเนี่ยหลานเซิน ก่อนที่มันจะคิดแผนชั่วร้ายออกแล้ว ก่อนจะปรากฏรอยยิ้มที่มุมปาก “ท่านผู้นำลืมแล้วหรือไง ว่าหญ้าเกล็ดัม่วงมันสามารถบำรุงและรักษาเส้นชีพจร บางที...มันอาจจะรักษาหลานของท่าน ที่มีเส้นชีพจรพิการได้ เอาอย่างนี้เป็ไง ข้ากับเทียนหยางจะเอาคนละสามเม็ด ส่วนท่านก็เอาไปสี่เม็ด เพื่อไปรักษาหลานของท่าน และแน่นอนเื่นี้ต้องเก็บไว้เป็ความลับ ย่อมไม่มีผู้ใดล่วงรู้เป็แน่”
เมื่อได้ยินคำว่ารักษาเส้นชีพจร ดวงตาทั้งสองข้างของฉางไห่ก็สั่นไหวทันที พร้อมกับนิ่งเงียบเป็เวลานาน ซึ่งในตอนนั้นเองที่ภาพของเนี่ยฟง ผ่านเข้ามาในโสตประสาท ซึ่งเป็ภาพที่เขาถูกรังแกสารพัด รวมทั้งถูกผู้คนดุด่ากล่าวหาว่าเป็ขยะของตระกูล จึงทำให้ฉางไห่ค่อยๆ ผงกศีรษะอย่างช้าๆ ท่ามกลางรอยยิ้มของาุโทั้งสอง แล้วหลานเซินก็ลงมือแบ่งยากันทันทีอย่างเร่งรีบ เกรงว่าฉางไห่จะเปลี่ยนใจ
*หมายเหตุคำที่ขีดเส้นใต้*