“นอกเสียจากว่าคนผู้นี้คือคนของค่ายโจรเลี่ยหยางเอง!”
เฉียนจี้หวั่งโพล่งความเป็นไปได้ออกมา “ถูกต้องแล้ว! มิน่าที่ค่ายโจรเลี่ยหยางถึงกล้าทำเรื่องลักพาตัวขุนนางราชสำนักเช่นนี้หากคนผู้นี้เป็นคนของค่ายโจรเลี่ยหยางอยู่และอยู่ในราชสำนัก ถ้าอยากกำจัดผู้เห็นต่างก็เท่ากับเป็นเรื่องง่ายดาย!”
เมื่อมีความคืบหน้านี้เฉียนจี้หวั่งก็แค่ต้องหาขุนนางที่เคยถูกคนเหล่านั้นลักพาตัวและหาความเป็นไปได้ร่วมกันจากนั้นจึงจะสามารถสืบหาผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้ว่าคือใคร
พอคิดว่าข้างกายนั้นมีสหายในราชสำนักที่ทำงานรวมกันทุกวันเช่นคนที่มีจิตใจชั่วช้าและอำมหิตผู้นี้แฝงอยู่ใกล้ๆก็รู้สึกขนลุกขึ้นมา
“เรื่องนี้พวกเจ้ายังไม่ต้องยุ่ง ทั้งหมดให้รอข่าวจากข้า ส่วนทางด้านเยี่ยนเซี่ยงหมิงพวกเจ้าไม่ต้องห่วง สถานการณ์ของเขายังดีนัก”
เรื่องที่เขาคาดการณ์ได้คิดว่าเยี่ยนเซี่ยงหมิงก็น่าจะคาดการณ์ได้เช่นกัน มิเช่นนั้นคนพวกนั้นคงไม่อนุญาตให้เขามีชีวิตอยู่รอดได้นานเช่นนี้
หลายวันมานี้ลั่วจิ่งเฉินลังเลอยู่ตลอด เขารู้มาจากเยี่ยนรั่วเสวี่ยว่าเยี่ยนเซี่ยงหมิงคือไท่ฟู่ของรัชทายาทองค์ปัจจุบันคนที่มีสถานะเช่นนี้ถูกใส่ร้าย เช่นนั้นก็คงพูดได้เพียงว่าผู้ที่ลงมือต้องมีตำแหน่งที่ไม่ต่ำต้อยเป็นแน่
สถานการณ์ที่เขารู้มีน้อยเกินไปแม้มีใจอยากไปหาผู้เฒ่าเฝิงแต่กลับวนเวียนอยู่หน้าประตูจวนสกุลเฝิงอยู่นานสักพักใหญ่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าไม่อาจบุ่มบ่ามไปรบกวนได้
นับตั้งแต่เฝิงเจิ้งชูกลับมาเมืองหลวงกับเยี่ยนฉู่ก็ถูกครอบครัวขังไว้ในจวน ห้ามเขาออกไปไหนตามอำเภอใจ โดยเฉพาะหลังจากเกิดเรื่องกับเยี่ยนเซี่ยงหมิงคนสกุลเฝิงห่วงว่าไฟนี้จะลุกลามมายังจวนของตนดังนั้นจึงจับตาดูเฝิงเจิ้งชูไว้อย่างไม่คลาดสายตา แน่นอนว่าการกักขังเช่นนี้ล้วนใช้รูปแบบลูกไม้หลอกล่อเอาใจ
ผู้เยาว์ในจวนล้วนถูกสั่งให้นำเบ็ดตกปลามาสอนเฝิงเจิ้งชูตกปลายามว่างหรือไม่ก็นำตำรามาขอคำชี้แนะทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้เฝิงเจิ้งชูมีเวลาว่าง เพื่อไม่ให้คิดถึงอย่างอื่น ส่วนเฝิงเจิ้งชูที่เห็นความใกล้ชิดของครอบครัวสกุลลั่วมาก็อยากบ่มเพาะความรู้สึกกับผู้เยาว์ในจวนของตนบ้าง ทำให้จวนตระกูลเฝิงจึงดูสงบร่มเย็นขึ้นมาในช่วงนี้
ส่วนองค์รัชทายาทเยี่ยนฉู่หลังกลับพระราชวังไปก็ประกาศกับภายนอกว่าทรงพระประชวรนี่คือสิ่งที่ตนกับท่านผู้เฒ่าเฝิงได้หารือกันไว้ระหว่างเดินทางเรื่องของเยี่ยนเซี่ยงหมิงคนพวกนั้นเริ่มลงมือกันแล้ว ทำให้ไม่อาจแก้ไขได้ในเร็ววันส่วนฮ่องเต้นั้นคิดอย่างไรกับเรื่องของเยี่ยนเซี่ยงหมิงทุกคนเองก็ไม่กล้าคาดเดาไปเรื่อยเช่นกันทำให้การช่วยเหลือเยี่ยนเซี่ยงหมิงที่ดีที่สุดในตอนนี้คือการไม่ต้องกระทำสิ่งใดทั้งนั้น
นับตั้งแต่องค์รัชทายาทกลับมาเวินจ้านก็ขอเข้าเฝ้าไม่เว้นแต่ละวัน เพียงแต่องค์รัชทายาทกลับไม่ยอมพบเขา
“อะไรกัน นี่เขายังไม่ยอมพบเจ้าอีกหรือ?” ฮ่องเต้เสวียนหวู่เบิกตัวเวินจ้านเข้าเฝ้าที่ห้องทรงพระอักษรองค์รัชทายาทเยี่ยนฉู่นั้นเป็นโอรสที่ฮ่องเต้เสวียนหวู่ค่อนข้างพึงพอใจ ด้วยเพราะนิสัยของเจ้าตัวทั้งโอบอ้อมอารีและมีคุณธรรมสำหรับการเป็นว่าที่จักรพรรดิแล้วสิ่งเหล่านี้ถือว่าไม่เลว แต่อาจจะยังไม่เพียงพอสำหรับการขึ้นนั่งบัลลังก์องค์รัชทายาทยังขาดความเด็ดขาดในการตัดสินใจ จึงเป็นเหตุผลที่ฮ่องเต้เสวียนหวู่ให้เวินจ้านเป็นผู้อบรบสั่งสอนรัชทายาทหากแต่น่าเสียดายเมื่อเทียบกับเวินเซวียนอี้แล้ว เวินจ้านก็ยังด้อยกว่าหน่อย
เวินจ้านพยักหน้า “พ่ะย่ะค่ะครั้งนี้หลังจากองค์รัชทายาทกลับมาก็เจอกับการถูกลอบปลงพระชนม์ ในตอนนั้นเป็นเพราะกระหม่อมพูดจาไม่ทันคิดจึงทำให้องค์รัชทายาทยังมิยอมให้กระหม่อมเข้าเฝ้าเลยพ่ะย่ะค่ะ ความจริงแล้วแม้ไม่ให้เข้าเฝ้าก็ไม่เป็นอันใดส่วนพวกมือสังหารที่อยู่เบื้องหลังอย่างไรก็ต้องลากตัวออกมาให้ได้ เพียงแต่องค์รัชทายาทมิให้ความร่วมมือเช่นนี้แม้กระหม่อมมีใจก็ไร้กำลังพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้เสวียนหวู่มีหรือจะไม่รู้ความสามารถของเวินจ้าน “เราว่าลำพังความสามารถของเจ้าถึงแม้รัชทายาทจะไม่พูดอะไร เจ้าก็คงมีวิธีแน่นอน บอกเรามา เจ้าตรวจสอบอะไรมาได้”
แน่นอนว่าเวินจ้านมีความสามารถเวลาเพียงไม่กี่วันเขาก็สืบรู้มาว่ามือสังหารพวกนั้นเป็นคนในยุทธภพที่ขอเพียงมีเงินก็ไม่มีภารกิจใดที่พวกเขาไม่รับ
“ความสัมพันธ์ของราชสำนักกับคนในยุทธภพนั้นที่ผ่านมาเหมือนดั่งน้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำโคลน เกรงว่าพวกเขาคงไม่รู้สถานะที่แท้จริงขององค์รัชทายาทมิเช่นนั้นคงไม่อุกอาจรับภารกิจเช่นนี้” เวินจ้านอธิบายโดยละเอียด “ร่องรอยการเข่นฆ่านั้นชัดเจนโดยมีคนกลุ่มหนึ่งแอบปกป้ององค์รัชทายาทจากที่ลับ แต่คนผู้นั้นคือใคร ยังคงไม่อาจสืบทราบได้แน่ชัดพ่ะย่ะค่ะ”
อันที่จริงในสถานที่เกิดเหตุเวินจ้านสืบพบร่องรอยของคนอีกกลุ่มนอกจากร่องรอยของการเข่นฆ่า เพียงแต่ตนไม่สามารถพูดสิ่งใดออกไปได้มากนักเพราะว่า อย่างแรกเขาไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด อย่างที่สองใจของฮ่องเต้ยากจะคาดเดาหากพูดออกมาก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี
ฮ่องเต้เสวียนหวู่จ้องมองเวินจ้านผู้ใดเป็นคนพูดว่าขุนนางบู๊นั้นไม่ละเอียดรอบคอบ นี่มิใช่หรือคนที่ระแวดระวังละเอียดรอบคอบในเมื่อเวินจ้านบอกว่ามีคนแอบปกป้องรัชทายาท แม้จะบอกว่าไม่รู้สถานะที่แท้จริงของคนผู้นั้นแต่ก็คงคาดเดาออกมาได้บ้าง เพียงแค่ที่ไม่พูดออกมาให้ชัดเจนอาจจะเป็นเพราะยังไม่มั่นใจ
“เช่นนั้นเจ้าคิดว่าผู้ใดมีความเป็นไปได้มากที่สุดในการลอบปลงพระชนม์ครั้งนี้?”
ฮ่องเต้จงใจให้เวินจ้านพูดออกมาพระองค์ต้องการรู้ข้อมูลเท็จจริงโดยไม่มีการปิดบังอันใด ในฐานะขุนนางเก่าแก่นั้นเวินจ้านยอมบอกการคาดเดาเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น
“นับตั้งแต่แต่งตั้งองค์รัชทายาทขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าต้องเผชิญกับเหตุการณ์อันตรายตั้งกี่ครั้งกี่หน แม้มือสังหารจะกระทำการไม่สำเร็จแต่ก็เป็นอันตรายถึงชีวิตทุกครั้งไปคนเหล่านั้นคิดปลงพระชนม์องค์รัชทายาทเพื่อแทนที่ตำแหน่งเป็นสิ่งแน่นอน ส่วนจะเป็นผู้ใดนั้นแม้จะมีบุคคลต้องสงสัยอยู่ก็มีเพียงหยิบมือเท่านั้นเพียงแต่ที่กระหม่อมไม่เข้าใจคือ เพราะเหตุใดจึงคิดลงมือกับเฝิงเจิ้งชูด้วย
แม้ว่าสหายผู้นี้ของกระหม่อมจะหัวแข็งดื้อรั้นและนิสัยโมโหร้ายไปหน่อย แต่ในราชสำนักก็มีผู้ที่เคารพเขาอยู่มากมาย อีกทั้งยังไม่เคยได้ยินว่าเขานั้นมีความแค้นกับผู้ใดกระหม่อมจึงคิดไม่ตกพ่ะย่ะค่ะ…”
เวินจ้านลูบเคราแล้วอดส่ายหน้าไม่ได้เรื่องของรัชทายาทยังมีเหตุและผล ก็แค่การแก่งแย่งชิงดีกันในหมู่เชื้อพระวงศ์ แต่เรื่องของเฝิงเจิ้งชูนั้นกลับกันเขาไม่ได้ขวางทางผู้ใดอีกอย่างเขาก็ตีตัวออกห่างจากองค์รัชทายาท ถึงจะต้องการเล่นงานคนผู้นี้ก็ควรคิดวิธีเล่นงานที่ซับซ้อนเหมือนที่ทำกับเยี่ยนเซี่ยงหมิงจึงจะถูกมิใช่หรือ
ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรมองเวินจ้านที่ทำหน้าคิดหนักจนส่งเสียงฮึดฮัดออกมา “เจ้าอยากให้เราคลายข้อสงสัยให้เจ้าหรือ?”
“กระหม่อมมิบังอาจพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมเพียงแต่บอกเล่าความในใจที่เป็นข้อสงสัยออกมาก็เท่านั้น อีกอย่างนี่คือสิ่งที่ฝ่าบาททรงรับสั่งให้กระหม่อมพูดมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องที่รัชทายาทถูกลอบปลงพระชนม์เรายกให้เป็นหน้าที่เจ้า เจ้าไปจัดการได้อย่างวางใจ ส่วนด้านรัชทายาท เราจะคิดหาทางให้เขาเข้าร่วมกับเจ้าโตเช่นนี้แล้ว เขาต้องหัดรับผิดชอบปัญหาที่ตนเองก่อขึ้นได้แล้ว”
เวินจ้านรับพระบัญชาก่อนจะกลับไปที่ตำหนักรัชทายาทอีกครั้งความหมายของฮ่องเต้ชัดเจนมาก ครั้งนี้จะไม่มีการอนุโลมอีกต่อไปขอเพียงรัชทายาทให้ความร่วมมือ ความอันตรายที่ซุกซ่อนอยู่ทั้งหมดแม้ไม่อาจกำจัดได้หมดในคราวเดียว แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องเป็นเหมือนตอนนี้ก่อนหน้านี้เขาเคยบอกไว้ว่า ห้ามเมตตาต่อศัตรู แต่เป็นเพราะเฝิงเจิ้งชูเจ้าแก่หัวแข็งผู้นั้นจึงทำให้องค์รัชทายาทใจอ่อนเกินไป
สมควร! นี่แหละบทเรียนของความมีเมตตาเกินไป
ที่ตำหนักรัชทายาทย่อมมีคนมารายงานสถานการณ์กับเยี่ยนฉู่เยี่ยนฉู่รู้ว่าตนเองไม่อาจยืดเยื้อเช่นนี้ต่อไปได้ จึงตกลงยอมพบเวินจ้าน
อันที่จริงเขามีความหวาดกลัวเวินจ้านเล็กๆอยู่ภายในใจ ยามปกติเวินจ้านมักเข้มงวดกับเขา โดยเฉพาะเรื่องเรียนวรยุทธ์ฝึกเขาอย่างกับฝึกทหารอย่างไรอย่างนั้น แต่ก็ต้องจนใจเพราะเขาไม่มีพรสวรรค์ด้านการต่อสู้นัก ฝึกฝนมาหลายปี ก็ยังทำได้แค่การเตะต่อยทั่วไปสิ่งเดียวที่ดีขึ้นก็คือร่างกายของเขาแข็งแรงกว่าแต่ก่อนมากนัก
“ท่านไท่เป่า!”
เยี่ยนฉู่ทราบดีว่าพฤติกรรมที่ผ่านมาของตนไม่ดีนักดังนั้นเมื่อพบเจอเวินจ้านจึงได้แค่กล้าส่งเสียงทักทายออกมาเบาๆ เท่านั้น
เวินจ้านตอบรับเสียงค่อย “พ่ะย่ะค่ะรัชทายาทร่างกายฟื้นตัวได้ไม่เลวทีเดียว อีกไม่กี่วันข้างหน้า กระหม่อมอยากรบกวนให้รัชทายาททรงติดตามกระหม่อมออกไปเพื่อสืบเรื่องลอบปลงพระชนม์ด้วยกันพ่ะย่ะค่ะ”
-----