ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 161 ปีศาจร้ายปรากฏกาย

            ทั่วทั้งภูเขาเมฆมรกตตอนนี้ได้กลายเป็นพื้นที่ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้ไปแล้วชาวบ้านธรรมดาทั้งหลายถูกอพยพให้ออกห่างจากที่นี่ไป ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปแม้แต่ก้าวเดียว

            ผู้คนทั้งหลายต่างก็รู้ว่าวันนี้จะเป็นวันที่มหาสงครามครั้งใหญ่ในแบบที่ร้อยปีจะมีสักหนกำลังจะปะทุขึ้นซึ่งการต่อสู้ครั้งนี้เกี่ยวพันถึงชะตากรรมของดินแดนฝั่งทิศตะวันตกและทิศใต้ของทวีปชี่อู่ทั้งหมด

            หน่วยรบที่มีสีแตกต่างกันได้มารวมตัวกันในลานกว้างแห่งนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            นักรบเกราะทองคำแห่งราชอาณาจักรเทียนฉางส่องประกายสีทองเรืองรอง ราวกับนักรบสวรรค์จุติลงมา ดูสง่างามเหลือคณา

            นักรบหมาป่าทองคำแห่งราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ย คลุมไว้ด้วยหนังสัตว์อสูรสีขาวเปิดเผยแผงอกที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งของชายชาตรีแห่งทุ่งหญ้า

            นักรบผู้ใช้อสูรแห่งเผ่าฝูโปพวกเขาล้วนมีผิวสีเข้มอันเป็นผลมาจากการตากลมตากแดดกลางท้องทะเลมาเป็นเวลานานสวมใส่เป็นเสื้อผ้าแขนสั้นและกางเกงขาสั้นสีน้ำเงินเหมือนน้ำทะเลเผยให้เห็นร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งทรงพลังของพวกเขา

            ส่วนเหล่าทหารหาญที่มาจากราชอาณาจักรโล่ยื่อและอาณาจักรชูอวิ๋นนั้นสวมใส่ด้วยชุดเกราะสีเขียว แววตาของพวกเขาเปล่งประกายไปด้วยความกระหายการต่อสู้

            ทอง ขาว น้ำเงิน เขียว แต่ละหน่วยมีจำนวนหนึ่งร้อยนาย

            จำนวนอาจจะไม่มากมายนักแต่ทั้งหมดล้วนเป็นกำลังต่อสู้ระดับสูงสุดของแต่ละอาณาจักรแล้ว ระดับฝีมือของพวกเขาอย่างต่ำสุดก็คือยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นสูงสุดซึ่งในนี้มียอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางขึ้นไปอยู่ทั้งหมดร้อยกว่าคน

            นี่คือกำลังรบสุดท้ายที่ฝ่ายธรรมะมีอยู่ทั้งหมด

            แต่เดิมแล้วแค่นักรบเหล่านี้ก็มากพอที่จะกวาดล้างลัทธิหมื่นวิญญาณได้แล้วแต่พวกมันตอนนี้กลับแข็งแกร่งขึ้นจนเกินกว่าที่ผู้คนจะหยั่งถึง

            หลังผ่านจากวันนี้ไปเหล่ายอดฝีมือในที่แห่งนี้ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตเหลือรอดไปได้สักกี่คน

            ส่วนเหล่ายอดฝีมือระดับสูงทั้งหลายต่างก็กำลังยืนอยู่บนหอคอยแห่งหนึ่ง

            ผู่อาหมาน เป้ยเค่อ โม่เชาหยัน และสามเถ้าแก่ใหญ่แห่งกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าแม่ทัพผู้พิทักษ์อาณาจักรแห่งราชอาณาจักรโล่ยื่อ และยอดฝีมือระดับสูงสุดคนอื่นๆ ล้วนอยู่ในที่แห่งนี้แล้ว

            ส่วนเหล่าผู้นำอาณาจักรหลายๆ แห่ง เช่น หลินเฮ่ายวน เซียวหยันเป็นต้น ตอนนี้ก็ได้ไปรอข่าวอยู่ที่พระราชวังแห่งราชอาณาจักรโล่ยื่อกันแล้ว

            องค์หญิงเซียวเซียงกำลังยืนอุ้มหั่วเอ๋อร์อยู่ที่มุมๆ หนึ่งของหอคอยสูงแห่งนี้

            ยอดฝีมือเหล่านี้รวมกับเห่ลานักรบจำนวนสี่ร้อยคนที่อยู่ด้านล่างของหอคอยต่างก็กำลังจับจ้องสายตาของพวกเขาไปที่ชายหนุ่มผมยาวเสื้อเขียวคนหนึ่งที่ยืนอยู่กลางหอคอย

            หลินหยางตอนนี้สีหน้าสงบนิ่ง บรรยากาศหนักแน่นดุจขุนเขา

            เขามองไปที่แววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของทุกคนในที่แห่งนี้สัมผัสกับความรู้สึกของพวกเขาทุกคน เลือดในกายเขาก็ค่อยๆ ระอุขึ้นเรื่อยๆ

            อันที่จริง ในสถานการณ์แบบนี้เขาควรที่จะพูดปลุกใจก่อนเริ่มเปิดศึกสักหน่ออยแต่เหล่าผู้คนทั้งหลายในที่แห่งนี้ไม่ใช่นักรบทั่วไป ไม่จำเป็นต้องไปปลุกเร้าอะไรพวกเขาอีกแล้วพวกเขาแต่ละคนล้วนรับรู้และเข้าใจในหน้าที่และความสำคัญของตัวเองทั้งสิ้น

            พวกเขาคือความหวังสุดท้ายของดินแดนฝั่งทิศตะวันตกและทิศใต้นี้แล้ว

            พวกเขาต่างก็เตรียมใจที่จะสละชีวิตของตัวเองเพื่อปกป้องความสงบสุขให้บ้านเกิดของตัวเองมานานแล้วพวกเขาจะใช้ชีวิตของตัวเองเข้าไปหักหาญแลกชีวิตเพื่อขับไล่ปีศาจร้ายออกไปจากดินแดนของพวกเขาคืนความสงบให้กับใต้หล้าอีกครั้ง

            ดังนั้น หลินหยางจึงไม่พูดอะไร

            เขาได้เตรียมสุราที่ร้อนแรงดุจเปลวเพลิงเอาไว้ให้ทุกคนคนละจอก

            หลังจากที่เขาสะบัดมือทีหนึ่งพลังจิตอันมหัศจรรย์ก็ถูกปลดปล่อยออกมาควบคุมให้จอกสุราแต่ละจอกลอยไปส่งถึงมือของแต่ละคนหลินหยางใช้สองมือประคองจอกสุราเอาไว้พร้อมกับชูขึ้นฟ้าสูงแล้วกล่าวว่า

            “ทุกท่านถ้อยคำเป็นหมื่นเป็นพันของข้าล้วนอยู่ในสุราจอกนี้แล้ว หลินหยางตอนนี้มีเพียงคำพูดประโยคเดียวที่อยากจะมอบให้กับพรรคพวกของเราทุกคน... หลังจากกำจัดลัทธิหมื่นวิญญาณลงได้แล้วพวกเราค่อยมาดื่มกันให้เต็มที่ด้วยกันอีกครั้ง และเมื่อถึงเวลานั้นแล้วสหายทั้งหลายในที่แห่งนี้ทุกๆ ท่าน พวกท่านจะต้องอยู่ครบทุกคน!!”

            “มา หลินหยางขอคารวะพวกท่านก่อนหนึ่งจอก!”

            กล่าวจบ หลินหยางก็เงยหน้าขึ้นฟ้าจากนั้นก็เทสุราสุดร้อนแรงนั่นลงไปในลำคอ

            ด้านล่าง

            “แม่มันเถอะ ลูกพี่ เมื่อถึงเวลานั้น ข้าเซวี่ยเทียนจะไปดื่มกับท่านให้ตายกันไปข้างเลยฮ่าฮ่า ดื่ม!”

            ในหน่วยรบสีเขียวพลันมีเสียงพูดด้วยวาจาหยาบคายดังขึ้นซึ่งมาพร้อมกับความรู้สึกอันเร่าร้อนรุนแรงอย่างไร้ก้นบึ้ง

            วาจาของเซวี่ยเทียนทำให้เปลวไฟในใจของทุกคนถูกจุดติดขึ้นในทันที

            “องค์ชายหลินหยาง พวกเราเผ่าฝูโปจะต้องตามฆ่าไอ้พวกเดรัจฉานอย่างลัทธิหมื่นวิญญาณอยู่เคียงข้างท่านจนกว่าพวกมันทั้งหมดจะสูญสิ้นเพื่อล้างแค่ให้ท่านหัวหน้าเผ่าของเรา ดื่ม!!”

            “พี่น้องหลินพวกเรานักรบแห่งทุ่งหญ้าจะเดินตามรอยเท้าท่านไปตลอดกาลพวกเราไม่เพียงแต่จะดื่มสุราของท่านจนหมดเท่านั้น พวกเราจะไล่ดื่มเลือดของไอ้พวกปีศาจลัทธิหมื่นวิญญาณนั่นให้หมดด้วยมา ดื่ม!!”

            “ดื่ม!!”

            “ดื่มเลย!!”

            อึกอึกอึก

            แม้แต่ตาเฒ่าทั้งหลายอย่าง ฮว๋างฉางและหลานห่ายเองก็ดื่มสุราอันร้อนแรงนี่ลงไปอย่างไม่ลังเลปล่อยให้ความรู้สึกอันร้อนรุ่มของสุรานั้นแผ่ซ่านจากลำคอไปถึงหัวใจปล่อยให้ทุกส่วนของร่างกายลุกโชนไปด้วยความห้าวหาญ

            เพล้ง!!

            หลินหยางพลันโยนจอกเหล้าในมือลงพื้นจนแตกกระจายพร้อมกับประกาศคำพูดปลุกใจให้ดังทะลุชั้นฟ้าว่า

            “หลินหยางขอสาบานในที่แห่งนี้ว่าหากไม่สามารถกำจัดลัทธิหมื่นวิญญาณได้ ขอไม่เป็นมนุษย์อีกต่อไป!!”

            เพล้งเพล้งเพล้ง!

            ผู้คนทั้งหมดเองก็โยนจอกสุราทิ้งลงพื้นจากนั้นก็ประกาศคำสาบานแบบเดียวกันออกมาอย่างพร้อมเพรียง

            “ไม่สามารถกำจัดลัทธิหมื่นวิญญาณขอไม่เป็นมนุษย์อีกต่อไป!”

            เสียงประกาศนี้ดังสนั่นจนสะเทือนไปทั่วฟ้าดิน

            ภายในใจของผู้คนทั้งหมดตอนนี้ต่างลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งการต่อสู้เปลวเพลิงอันร้อนแรงของทุกคนได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันกลายเป็นพลังอันมหาศาลเทียมฟ้า พร้อมจะเผาไหม้ปีศาจชั่วร้ายทั้งมวลให้ดับสูญ

            และในตอนนั้นเองบนฟากฟ้าอันห่างไกลก็มีเสียงพูดหนึ่งดังขึ้นอย่างเย็นชาราวกับจะแช่แข็งโลกทั้งใบให้จมลึกสู่หนาวเย็น

            “ฮ่ะฮ่ะ บรรยากาศใช้ได้ ต้องแบบนี้แหละเวลาฆ่าจะได้รู้สึกสนุกขึ้นมาหน่อย... หลินหยาง ข้าพอใจกับการแสดงของเจ้าจริงๆ”

            หึหึ

            อยู่ๆ ก็มีลมพายุสีดำหมุนวนขึ้นมา เมฆหมอกสีดำพลันแผ่กระจายออกไปจนปกคลุมไปทั่วน่านฟ้าแห่งนี้อย่างรวดเร็ว

            เรือรบบินได้ขนาดมหึมาลำหนึ่งค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นในสายตาของผู้คน

            มันคืออุปกรณ์เดินทางบนอากาศอันแสนล้ำค่าและหายากที่ไม่เคยปรากฏขึ้นที่ไหนในทวีปชี่อู่เลยตัวเรือสีดำทมิฬนั่นมันมีขนาดความยาวประมาณหนึ่งพันเมตรกว่า เมื่อมองจากที่ไกลๆ แล้วมันเหมือนกับดาบมารสีดำขนาดมหึมาเล่มหนึ่งที่ฟันผ่าผืนนภาจนฉีกขาด และกำลังจะมาตัดหัวของผู้คนทั้งหมดในอีกไม่ช้า

            พวกลัทธิหมื่นวิญญาณมาแล้ว!!

            หลินหยางแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า

            วิธีเปิดตัวอลังการใช้ได้

            เรือรบที่ลอยอยู่บนฟ้านั่นขนาดใหญ่เกินไปเหล่านักรบกว่าสี่ร้อยคนพออยู่ต่อหน้าพวกมันแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับมดตัวเล็กๆ สี่ร้อยตัวเลยจริงๆ

            เสียงที่ดังขึ้นมาจากเรือรบเมื่อครู่นี้นั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงกดดันอันสูงส่งจนชวนให้ผู้คนรู้สึกว่ามิอาจต่อต้านได้ราวกับค้อนเหล็กที่ทุบเข้าใส่จิตใจของผู้คนอย่างแรง

            ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงครู่เดียว

            เรือรบยักษ์นั่นก็ได้บินมาอยู่เหนือลานชมฟ้านี้แล้วผู้คนที่มองเห็นว่าบนหัวของตัวเองมีเงาอันมืดหม่นขนาดมหึมาปกคลุมอยู่ไม่ว่าใครต่างก็ต้องเกิดความรู้สึกหวาดกลัวว่าตัวเองจะถูกทับขึ้นทั้งนั้น

            เป็นการโจมตีทางจิตวิทยาที่รุนแรงอย่างหนึ่ง

            หลินหยางมองเห็นภายในหน่วยรบทั้งหลายนั้นมีนักรบระดับเซียนเทียนบางส่วนที่เริ่มกลืนน้ำลายตัวเองลงไปแล้ว เปลวเพลิงที่เพิ่งถูกจุดติดขึ้นมาเมื่อครู่นี้พลันถูกแรงกดดันอันมหาศาลของศัตรูเป่าทิ้งไปในทันที

            การต่อสู้ในครั้งนี้ดูท่าทางว่าฝ่ายลัทธิหมื่นวิญญาณจะเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบตั้งแต่เริ่มต้นเลย

            เสียงพูดเมื่อครู่นี้พลันดังขึ้นอีกครั้งกลางอากาศ

            “ฮ่ะฮ่ะ แต่ว่าพวกเจ้าเตรียมคนไว้แค่นั้นนี่ มันไม่ดูถูกพวกเราลัทธิหมื่นวิญญาณมากเกินไปหน่อยหรือชีวิตแค่ไม่กี่ร้อย แค่พริบตาเดียวก็สามารถฆ่าทิ้งได้หมดแล้วอย่างนั้นมันจะน่าเบื่อเกินไปหน่อยนะ”

            หึหึ ฮ่าฮ่าฮ่า!

            หลังพูดจบแล้วยังมีเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันของคนกลุ่มหนึ่งดังขึ้นตามหลังมาด้วยราวกับเป็นเสียงโหยหวนของภูตผีจากนรก ชวนให้ผู้คนรู้สึกขนลุกไปทั่วทั้งตัว

             และในตอนนั้นเองหลินหยางที่เผชิญหน้ากับวาจายั่วยุท้าทายของศัตรูอยู่นั้นก็ได้เงยขึ้นแล้วตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า

            “ลงมาพูดเถอะ เงยหน้ามองพวกเจ้าแล้วปวดคอ...หรือว่า แค่พวกเราร้อยกว่าคนตรงนี้ พวกเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณก็ไม่กล้ามาเผชิญหน้ากันตรงๆแล้ว ต้องแอบอยู่หลังเศษเหล็กนั่นถึงจะกล้าพูดหรืออย่างไร?”

            ทั่วบริเวณนั้นพลันเงียบลงไปหลายวินาที

            ในกลุ่มคนนั้น เซวี่ยเทียนเผลอหลุดออกมาเสียงหนึ่งแต่ไม่ได้หัวเราะออกมา เพียงแค่แอบกระซิบเบาๆ ว่า

            “ไอ้โง่ที่ไหนมาทำอวดดีต่อหน้าลูกพี่หลินวะไม่รู้หรือว่าลูกพี่ของพวกเราเชี่ยวชาญเรื่องการสั่งสอนพวกอวดดีโดยเฉพาะ?”

            คนที่อยู่บนเรือสีดำลำนั้นดูเหมือนจะถูกหลินหยางสวนกลับจนไม่รู้ว่าจะพูดออย่างไรถึงจะสวนกลับไปได้จึงได้แต่อึ้งไปสักพัก จากนั้นจึงค่อยกล่าวขึ้นอย่างเย็นชาว่า

            “ได้ หลินหยาง อย่างนั้นข้าจะให้มดปลวกอย่างพวกเจ้าได้เห็นถึงพลังของพวกเราดูสิว่าพวกเจ้าจะสามารถทนอยู่ใต้เงื้อมมือของพวกเราลัทธิหมื่นวิญญาณได้นานสักแค่ไหนเชียว?”

            ฟึบ

            ส่วนล่างของเรือรบสีดำนั่นพลันปรากฏแสงสีดำทรงกลมสายหนึ่งส่องลงมาบนพื้นจากนั้นเงาร่างหลายสายก็เคลื่อนที่ผ่านลำแสงนั่นลงมาบนพื้น

            หนึ่ง สอง... หนึ่งร้อย สองร้อย... หนึ่งพัน สองพัน...

            เงาคนที่ออกมาจากเรือลำนั้นมีเยอะมากขึ้นเรื่อยๆเหมือนกับว่าท่านยมบาลได้เปิดประตูปรภพขึ้นจริงๆ มีวิญญาณชั่วร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนบินออกมาจากด้านในนั้น

            จนสุดท้าย พื้นที่กว่าครึ่งของลานชมฟ้าก็ถูกฝูงคนของลัทธิหมื่นวิญญาณยึดไว้หมดจำนวนคนนั้นมองดูคร่าวๆ แล้วอย่างต่ำน่าจะมีหลักหมื่นคนยืนออกันอย่างแน่นขนัดราวกับทะเลอสูรสีดำผืนหนึ่ง

            พอเทียบกันแล้ว ฝั่งของหลินหยางก็ดูน่าสงสารไปเลย

            กลุ่มคนร้อยคนสี่กลุ่มนี้ ราวกับเรือลำเล็กๆ สี่ลำที่ลอยอยู่กลางทะเลอสูรสีดำก็ไม่ปานขอเพียงคลื่นซัดทีเดียวก็สามารถพลิกคว่ำได้แล้ว

            ยิ่งไปกว่านั้น ในทะเลอสูรผืนนี้ยังมีปีศาจร้ายที่ทรงพลังไร้เทียมทานแอบซ่อนอยู่อีกหลายตัวเสียด้วยสิ

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน