อุบัติการณ์ใหม่ มหันตภัยวันสิ้นโลก

    สุสานโดนยึด

    ทุกคนต่างคิดไม่ถึงว่าหญิงสาวอายุสิบเจ็ดแปดปี แบกชายคนหนึ่งแล้วยังสามารถวิ่งได้เร็วขนาดนี้อีก เธอเหมือนกระต่ายตัวหนึ่งที่วิ่งหายไปได้ในพริบตา พลธนูก็เป็นทหารที่ใช้ความคล่องแคล่วว่องไวเช่นกัน แต่ก็ทำได้แค่มองดูพวกเขาหนีไกลออกไปแต่ก็ตามไม่ทัน
    “หัวหน้า พวกเราจะทำยังไงดี”
    พอคนที่ไล่ตามมาพุ่งเข้ามาถึง ทุกคนก็มองไปยังพลธนูที่สวมชุดเกราะหนัง คน ๆ นี้ชื่อเจิ้งซิ่วปัว เข้าร่วมขบวนรถเฟยหม่าในตำแหน่งองครักษ์ด้วยฝีมือการยิงธนูที่เก่งกาจ ต่อมาถูกเลื่อนขั้นขึ้นมาให้เป็นหัวหน้า เขายักไหล่เล็กน้อย
    “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน กลับไปถามหัวหน้าใหญ่ดูแล้วกัน”
    คนกลุ่มหนึ่งเดินกลับหุบเขาไปด้วยความเศร้าหมอง
    ภายในสุสาน คนกลุ่มหนึ่งกำลังฆ่าผีดิบและซากดิบอยู่กลุ่มละห้าคน ทุกกลุ่มเล็งมอนสเตอร์กลุ่มละตัว แล้วให้ทหารโล่บังการโจมตีของมอนสเตอร์จากด้านหน้า จากนั้นก็ให้ทหารหอกสองคนโจมตีมอนสเตอร์เป็นหลัก ส่วนคนที่แต่งตัวเหมือนนายพรานอีกคนก็คอยหาโอกาสโจมตี ก่อนกวนหรือดึงดูดความสนใจของมอนสเตอร์ไว้ ใช้เพียงสามถึงห้านาทีก็สามารถจัดการได้หนึ่งตัวแล้ว ได้ผลดีมาก
    บนพื้น มีซากดิบและผีดิบล้มนอนอยู่สามสิบกว่าศพแล้ว มีคนขุดหาถุงเนื้อและเมล็ดพันธุ์พลังงานโดยเฉพาะ
    ผ่านไปไม่นาน ชายร่างบึกบึนคนหนึ่งมายืนอยู่หน้าชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงกลาง ใช้มือสองข้างถือเหรียญทองแดงกองหนึ่งไว้ ตรงกลางยังมีเหรียญเงินแทรกอยู่สองเหรียญ เขากล่าวด้วยความเคารพ
    “หัวหน้า ถุงเนื้อที่นี่มีโอกาสระเบิดถึงแปดส่วนสิบ ราคาสูงกว่าที่อื่นถึงสองสามเท่า อีกอย่างมอนสเตอร์ที่นี่มีเป็นฝูง ไม่จำเป็นต้องไปหาที่อื่น ที่นี่เป็นแหล่งขุมทรัพย์ชัด ๆ”
    ชายวัยกลางคนหน้าตาย้อนสมัย มือของเขาใหญ่บึกบึนจนผิดปกติ พอได้ยินเช่นนี้ แววตาเขาฉายแสง พลางยื่นมือหยิบเหรียญทองแดงขึ้นมาใช้นิ้วจับถู พลางยิ้มอย่างเย็นยะเยือกที่มุมปาก
    “ดี ที่นี่เป็นของเราแล้ว”
    ตอนชายวัยกลางคนวางเหรียญในมือลง ชายบึกบึนก็เห็นเหรียญทองแดงเป็นรอยยุบลงไป ปรากฏเป็นรอยนิ้วมือสองนิ้ว สามรถเห็นลายนิ้วมือได้อย่างชัดเจน เขานับถือในวรยุทธ์ของหัวหน้าใหญ่เป็นอย่างมาก เขาถอยออกไปทำงานต่ออย่างเงียบ ๆ
    ในตอนนี้เจิ้งซิ่วปัวปรากฏตัวขึ้น บอกกับหัวหน้าใหญ่ว่า หลิวเวยอันหนีไปแล้ว หัวหน้าใหญ่สีหน้านิ่งเงียบไม่เปลี่ยนจากเดิม พลางพูดนิ่ง ๆ ว่า
    “ถ้าเปลี่ยนเป็นเจ้า ที่ที่เป็นดั่งขุมทรัพย์เช่นนี้เจ้าจะยอมปล่อยมือไปง่าย ๆ หรือ”
    “ท่านหัวหน้าปราดเปรื่อง ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้” เจิ้งซิ่วปัวชะงักไปครู่หนึ่ง ก็เข้าใจความหมายของหัวหน้าใหญ่ทันที
    เวลาในตอนกลางวันค่อย ๆ ผ่านไป ฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว
    มุมที่สังเกตุได้ยากในพุ่มหญ้ามีพลธนูหลายคนนั่งอยู่ ไม่ขยับเขยื้อนมาเจ็ดแปดชั่วโมงแล้ว ขาชาไปกันหมดทุกคน ทั้งเหนื่อยล้าและทรุดโทรม คนหนึ่งในนั้นอดไม่ได้ที่จะบ่น
    “หัวหน้านี่จริง ๆ เล้ย ศัตรูมีแค่สองคนพวกเรามีกันตั้งหลายร้อยคน พวกเขาจะกลับมาหาที่ตายก็บ้าไปแล้ว ถึงกลับมาจริง ๆ พวกเรามีคนเยอะขนาดนี้ ยังจำเป็นต้องซุ่มโจมตีอีกหรอ”
    “เบา ๆ หน่อย ถ้ามีคนได้ยินเข้าล่ะก็แย่แน่เลย” อีกคนกล่าวเตือน
    “ข้าว่าวันนี้น่าจะเสียแรงเปล่าแล้วล่ะ” คนที่สามหยิบเนื้อแห้งแท่งออกมา กำลังจะอ้าปากกัด ร่างกายก็กระตุกทีหนึ่ง ธนูแหลมอันหนึ่งทะลุออกจากปากเขา เลือดสดกระเด็นออกจากหัวธนูที่เปื้อนเลือดสาดไปบนเนื้อแห้งแท่งจนสีอาบย้อมราวพริกสีแดงสด อีกสองคนได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้นมอง เพิ่งเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ก็มีธนูพุ่งผ่านอากาศเข้ามาดั่งดาวตก หัวธนูใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ในดวงตาพวกเขา
    “หัวธนูนี้ทำไมถึงได้เหมือนเล็บของซากดิบขนาดนี้?”
    ในหัวมีความคิดนี้แวบผ่านเป็นอันสุดท้าย ก็หมดสติตายไปแล้ว
    ห่างจากนั้นไม่มาก บนพื้นที่ยุบต่ำลงไปก็มีคนเจ็ดแปดคนหมอบหลบอยู่เช่นกัน เจ็ดแปดคนนี้ก็รอจนหมดความอดทนกันแล้ว ยังดีที่ในแวดวงสุสานมีก๊าซจากซากศพเลยไม่มียุง ไม่อย่างนั้นต้องลำบากกว่าตอนนี้อีก ทุกคนต่างคุยกันแก้เวลาไป จู่ ๆ คนหนึ่งในนั้นก็เงยหน้าขึ้นกล่าว
    “เหมือนมีเสียงอะไรดังขึ้น พวกเจ้าได้ยินกันไหม?”
    “มีเสียงด้วยหรอ?”
    พออีกคนได้ยินเช่นนั้นก็เอียงหูฟังอย่างตั้งใจ
    ฉึก
    “มีเสียงจริง ๆ ด้วย คล้าย ๆ เสียงมีดแทงเข้าร่างกาย แย่ล่ะ” เขาเงยหน้าขึ้นด้วยความรวดเร็ว เห็นดาบสั้นที่แหลมคมถูกถอนออกจากหลังคนที่พูดเมื่อครู่ ดาบสั้นที่มีเลือดติดอยู่บาดผ่านคอเขาเร็วดั่งสายฟ้า เลือดสาดกระเด็นไปในอากาศ
    หนึ่งชั่วโมงต่อมา ฟ้าได้มืดสนิททั้งหมด หลิวเวยอันและหญิงสาวก็สามารถเข้าไปยังหุบเขาได้แล้ว พลธนูด้านนอกหลายร้อยคนถูกทั้งคู่ฆ่าทิ้งอย่างเงียบ ๆ ทั้งหมด ตอนแรกหลิวเวยอันยังกังวลว่าความมืดจะส่งผลกระทบต่อการต่อสู้ของหลูเยี่ยน หลูเยี่ยนเป็นชื่อของหญิงสาวคนนั้น แต่เขาคิดไม่ถึงว่า แรงที่เพิ่มขึ้นในร่างกายอย่างกะทันหันของหลูเยี่ยนในที่มืดดีกว่าเขาเสียอีก เธอวิ่งเคลื่อนไหวได้ดั่งแมววิเศษ เงียบสนิทไม่มีเสียง ลงมือเหมือนเหยี่ยวที่ล่ากระต้ายจบชีวิตภายในครั้งเดียว
    ทั้งสองคนมาเจอกันแล้วรีบแยกกันไปทันที แบ่งไปซ้ายขวาเข้าหุบเขาคนละทาง น่าจะเป็นเพราะคนด้านนอกหลายร้อยคน ตลอดทางหลิวเวยอันเลยเจอคนแค่ไม่กี่คนเท่านั้น เป็นผู้คนที่เดินตามหามอนสเตอร์ทั้งหมด ถูกเขาฆ่าทิ้งไปอย่างง่ายดาย พอเดินเข้าไปลึกประมาณห้าหกกิโลเมตร ก็ได้ยินเสียงเข่นฆ่ากันดังมา ศัตรูอยู่ไม่ไกลนัก หลิวเวยอันลดความเร็วการก้าวฝีเท้าลง
    “ศัตรูเข้ามาแล้ว”
    จู่ ๆ ก็มีคนกระโดดลุกขึ้นจากพื้น พลางฟันดาบไปที่หลิวเวยอัน ทั้งเร็วทั้งแรง
    ฟิ้ว
    ลูกศรพุ่งผ่านแสงคมดาบ ยิงเข้าที่คอของอีกฝ่าย แรงมหาศาลพาให้ร่างกายเขากระเด็นออกไปไกลกว่าสองเมตร หลิวเวยอันตีขาตนเองแรง ๆ หนึ่งครั้ง พลางคิด มีความคิดสร้างสรรค์กันจริง ๆ เลย แกล้งนอนตายบนพื้นแบบนี้ ใครจะไปคิดถึง?
    ในเมื่อถูกจับได้แล้ว หลิวเวยอันก็ไม่จำเป็นต้องซ่อนร่องรอยอีกต่อไป เขาพุ่งเข้าไปในหุบเขาด้วยความรวดเร็ว ด้านหน้าเขามีเงาคนปรากฏขึ้นสองเงา ได้ยินเพียงเพียงสั่นคลอนของสายธนูเท่านั้น ก็มีลูกศรสองดอกถูกยิงออกไป สองคนนั้นก็ล้มตายบนพื้นแล้ว
    ถ้าไม่ใช่การล้อมจากสี่ทิศ ไม่ใช่การยิงโต้กับพลธนู และมีระยะห่างมากพอ หลิวเวยอันจะกลัวคนพวกนี้สักที่ไหน ภายในสามสิบเมตร เขาไม่กล้าพูดว่าจะยิงโดนทุกครั้ง แต่หากศัตรูอยากจะเข้าใกล้ตัวเขา ก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นเช่นกัน เขาวิ่งไปยิงธนูไป ในระยะทางเพียงห้าร้อยกว่าเมตรก็มีศพหกเจ็ดสิบศพแล้ว
    เคร้ง
    ลูกศรยิงเข้าที่โล่กำบัง ทำให้มีประกายไฟกระเด็นออก นักรบถูกแรงที่ส่งมาจากลูกศรสะเทือนจนแขนเขาสั่นไปทั้งแขน ในเสี้ยววินาที ก็มีลูกศรยิงผ่านช่องว่างทะลุคอเขาไป
    “เจ้าก็กล้าหาญดีหนิ”เจิ้งซิ่วปัวเดินออกมาจากด้านหลังของนักรบที่ถือโล่ เขามองดูหลิวเวยอัน บนในหน้ามีความชื่นชมมากกว่า หลิวเวยอันหัวใจกระตุกวูบ ทำไมมีคนเยอะขนาดนี้ พลธนูด้านนอกถูกฆ่าไปประมาณสองร้อยคน ตลอดทางมาก็ฆ่าไปอีกเจ็ดแปดสิบคน แต่ที่นี่กลับยังเหลือคนอยู่สองสามร้อยคน และยังใช้อาวุธยอดเยี่ยมคุณภาพดีทุกคน ไม่ใช่ฝีมืออย่างพลธนูข้างนอกนั้นจะมาเทียบได้ สายตาดุดัน มีรังสีสังหาญ ล้วนเป็นคนที่เคยผ่านการเข่นฆ่ามาทั้งนั้น
    ผู้คนที่ล้อมเข้ามามีประมาณห้าสิบคน ส่วนคนที่เหลือก็ฆ่ามอนสเตอร์ต่อเหมือนเดิม ในส่วนที่พื้นดินสูงที่สุด มีชายวัยกลางคนยืนอยู่คนหนึ่ง ชายคนนี้ไม่สูงมาก แต่ไม่ว่าใครมองไปทางนั้นสิ่งแรกที่เห็นก็ต้องเป็นเขาแน่นอน แม้จะยืนอยู่เฉย ๆ ก็ให้ความรู้สึกมั่นคงและสงบดั่งภูเขาใหญ่ ไม่อาจทำลายได้ การปรากฏตัวของหลิวเวยอันไม่ได้ทำให้ชายคนนี้ขยับสายตาไปเลยแม้แต่น้อย เขาทำเพียงยืนมองสถานการการต่อสู้ของผีดิบต่อไป
    ตอนหลิวเวยอันเก็บสายตากลับ เขาอดไม่ได้ที่จะชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะเขาเหลือบไปเห็นมือทั้งสองของข้างของชายวัยกลางคน ข้อมีใหญ่ล่ำ กลายเป็นสีเฉพาะของก้อนหิน หากมีผู้คนมองเห็นก็จะหวาดกลัวเพราะจะรู้สึกว่ามือคู่นี้กำลังซ่อนพลังกว่าห้าร้อยโลเอาไว้ ความกดดันที่หลิวเวยอันรู้สึกจากคน ๆ นี้ มีมากกว่าขององครักษ์ที่อยู่ข้างกายนายน้อยขบวนรถเฟยหม่าอยู่มาก
    ยอดฝีมือ เขาต้องเป็นยอดฝีมือแน่ ๆ
    “ข้าไม่ได้กล้าหาญ ข้าน่ะกลัวตายมาก แต่สำหรับคำว่ามีแค้นล้างแค้นสี่คำนี้แล้ว ข้าก็ยังพอรู้อยู่” หลิวเวยอันเคลื่อนสายตาไปบนตัวเจิ้งซิ่วปัว
    “ฆ่าคนก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต ติดเงินก็ต้องคืน ไม่ต้องพูดหลักการอะไรมากมายให้เปลืองน้ำลาย ในเรื่องนี้ ข้าถูกคอกับเจ้ามาก” แม้เจิ้งซิ่วปัวจะยิ้มอยู่แต่คำพูดที่เขาพูดออกมากลับเต็มไปด้วยไอสังหาร “แต่วันนี้เจ้าก็ยังต้องตายอยู่ดี”
    ในตอนที่พระจันทร์เคลื่อนไปกลางท้องฟ้า หลิวเวยอันก็รู้สึกได้ว่าในหุบเขาเริ่มกระสับกระส่ายไม่สงบเหมือนเดิม การเคลื่อนไหวของเขาเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาอยู่ที่นี่มานาน แม้แต่เสียงผีดิบเจียงซือที่กระโดดออกจากพื้นดินทีละตัวจากที่ที่ห่างออกไปห้าร้อยเมตรเขายังสามารถรู้สึกได้เลย แต่ทั้งหมดนี้ฝ่ายศัตรูไม่รู้เลยสักนิด มีเพียงชายวัยกลางคนที่เหมือนจะรู้สึกอะไรได้เล็กน้อย แต่เพราะเขาไม่รู้ถึงนิสัยการเคลื่อนไหวของผีดิบเจียงซือ ความผิดปกติเล็กน้อยนี้จึงถูกเขามองข้ามไป คิดถึงตรงนี้ หลิวเวยอันก็มีแผนในการรับมือแล้ว
    “ช้าก่อน”
    มือที่กำลังจะหล่นลงของเจิ้งซิ่วปัวหยุดลง เขามองดูหลิวเวยอัน พลางถาม”เจ้ายังมีอะไรอยากจะพูดอีก?”
    “ขบวนรถเฟยหม่ามีกิจการใหญ่โต ข้ารู้ตัวว่าตัวเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ แต่ทว่า ในเมื่อทำให้ไม่พอใจไปแล้ว เสียใจภายหลังไปก็เปล่าประโยชน์ ข้าแค่อยากจะถามว่า ถ้าคืนนี้ข้าตายแล้ว เดือนหน้าฟื้นคืนชีพมาใหม่ แค้นครั้งนี้จะถือว่าจบหรือยัง?”หลิวเวยอันกล่าว
    “เจ้ากลัวแล้วหรอ?”เจิ้งซิ่วปัวหัวเราะขึ้นมา
    “ไม่ว่าจะกลัวหรือไม่ มันก็เป็นเรื่องยุ่งยากอยู่ดี”หลิวเวยอันยักคิ้งเล็กน้อย
    “เจ้าคิดได้ไกลขนาดนี้ ก็ถือว่าเป็นคนฉลาดคนหนึ่ง แต่เสียดายเรื่องที่เจ้าทำมันไม่ฉลาดนัก” เจิ้งซิ่วปัวใช้น้ำเสียงเสียดายกล่าว
    “ฆ่าเหล่าพี่น้องข้าตายไปมากขนาดนี้ ตายแค่ครั้งเดียวก็คิดจะจบสิ้นความแค้น ชีวิตของเจ้า ไม่ได้มีค่ามากขนาดนั้น”
    เวลานี้เอง เงาดำลอยออกมาจากส่วนลึกในสุสาน ขึ้นหนึ่งลงหนึ่ง ไม่มีเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น พวกมันไม่มีลมหายใจ ไม่มีความรู้สึก ร่างกายแข็งทื่อ ชอบกินเลือด พวกมันเป็นประเภทเดียวกับผีดิบแต่มีระดับสูงกว่าผีดิบ ร่างกายสูงใหญ่ เสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อย มีโลงศพชั้นดี มีหลุมศพเดี่ยว มีเพียงไม่กี่ตัวที่ถูกทิ้งในป่า พวกมันก็คือผีดิบเจียงซือ
    คนอื่น ๆ ยังไม่รู้ถึงการมาของพวกมัน แต่หลิวเวยอันคอยสังเกตุทางนั้นอยู่ตลอดเวลา บวกกับสายตาเขาดีด้วย ตอนผีดิบเจียงซือตัวแรกลอยออกมาเขาก็มองเห็นแล้ว เขาเผยรอยยิ้มเพราะแผนสำเร็จออกมาที่มุมปาก
    “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ งั้นก็สู้ให้ตายไปข้างนึงแล้วกัน”
    “ฆ่า” เจิ้งเสียวปัวฟาดแขนลง ไม่รู้ว่าทำไมตอนที่เห็นรอยยิ้มของหลิวเวยอันในใจเขาก็เกิดความไม่สงบขึ้นมา
    ฟิ้ว
    ลูกศรลอยผ่านอากาศรวดเร็วดั่งสายฟ้า ในตอนที่กำลังจะยิงโดนเป้าหมาย ก็มีโล่อันหนึ่งปรากฏขึ้น
    ตู้ม
    โล่สั่นคลอน ส่วนลูกศรแตกเป็นผุยผงหลิวเวยอันสีหน้าเคร่งขรึม สมกับเป็นทหารที่ฝึกฝนมาอย่างดีเป็นฝีมือปราดเปรียว ไหวพริบว่องไว วิชาธนูทั่วไปน่าจะยากที่จะฆ่าพวดเขาให้ตาย ต้องใช้การยิงติดต่อกันเท่านั้น แต่ทว่า พอนึกถึงคนหลายร้อยคนที่นี่แล้ว เขาก็รู้สึกหมดแรงขึ้นมา ตีเขาให้ตายเขาก็ยิงธนูติดต่อกันหลายร้อยครั้งไม่ได้หรอก
    นักรบที่ต่อสู้กับผีดิบร้องโอดโอยขึ้นมากระทันหัน คนสิบกว่าคนถูกผีดิบเจียงซือฉีกเละไปในพริบตา ยังมีอีกสองคนที่ถูกดูดเลือดออกจนหมดตัว ตามด้วยผีดิบเจียงซือที่บุกเข้ามาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ สนามรบยุ่งเหยิงไปหมด ทหารโล่พยายามกำบังอย่างบ้าคลั่ง แต่แรงของผีดิบเจียงซือถ้าเทียบกับผีดิบแล้วมันไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันเลย ผีดิบเจียงซือแค่ชนเบา ๆ ครั้งหนึ่ง ทหารโล่ก็ทนไม่ไหวกระเด็นลอยออกไปแล้ว
    นักรบข้างกายเจิ้งซิ่วปัวหันกลับไปมองอย่างเลี่ยงไม่ได้ ตอนนี้นี่เอง หลิวเวยอันลงมือในทันที เสียงสั่นคลอนสายธนูที่ยาวทุ้มดังขึ้น
    -โปรดติดตามตอนต่อไป-