เทพแมงดา: ข้ามภพมาโดดเดี่ยว....แต่นอนคนเดียวไม่ได้ NC++

    บทที่ 39: ทุบเจ้าสำนักผู้พิชิต

    บทที่ 39: ทุบเจ้าสำนักผู้พิชิต


    ขอบเขตพลังวิญญาณก่อกำเนิดขั้นที่ 1 (Nascent Soul) แผ่คลื่นพลังงานบดขยี้ก้อนหินสุสานกระบี่จนป่นปี้คาด่าน แรงกดดันลมปราณสีเงินทมิฬระเบิดแผ่ซ่านครอบคลุมเป็นวงกว้างนับลี้ เสียงกัมปนาทหวีดหวิวแหลมคมบดขยี้ต้นไม้ใบหญ้าจนแหลกเหลวเป็นจุล ทหารและสาวกสำนักผู้พิชิตดินแดนใต้กว่าหมื่นนายในชุดเกราะลายหมาป่าสีเงินยืนตั้งแถวรายล้อมหุบเขาปิดกั้นทางเข้าสุสานไว้อย่างแน่นหนาประหนึ่งกำแพงเหล็กกล้า ชาวยุทธ์รอบนอกที่เฝ้ามองดูต่างพากันสั่นสะท้านคุกเข่าราบคาบด้วยความกลัวภายใต้บารมีสูงสุดของยอดฝีมือระดับวิญญาณก่อกำเนิด


    ณ เบื้องหน้าค่ายทหาร ชายชราหนวดเคราสีเทาเงินในชุดคลุมศึกเกราะทมิฬยืนเด่นเป็นสง่า มือขวาถือกระบองเหล็กยักษ์ปุ่มป่ำที่ส่งเสียงอื้ออึงของสายลมสังหาร ดวงตาดุร้ายประดุจพญาหมาป่าจ้องมองตรงมายังประตูปากทางเข้าสุสานที่สลักหักพัง ชายชราผู้นี้คือ "ไป่หลี่สง" เจ้าสำนักผู้พิชิตดินแดนใต้ ผู้มีอำนาจล้นพ้นกุมชะตาชีวิตคนแดนใต้ไว้ในมือ


    "ท่านพ่อ! รีบบุกเข้าไปบดขยี้กระดูกมันเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ! ข้าอยากเห็นมันทรมานจนร้องขอชีวิตต่อหน้าข้ามือขวาของข้าแหลกเหลวก็เพราะมัน! และอินางแพศยาฮวาเชียนเสวี่ยต้องตกเป็นของข้าสะใจโว้ย!" คุณชายไป่หลี่เฟิงที่กุมข้อมือพันแผลหนาชี้หน้าด่านพลางแผดเสียงตะโกนฟ้องร้องพ่อด้วยความเคียดแค้นคลั่งไคล้


    ทันใดนั้น เสียงเลื่อนลั่นของก้อนหินระเบิดกระจายปากถ้ำศิลาก็พังทลายลงช้า ๆ กลุ่มหมอกควันดินปลิวไสว ร่างสี่ร่างก้าวเดินนวยนาดก้าวเท้าออกมาจากประตูด้านในอย่างไม่รีบร้อน


    ผมเดินนำหน้าสะบัดพัดกระดาษคู่ชีพพัดโบกเอื่อยเฉื่อย ใบหน้าหน้าระรื่นรอยยิ้มกรุ้มกริ่มสบายใจเฉิบไม่มีความหวาดเกรงแม้แต่น้อย มือซ้ายของผมเกาะเกี่ยวกุมมือเรียวนุ่มนิ่มของฮวาเชียนเสวี่ยอย่างแนบแน่นเปิดเผย โดยที่นางเซียนสาวผู้เลื่องชื่อบัดนี้ใบหน้างดงามสะคราญโฉมสุกปลั่งอมชมพูมีน้ำมีนวล ดวงตาหวานซึ้งเยิ้มคลั่งรักจ้องมองผมคลอเคลียเคียงคู่ไม่ห่างกาย ประหนึ่งคู่รักที่เพิ่งเสร็จศึกห้องหอมาหยก ๆ ข้างหลังมีไป๋หลิงและซูเหยียนเดินเคียงข้างส่งยิ้มพราวเสน่ห์กวนประสาทข้าศึก


    "ไอ้เศษเดนเซียวเฉิน!" ไป่หลี่สงแผดเสียงคำรามลั่นสะท้านป่า "แกกล้าขัดขืนสำนักผู้พิชิตของเรา ทำร้ายบุตรชายข้า และยังกะล่อนฉุดคร่าธิดาเทพแห่งนิกายบุปผาสวรรค์มาร่วมเตียงนอนในสุสานศักดิ์สิทธิ์! วันนี้ไม่มีใครช่วยแกได้! ข้าจะบดขยี้แกด้วยพลังวิญญาณก่อกำเนิดให้ดับดิ้นไปซะ!"


    คลื่นพลังลมปราณกดทับอันรุนแรงมหาศาลโถมกระแทกเข้าใส่ร่างของพวกเราประดุจคลื่นยักษ์สึนามิ ไป๋หลิงและซูเหยียนถึงกับหน้าซีดลงเล็กน้อยขยับชักกระบี่ขึ้นมาเกร็งพลังต้านทาน ทว่าสำหรับผมที่เพิ่งทะลวงพลังขึ้นสู่ขอบเขตแกนทองคำขั้นที่ 6 และมีกายาอมตะตรากตรำ ลมปราณหนาวร้อนและรังสีบดขยี้เหล่านี้กลับรู้สึกแค่เหมือนลมพัดผ่านเย็นสบายกระดิกปิกาจูเล่นเท่านั้นโว้ยจ้ะพี่น้อง!


    *'โธ่... เจ้าสำนักแก่ขี้เก๊กเอ๋ย! นึกว่ามีพลังวิญญาณก่อกำเนิดขั้นที่ 1 แล้วจะเท่เทียมฟ้ารึไงวะเนี่ย? มาตะโกนแผดเสียงข่มขู่ข้าแต่เช้าตรู่ขัดความสุนทรีในการหนุนตักเมียรักจริง ๆ โว้ยจ้ะปู่! ข้าเบื่อพวกแก่กะโหลกกะลาที่ชอบใช้กำลังข่มเหงคนอ่อนแอที่สุดเลยโว้ยจ้ะพี่น้อง! วันนี้ข้าต้องใช้คูปองระบบแลกของเล่นใหม่มาหักหน้ามันให้หน้าแหกคาค่ายทหารเสียหน่อยล่ะโว้ย!'* ผมแอบบ่นในใจหน้ากวนระรื่น


    [ ติ๊ง! ]

    [ ตรวจพบสถานการณ์ข่มขู่จากศัตรูขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดขั้นที่ 1 ]

    [ แนะนำสินค้าในร้านค้าระบบเพื่อความสะใจในการตบเกรียน: ]

      * *"คัมภีร์ค่ายกลสะกดปิดขอบเขตแดนระดับคราม"* (ราคา 40,000 แต้ม)

      * *รายละเอียด:* เมื่อเปิดใช้งาน จะสร้างอาณาเขตรัศมี 100 เมตร สะกดลดพลังฝีมือคู่ต่อสู้ทุกคนที่มีพลังสูงกว่าโฮสต์ให้ลดลงมาเหลือเท่ากับระดับต่ำกว่าโฮสต์ 1 ขั้น (สะกดไป่หลี่สงเหลือเพียงแกนทองคำขั้นที่ 5 ชั่วคราว 15 นาที)


    *'อุ๊ยตายว้ายกรี๊ด! ค่ายกลสะกดเลเวลสุดโกงราคาแค่สี่หมื่นแต้ม! ตอนนี้ข้ามีแต้มสะสมตั้งแสนกว่าแต้ม แลกมาเล่นงานตาแก่นี่ขำ ๆ สบายเอวดีกว่าโว้ยจ้ะพี่น้อง! จัดมาเลยระบบรักดี!'* ผมสั่งการระบบทันควันชอปปิ้งอย่างฟุ่มเฟือย


    [ ติ๊ง! ]

    [ ซื้อ 'คัมภีร์ค่ายกลสะกดปิดขอบเขตแดนระดับคราม' สำเร็จ! หักแต้มคงเหลือ 70,000 แต้ม ]

    [ ทำการติดตั้งและเปิดใช้งานอาณาเขตสะกดพลังทันที! ]


    ผมขยับมือดึงม้วนคัมภีร์สีครามโบราณออกมาจากแหวนมิติโยนลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที ม้วนคัมภีร์ระเบิดออกส่องแสงสีครามสว่างวาบขยายตัวออกเป็นโดมพลังงานลึกลับครอบคลุมพื้นที่รอบปากสุสานทั้งหมดในพริบตา


    ทันใดนั้น คลื่นพลังลมปราณสีเงินอันดุดันเกรี้ยวกราดประดุจพญาหมาป่าของไป่หลี่สงก็เกิดหยุดชะงักกึก ใบหน้าชราแปรเปลี่ยนเป็นซีดสลดสับสน แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสะท้าน: "นี่มันอะไรกัน! ลมปราณของข้า! จุดชีพจรของข้าทำไมถึงตีกลับหดตัวลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้! พลังวิญญาณก่อกำเนิดของข้าหายไปไหน! เหตุใดตอนนี้พลังข้าเหลือเพียงระดับแกนทองคำขั้นที่ 5 เท่านั้น! แกทำอะไรกับข้า!"


    "ฮั่นแน่! ตกใจล่ะสิโว้ยจ้ะตาแก่หมาป่าขี้เรื้อน!" ผมโบกพัดเดินนวยนาดก้าวสามขุมเข้าไปหาปานราชาเดินเล่น "ระดับเลเวลโดนลดเหลือเท่านี้ ยังจะปากดีโชว์เกรียนข่มขู่เมียข้าอีกไหมจ๊ะปู่! ลมปราณแกนทองคำขั้น 5 ของแกน่ะ มันยังสู้ลีลาเอวปั๊มสะโพกของข้าไม่ได้เลยโว้ยจ้ะพี่น้อง!"


    "สารเลว! ต่อให้พลังข้าถดถอย ข้าก็มีกระบองเหล็กยักษ์และเคล็ดวิชาสะบั้นสวรรค์! ตายซะเถอะมึง!" ไป่หลี่สงคำรามแก้เกี้ยวรวบรวมลมปราณเกราะเงินควงกระบองเหล็กยักษ์ฟาดกระหน่ำลงมาใส่หัวผมเต็มแรงเกิดพายุหมาป่าหมุนวนรอบทิศ


    ผมจ้องมองกระบองยักษ์ที่ฟาดลงมาอย่างใจเย็น แสยะยิ้มกะล่อนรักสะกิดเท้าก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รวบรวมลมปราณทองคำขั้นที่ 6 ผสานพลังปราณกระบี่สวรรค์ที่เพิ่งผสานหยินหยางมาจากฮวาเชียนเสวี่ยบีบอัดเข้าสู่กำปั้นขวาเพรียวยาวเปลือยเปล่าของผมโดยตรง ไม่คิดจะหยิบอาวุธใด ๆ ออกมาสู้ด้วยซ้ำ


    "เตรียมบินท่องเที่ยวรอบทิศใต้ฟรีได้เลยโว้ยจ้ะปู่!" ผมแผดเสียงหัวเราะลั่นสับกำปั้นชกสวนออกไปเต็มแรงปะทะกระบองเหล็กโดยตรง!


    [ ตูม! ]

    [ เพล้ง! ]


    เสียงโลหะระดับวิเศษแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ ราวกับแก้วร้าวสะท้านก้องหล้า กำปั้นเนื้อดิบ ๆ ของผมที่เปี่ยมด้วยกายาอมตะบดขยี้กระบองเหล็กยักษ์หนาหนักสี่ร้อยชั่งแหลกละเอียดเป็นผงฝุ่นเหล็กปลิวกระจายในอากาศ ก่อนที่กำปั้นอุ่นของผมจะกระแทกทะลวงเข้าใส่หน้าอกเสื้อเกราะศึกของไป่หลี่สงอย่างจังจนเสื้อเกราะเหล็กยุบตัวระเบิดหักพังยับเยิน!


    "อ๊อคคคคค!"


    ร่างของเจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่ลอยละลิ่วเคว้งคว้างขึ้นไปบนท้องฟ้าประดุจว่าวสายป่านขาด ร่างปลิวทะลุยอดต้นไม้สูงใหญ่พุ่งกระแทกเข้าใส่หน้าผายอดเขาข้างหลังจนเสียงดัง [ โครม! ] หินผาถล่มทลายทับร่างมันสลบเหมือดคาซอกหินพ่ายแพ้ยับเยินหมดรูปเจ้าสำนักในหมัดเดียวโดยแท้จริง!


    ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วสมรภูมิทันที ทหารหมื่นนายและจอมยุทธ์นับพันต่างยืนอ้าปากค้างตาเบิกกว้างสั่นระริกประดุจตกอยู่ในฝันร้าย ทหารเกราะหมาป่าสีเงินต่างพากันโยนอาวุธทิ้งวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงโกลาหล บางส่วนรีบปีนขึ้นไปขุดร่างเจ้าสำนักไป่หลี่สงและหามคุณชายไป่หลี่เฟิงที่สลบราดน้ำปัสสาวะหนีเตลิดเปิดเปิงล้มลุกคลุกคลานชวนเวทนาสุดขีด


    ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงกรีดร้องหวีดหวิวของปราณดอกไม้สวรรค์และธงศึกสีชมพูกระพือพัดสะท้านท้องฟ้าก็นำพายอดฝีมือหญิงชราในชุดคลุมสีขาวลายบุปผากลุ่มใหญ่นับร้อยคนเหินบินลงมาจากยอดเขาอีกลูกหนึ่ง นำทัพโดย "ยายเฒ่ามู่" หัวหน้าอาวุโสแห่งนิกายบุปผาสวรรค์ที่นำกำลังทหารมาดักเตรียมชิงตัวธิดาเทพฮวาเชียนเสวี่ยกลับนิกาย


    "ฮวาเชียนเสวี่ย! ธิดาเทพของนิกายข้าอยู่ที่ไหน! ใครบังอาจรังแกนาง... เอ๊ะ! นั่นมัน..." ยายเฒ่ามู่แผดเสียงเตรียมรบ ทว่าคำพูดกลับหยุดชะงักกึกกลางอากาศเมื่อสายตาหันไปเห็นสภาพการณ์เต็มสองตา


    ภาพเบื้องหน้าของเหล่าผู้อาวุโสนิกายบุปผาสวรรค์คือ... ธิดาเทพผู้แสนเยือกเย็น ไร้เดียงสา ตัดขาดรักโลกีย์วิสัยที่พวกนางเฝ้าฟูมฟักทะนุถนอมปานไข่ในหิน ยามนี้กำลังยืนกอดแขนเอาหน้าซบไหล่คลอเคลียจู๋จี๋กะล่อนรักกับชายหนุ่มกวนประสาทหน้าระรื่นอย่างอ่อนช้อย แววตาของนางเซียนสาวเต็มไปด้วยความเสน่หารักใคร่ปานจะกลืนกิน มือเรียวงามหยิบผ้าเช็ดหน้าสีชมพูคอยเช็ดคราบเหงื่อที่ข้างแก้มของเซียวเฉินอย่างสุภาพนุ่มนวลและอ่อนหวานสุดขีด พร้อมส่งเสียงออดอ้อนครางรักเบา ๆ ข้างหูผมปานนกน้อยเชื่อง ๆ


    "สามีจ๋า... เหนื่อยไหมเจ้าคะ? ตบขยะเปียกเมื่อครู่เหงื่อออกเยอะเลย เมียเช็ดให้นะจ๊ะรักนะจ๊ะสามี" ฮวาเชียนเสวี่ยกล่าวเสียงหวานเจี๊ยบชวนละลายหัวใจ


    "กรี๊ดดดด! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!" ยายเฒ่ามู่เบิกตากว้างชี้ไม้เท้าหัวมังกรมาที่ผมตัวสั่นระริกราวกับโดนผีหลอก "ฮวาเชียนเสวี่ย! เจ้าเป็นธิดาเทพผู้งดงามบริสุทธิ์ของนิกายผู้กุมความหวังคัมภีร์บุปผาไร้ใจนะ! เหตุใดถึงได้ไปออดอ้อนกะล่อนรักกอดแขนไอ้หน้าขาวหน้าระรื่นแถมยังเรียกมันว่าสามีหน้าระรื่นเช่นนี้! ร่างกายเจ้า... พรหมจรรย์ของเจ้าถูกทำลายไปแล้วรึ! วิชาของเจ้าพังทลายหมดแล้วรึโว้ย!"


    "ยายเฒ่ามู่จ๋า... ใจเย็น ๆ สิโว้ยจ้ะปู่!" ผมยิ้มกะล่อนตอบหน้าระรื่นกวนประสาท "ข้าไม่ได้ฉุดคร่านะจ๊ะ นางสมัครใจนอนกอดเอวข้าทั้งคืนในถ้ำศิลาเองโว้ย! แถมยังบำบัดพิษรักจนชีพจรกลับมาฟิตปั๋งดั่งเดิมแล้วนะจ๊ะพี่น้อง!"


    ฮวาเชียนเสวี่ยปล่อยแขนผมชั่วคราวแล้วก้าวไปข้างหน้า แผ่ปราณทิพย์กลีบบุปผาสว่างไสวสีชมพูทอประกายทองคำเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม พลังระดับแกนทองคำขั้นที่ 6 ทะยานออกมาบดขยี้กิ่งไม้รอบตัวจนสั่นไหว ปราณเย็นและร้อนผสานสมดุลกันอย่างน่าอัศจรรย์ปราศจากชีพจรกบฏใด ๆ หลงเหลืออีกต่อไป!


    "ผู้อาวุโสมู่... วิชาบุปผาไร้ใจของข้าไม่ได้พังทลาย ทว่ามันแปรเปลี่ยนเป็นระดับที่สูงขึ้นผ่านการบำบัดรักษาของสามี ข้าจะไม่มีวันกลับนิกายไปเป็นธิดาเทพไร้หัวใจอีกแล้ว ข้าขออยู่เคียงข้างสามีเซียวเฉินตลอดไปเจ้าค่ะ!" ฮวาเชียนเสวี่ยเอ่ยยืนยันด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวแต่เปี่ยมด้วยความอ่อนหวานทำให้ยายเฒ่ามู่และอาวุโสนับร้อยแทบจะเป็นลมล้มพับไปกองกับพื้นเพราะความคาดไม่ถึง!




    คล้ายกับเรื่องเทพแมงดา: ข้ามภพมาโดดเดี่ยว....แต่นอนคนเดียวไม่ได้ NC++ ที่คุณอ่าน