จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 162 ค่ายฝึกฝนร่างกายของไป่ฉี 5 Re

            เพื่อนของไป่ฉีได้เข้าสู่ด่านถัด ๆ ไป  ซึ่งในด่านที่ 7, 8, 9 นั้นล้วนเป็นด่านที่เน้นฝึกการเคลื่อนไหว  โดยเน้นหลักสมดุล  ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนที่ผ่านทางเดินยาวที่จะมีหอก  หนาม หรือลูกธนูพุ่งออกมาจากกำแพง  การเดินบนทางเดินกว้างแค่ 10 เซนติเมตร  โดยมีเปลวไฟไล่ตามหลังมาอย่างรวดเร็ว  หรือแม้แต่การแย่งผลไม้จากลิง


            “นี่เพิ่งจะผ่านไปครึ่งเดียว  อีกครึ่งหนึ่งหลังจากนี้น่าจะยากขึ้นอีกแน่” หลี่ซีหยานกล่าว


            “นี่เราไม่ได้นับกันเลยว่าผ่านไปกี่วันแล้ว” ซื่อเฉิงกล่าว


            “พวกเราอยู่ที่นี่น่าจะเกิน 1 ปีแล้ว  หวังว่าร่างพวกเราคงไม่กลายเป็นผักไปซะก่อนนะ” ไป๋หู่กล่าว


            และเป็นไปตามที่หลี่ซีหยานคาดไว้  9 ด่านหลังนั้นเป็นการฝึกขั้นกลางกับขั้นสูงของกระบวนท่าการต่อสู้  พวกเขาได้พบกับสัตว์อสูรโง่ ๆ ไปจนถึงพวกที่มีสติปัญญา  แม้พวกมันจะไม่ได้ใช้พลังปราณ  แต่ความแข็งแกร่งพอที่จะทำให้พวกเขากลายเป็นก้อนเนื้อเละ ๆ ได้ง่ายทีเดียว


            พวกเขาใช้เวลาไปเท่าไหร่แทบไม่ได้นับ  ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงด่านที่ 18 ซึ่งเป็นด่านสุดท้ายแล้ว  หานเอ้อหลางยืนรอพวกเขาอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าอาคารด้วยท่าทีสงบ


            “ไต้ซือ พวกเราพบกันอีกแล้ว” ไป๋หู่กล่าวทักทายหานเอ้อหลางอย่างเป็นกันเอง


            “ด่านสุดท้ายนี้หากพวกเจ้าผ่าน  พวกเจ้าก็จะสามารถออกไปจากแดนฝันนิรันดร์นี้ได้” หานเอ้อหลางกล่าว


            “แล้วไป่ฉีล่ะ  ผ่านด่านสุดท้ายนี้หรือยังครับ” ซื่อเฉิงถาม


            “ผ่านไปตั้งแต่ที่พวกเจ้าเพิ่งผ่านด่านที่ 3 ล่ะมั้ง  เขาติดอยู่ที่ด่านนี้นานทีเดียว” หานเอ้อหลางตอบ


            “ถ้าระดับไป่ฉียังติดอยู่เป็นเดือน  พวกเราคงหลายปีแน่ ๆ” หลี่ซีหยานกล่าว


            “ด่านสุดท้ายนี้เราจะอธิบายให้พวกเจ้าฟัง  เมื่อเข้าไปแล้วพวกเจ้าจะได้พบกับตัวเจ้าอีกคน  มีความสามารถเหมือนกับพวกเจ้าทุกอย่าง  สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำคือเอาชนะตนเอง  เฉกเช่นการสู้กับกิเลสที่เกิดขึ้นในใจของตน  หากเจ้าเอาชนะใจตนได้  เจ้าจะเป็นผู้ชนะและพิชิตด่านนี้ได้” หานเอ้อหลางกล่าวจบ  ประตูอาคารก็เปิดออก  ภายในมีแต่สีดำสนิทที่ไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร


            “ไปกันเถอะ” หลี่ซีหยานเดินเข้าไปก่อน


            “จัดไป” ไป๋หู่ตามเข้าไป


            “อยากออกจากที่นี่เต็มแก่แล้ว” มู่ซื่อเฉิงกล่าวก่อนจะเดินเข้าไป และพวกต้าถงเองก็ตามเข้าไปเช่นกัน


            พวกเขาได้พบกับตัวของพวกเขาเอง  และไม่ได้พูดอะไรมาก  ร่างของพวกเขาอีกร่างเข้าโจมตีพวกเขาทันที  การโจมตีนั้นไม่ได้สู้เพื่อประลองฝีมือ  แต่สู้เพื่อฆ่าอีกฝ่ายโดยเฉพาะ  พวกต้าถงกับมู่ซื่อเฉิงที่ปรับตัวไม่ทัน  ตายลงภายในไม่กี่นาทีหลังจากเข้าไป  ส่วนหลี่ซีหยานกับไป๋หู่นั้นพอจะสู้ได้สูสี  แต่ก็แพ้และถูกฆ่าเช่นกัน


            ทั้งหมดฟื้นขึ้นมาก็พบว่าพวกตนอยู่ภายนอกอาคาร  โดยมีหานเอ้อหลางนั่งสมาธิเฝ้าประตูอยู่  หลี่ซีหยานเดินไปคุกเข่าและกล่าวขอคำแนะนำจากหานเอ้อหลาง


            “ร่างที่พวกเจ้าพบนั้น  สามารถใช้ความสามารถของพวกเจ้าได้เต็ม 10 ส่วน  นั่นแสดงให้เห็นว่าพวกเจ้ายังไม่ได้เอาความสามารถของตนออกมาใช้อย่างเต็มที่  อีกประการหนึ่ง  การฆ่าฟันกันนั้น  สุดท้ายจะนำไปสู่ความทุกข์  มีทุคติภูมิเป็นแดนเกิดแน่แท้  มีเพียงอุเบกขาและอภัยทานเท่านั้นที่จะตัดกงล้อแห่งกรรมให้หมดไปได้” หานเอ้อหลางกล่าว


            “ความหมายคือพวกเรายังไม่ชำนาญในสิ่งที่ได้เรียนรู้มา  การต่อสู้กับตนเองต้องห้ามคิดจะสังหารอีกฝ่าย  ให้ถืออีกฝ่ายเป็นเหมือนอาจารย์สอนเรา  ไม่โกรธแค้นที่อีกฝ่ายต้องการฆ่าเรา ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตามสินะ” หลี่ซีหยานกล่าว  แต่หานเอ้อหลางก็นิ่ง  ไม่ได้พยักหน้าหรือส่ายหน้าใด ๆ


            “พวกเราเข้าไปอีกรอบเถอะ” ไป๋หู่กล่าว


            “อือ จะลองทำตามที่นายบอกดูละกัน” มู่ซื่อเฉิงกล่าว


            ทั้งหมดเข้าไปกันอีกครั้ง  คราวนี้ในการต่อสู้พวกเขาทำเหมือนว่ากำลังสู้กับอาจารย์  ตั้งสมาธิ  สังเกตท่วงท่า  แววตา  อ่านการเคลื่อนไหว และตอบโต้  คราวนี้แม้จะตายลงอีกครั้ง  แต่พวกเขาก็พบว่าการเคลื่อนไหวในการต่อสู้ดีขึ้นมาก  เพราะพวกเขาได้จดจำการใช้กระบวนท่าจากร่างของพวกเขาอีกร่างหนึ่ง  แล้วนำมาปรับใช้กับตัวเอง  ซึ่งมันก็ได้ผลดีทีเดียว


            'ด่านสุดท้ายนี้  พวกเจ้าต้องใช้สติ  ปัญญา  สมาธิในการฝึกเป็นหลัก  วางเฉยต่อความมุ่งร้าย  ทำแค่ป้องกันตนเท่านั้น  เมื่อใดที่คิดร้ายกลับ  พวกเจ้าจะตายด้วยตัวของพวกเจ้าเอง' หานเอ้อหลางกล่าวเป็นเสียงให้พวกเขาได้ยินกันทั่ว


            ด่านสุดท้ายนี้พวกเขาใช้เวลาไปหลายปี  จนในที่สุดก็ผ่านมาได้  พวกเขาผ่านการตายนับครั้งไม่ถ้วน  เมื่อสามารถรับมือด้วยใจไม่มุ่งร้ายสักระยะ  ร่างอีกร่างของพวกเขาก็สลายไปเอง และแสงสว่างถูกส่องจากด้านใดด้านหนึ่ง  มันคือประตูออกจากด่านนี้นั่นเอง  เมื่อพวกเขาออกมาก็พบกับหานเอ้อหลางยืนอยู่ตรงซุ้มประตูขนาดใหญ่


            “นั่นคือทางออกเหรอครับไต้ซือ” หลี่ซีหยานถาม


            “ใช่แล้ว  เราขอบอกพวกเจ้าก่อนจะออกไป  ด่านสุดท้ายที่พวกเจ้าผ่านนั้นเป็นสิ่งที่มีระดับเหนือกว่าด่านอื่น ๆ  แต่ด่านอื่น ๆ นั้นเป็นเพียงด่านระดับต้นเท่านั้น  แดนฝันนิรันดร์ระดับกลางและระดับสูงนั้นจะยิ่งโหดหินกว่านี้  หากมีโอกาสเราคงได้พบพวกเจ้าอีก” รอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของหานเอ้อหลาง  ก่อนที่ร่างของไต้ซือผู้นี้จะสลายหายไปราวหมอกควัน


            พวกเขาเดินเข้าซุ้มประตูใหญ่พร้อมกันทุกคน  อีกด้านของซุ้มประตูมีแต่แสงสว่างจนพวกเขาแสบตา  ก่อนที่สติจะดับลง  ตามด้วยเสียงสะดุ้ง  เด้งตัวขึ้นนั่งพร้อมกันของพวกเขา  พวกเขาต่างคนต่างก็พบว่าตัวเองอยู่ในเต็นท์ของตัวเอง  ทุกคนหยิบนาฬิกาขึ้นมาดูโดยไม่ได้นัดหมาย  ซึ่งตอนนี้เป็นเวลาตี 3 แล้ว


            ไป๋หู่เป็นคนแรกที่ออกมาจากเต็นท์  ตามด้วยหลี่ซีหยาน  มู่ซื่อเฉิง และพวกต้าถง  สิ่งที่พวกเขาเห็นคือไป่ฉีกำลังนั่งอยู่ตรงกองไฟ  คอยเติมกิ่งไม้ลงไปเรื่อย ๆ


            “อ้าว กลับกันมาแล้วเหรอ” ไป่ฉียิ้ม


            “นายหมายถึง 18 ด่านเส้าหลินนั่นน่ะเหรอ” มู่ซื่อเฉิงดูหงุดหงิด ก็เจ้าเพื่อนคนที่นั่งอยู่ที่กองไฟดูไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลยน่ะสิ


            “ทุกคนฝันเหมือนกันหมดรึเปล่า” หลี่ซีหยานถามเพื่อความแน่ใจ  และก็ได้รับคำตอบคือการพยักหน้าของทุกคน


            “งั้น  นี่ก็เรื่องจริงเหรอเนี่ย” ต้าถงตกใจที่ความฝันของพวกเขาเชื่อมถึงกันจริง ๆ


            “พี่ไป่ฉี  เราสามารถเข้าไปในนั้นอีกได้ไหม” ไป๋หู่ถาม


            “มันไม่ได้ไปง่ายขนาดนั้น  ฉันเคยเข้าไปครั้งแรกตอนที่โดนคนของอี้หานซ้อมจนปางตายน่ะ” ไป่ฉีกล่าว (แต่งเรื่องให้พ้นตัว)


            “หงะ งั้นพวกเราไปเฉียดตายตอนไหนล่ะ” มู่ซื่อเฉิงถาม


            “จะไปรู้รึไง  ฉันไม่รู้เงื่อนไขของมันหรอกนะ(แถ)  มันแค่เรื่องบังเอิญ  ที่สำคัญเดี๋ยวตอน 6 โมงเช้าเราจะขึ้นเขาไปตักน้ำสำหรับอาบและน้ำสำหรับใช้ทำอาหาร  ไปเตรียมตัวดีกว่าจะมานั่งถามฉันนะ หึหึ” ไป่ฉีกล่าว


            “นาย....เฮ้อ ช่างเถอะ  ยังมีเวลาอีก 3 ชั่วโมง  ฉันขอไปนอนต่อดีกว่า” ต้าถงกล่าวก่อนจะเดินเกาหน้าท้องตัวเองกลับไปนอนที่เต็นท์  โดยยังไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตนเอง  ส่วนเพื่อน ๆ ในกลุ่มต้าถงเองก็ขอตัวไปนอนเช่นกัน


            “พี่ฉี  ไหน ๆ ก็ตื่นเวลาใกล้กับเวลาที่ผมต้องฝึกกับท่านพ่อที่ตระกูล  ช่วยเป็นคู่มือให้ได้ไหม” ไป่หู่ถาม


            “หืม ได้สิ  แต่ถ้านายแรงหมดตอนไปตักน้ำล่ะก็  ไม่มีใครช่วยหรอกนะ” ไป่ฉีเตือน


            “ไม่ต้องห่วงน่า” ไป๋หู่ยิ้ม


            “ขอฉันลองสู้กับนายด้วยสิ  ฉันอยากจะรู้ว่าประสบการณ์ที่ได้จากฝันนิรันดร์จะทำให้ฉันพัฒนาขึ้นรึเปล่า และร่างกายของฉันสามารถรองรับสิ่งที่ฉันได้มาจากที่นั่นได้มากน้อยขนาดไหน” หลี่ซีหยานกล่าว


            “ตกลง  นาย 2 คนตามฉันมา  มีลานโล่ง ๆ ที่ฉันเตรียมเอาไว้อยู่” ไป่ฉีเดินนำไป๋หู่กับหลี่ซีหยานไปยังลานกว้างภายในภูเขาแห่งนี้  ลักษณะลานกว้างนี้ไม่มีต้นไม้  ไม่มีหญ้าหรือต้นไม้เล็ก ๆ  ขนาดก้อนหินก็ไม่มีให้เห็นสักก้อนเช่นกัน  ที่จริงไป่ฉีต้องการใช้ที่นี่เป็นที่ฝึกกระบวนท่าให้พวกเพื่อน ๆ ของเขาอยู่แล้วจึงได้มาเตรียมไว้เมื่อวันก่อน


            “ใครจะลุยก่อนล่ะ” ไป๋หู่ถามขึ้น


            “เข้ามาพร้อมกันก็ได้นะ” ไป่ฉีไหวไหล่เล็กน้อย


            “หือ นายดูถูกฝีมือพวกเราเกินไปหน่อยไหม” หลี่ซีหยานถาม


            “ไม่ได้ดูถูก  แต่ฉันกำลังท้าทายตัวเองมากกว่า  ว่าจะมีความสามารถขนาดไหน  จะสามารถรับมือพวกนาย 2 คนได้รึเปล่า” ไป่ฉีตอบ


            “งั้นจะเข้าไปล่ะนะ” กล่าวจบหลี่ซีหยานพุ่งเข้าหาไป่ฉีทันที  หากเป็นแต่ก่อนเขาคงเข้าประชิดแล้วใช้กระบวนท่า  แต่คราวนี้  เขาเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจนเกิดภาพติดตา  ราวกับเขาแยกร่างได้  แล้วตัวจริงของเขาก็เข้าประชิดตัวไป่ฉีโดยที่ไป่ฉีจงใจยืนตั้งรับ  โดยไม่ขยับตัวไปไหน


            ส่วนไป๋หู่นั้นเคลื่อนที่เข้าหาไป่ฉีเช่นกัน  แม้การยืนของไป่ฉีจะดูไร้การป้องกัน  แต่นั่นเขาดูออกว่าไป่ฉีเตรียมการรับมือเขาไว้แล้ว  ดังนั้นเขาจึงสังเกตเท้าของไป่ฉี  เพื่อดูการเคลื่อนไหว  ขณะเดียวกันก็ระวังหมัดกับฝ่ามือของไป่ฉีด้วย


            ไป่ฉีมองการเข้ามาโจมตีของไป๋หู่กับหลี่ซีหยานด้วยสายตาเรียบเฉย  เขายื่นฝ่ามือออกไปปะทะกับหมัดของทั้ง 2 คน  บิดแล้วพลิกฝ่ามือเล็กน้อย  ทำให้หมัดของทั้ง 2 เบี่ยงไปปะทะกันเอง


            “หย๋า” ไป๋หู่รีบถอยออก  หลี่ซีหยานเองก็เช่นกัน


            “ไม่ยอมหรอก” หลี่ซีหยานพุ่งเข้าไปอีกครั้ง  คราวนี้เขาพุ่งเข้าไปเพื่อให้ไป่ฉีอยู่ในระยะโจมตีของเขา  ก่อนจะย่อตัวสไลด์ไปตามพื้นโดยอาศัยแรงที่เฉื่อยที่วิ่งมา  จากนั้นใช้มือของเขาเป็นหลักยึดกับพื้น  ใช้มัดกล้ามเนื้อในการยกตัวเองแล้วเหวี่ยงขาเตะที่ข้อพับของไป่ฉี


            ไป๋หู่เองก็เช่นกัน  เขาเข้าโจมตีอีกครั้ง  คราวนี้เขาออกหมัดขวาเป็นตัวหลอก  แต่ที่จริงแล้วหมัดซ้ายเป็นหมัดที่ใช้โจมตีจริงนั้นอยู่ในระดับต่ำกว่าหมัดขวาเพื่อให้หมัดขวาบังการโจมตีของหมัดซ้าย  แต่ใครจะคิดว่าไป่ฉีจะใช้เท้าถีบพื้นครั้งเดียวก็ทิ้งระยะห่างจากไป๋หู่และหลี่ซีหยานถึง 1 เมตร  ทำให้ลูกเตะของหลี่ซีหยานเตะเข้าที่ขาของไป๋หู่แทน 


            “หวา” ไป๋หู่ทั้งตกใจทั้งเจ็บ  แต่เมื่อเขาหันไปทางทิศที่ไป่ฉีถอยหลังไป  เขาก็พบมือหนึ่งจับเข้าที่หัวเขาแล้วผลักเขาให้หัวกระแทกพื้นด้วยความงุนงง ทั้ง ๆ ที่เขาสัมผัสไม่ได้ถึงแรงผลักที่รุนแรง  แต่กลับทำให้เขาล้มได้


            หลี่ซีหยานเมื่อโจมตีพลาดโดนไป๋หู่  เขาบิดแขนเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนทิศทางการโจมตี  จากนั้นใช้แขนของเขาดันพื้นให้ตัวของเขาพุ่งเข้าใส่ไป่ฉี  แม้จะโจมตีได้ต่อเนื่องขึ้น  แต่ก็มีช่องโหว่ให้เห็น  ไป่ฉีจับเข้าที่ข้อเท้า  จากนั้นใช้แรงแขนมหาศาลของเขายกหลี่ซีหยานฟาดลงกับพื้น


            พวกเขาฝึกต่อสู้กันจนถึง 6 โมงเช้า  พวกต้าถงเดินออกมาจากเต็นท์ก็เห็นไป๋หู่กับหลี่ซีหยานที่ตามตัวและใบหน้าเปื้อนฝุ่นดิน  ผมยุ่งกระเซิง  ก็หัวเราะขึ้น


            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า พวกนายไปทำอะไรมาน่ะ  ดูไม่ได้เลย” มู่ซื่อเฉิงที่ออกมาเห็นก็หัวเราะชี้ไปที่ทั้ง 2 คน


            “ไปลองวิชานิดหน่อยน่ะ” หลี่ซีหยานกล่าว


            “เอ๋ ไปลองวิชากัน 2 คนไม่ชวนกันเลยนะ” ต้าถงกล่าว


            “นายบอกจะนอนนี่  เลยไม่ชวนไง” ไป๋หู่กล่าว


            “งั้นวันนี้มาเจอกันหน่อยไหมล่ะ” ต้าถงท้าทาย


            “ไม่ได้  วันนี้มีโปรแกรมฝึกที่กำหนดเอาไว้แล้ว” ไป่ฉีกล่าว  ในการต่อสู้เมื่อเช้า  ไป่ฉีที่รับมือกับไป๋หู่กับหลี่ซีหยานกลับตัวสะอาดไร้ฝุ่นผง  ทำให้ไป๋หู่กับหลี่ซีหยานเข้าใจอย่างแท้จริงว่าพวกเขากับไป่ฉียังห่างชั้นกันมาก


            “เอาล่ะ  ไปตักน้ำกันได้แล้ว” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับถือถังตักน้ำของตัวเองเดินขึ้นเขาไป

    _______________________________

    +ฝากเพจนิยายด้วยครับ+


    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน