ตลอดทั้งคืนอู่เทียนไฉ่เฝ้าชี้แนะหลินหลานหรูถึงการควบคุมอาวุธวิญญาณในร่างกายของนาง
ให้นางสามารถเรียกใช้อาวุธวิญญาณได้ตามที่ต้องการทุกเมื่อยิ่งกว่านั้นความเร็วในการเรียกใช้อาวุธวิญญาณ สามส่วนจะเป็นตัวตัดสินผลแพ้ชนะแต่หากถึงเวลาต้องเรียกใช้อาวุธวิญญาณแล้วรอจนครึ่งค่อนวันยังไม่ยอมออกมาก็ไม่ต้องเรียกมันแล้วได้ถูกอาวุธของฝ่ายตรงข้ามสังหารก่อนเป็นแน่
รอจนฟ้าสว่างในวันต่อมาความเร็วในการเรียกใช้อาวุธของหลินหลานหรู พูดได้ว่าเพียงพริบตาที่นางต้องการแต่ยังเร็วไม่มากพอในสายตาของอู่เทียนไฉ่ เขาให้นางรองใหม่อีกทั้งไม่อนุญาตให้นางก้าวออกจากห้องบนเรือชั้นดาดฟ้าความเหนื่อยล้าจึงเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่นางต้องรับมือกระทั่งท้องฟ้าเหนือน้ำทะเลด้านนอกหน้าต่างมืดสนิทอีกครั้ง
ตลอดทั้งวันเฉิงอิ้นแวะมาหาหลินหลานหรูสองครั้งอินถิงมาหาหนึ่งครั้ง คนทั้งสองล้วนถูกขวางอยู่หน้าประตูทูตซ้ายขวาของประมุขพรรคมารได้รับคำสั่งมาไม่ให้ผู้ใดรบกวนสมาธิในการฝึกวิชาของประมุขน้อย
ความกังวลของเฉิงอิ้นนั้นมีมากทำให้เขาไม่ยอมจากไปไหน ด้านหน้าประตูจึงมีเขายืนเฝ้าเพิ่มมาอีกหนึ่งคนสายตาจับจ้องอยู่ที่ประตูฉลุลาย
ตกดึกหลินหลานหรูสามารถเรียกใช้อาวุธวิญญาณได้ตามผลลัพธ์ที่อู่เทียนไฉ่ต้องการในที่สุดหนึ่งพันครั้งที่ต้องเรียกใช้อาวุธวิญญาณติดต่อกันออกมาในพริบตาอู่เทียนไฉ่จึงจะมั่นใจว่าหลินหลานหรูสามารถทำได้จริงซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ยามนั้นประตูหน้าห้องเปิดออกเฉิงอิ้นเดินนำของว่างเข้ามา เป็นขนมดอกกุ้ย และของหวานอีกสองสามอย่างมีนมตุ๋นเห็ดหูหนูหนึ่งถ้วย คราวก่อนที่จุดพักม้า นมตุ๋นของที่นั่นถูกปากนางมากเฉิงอิ้นจึงให้คนเตรียมสิ่งนี้ไว้ให้หลินหลานหรูเป็นพิเศษเขาเห็นสีหน้าของนางไม่สู้ดีนักภายใต้ใบหน้านิ่งขรึมจึงแฝงความไม่พอใจที่มีต่ออู่เทียนไฉ่สามส่วน
หลินหลานหรูเข้าใจว่าวิธีฝึกของพรรคมารย่อมไม่เหมือนสำนักทั่วไปแปดส่วนเรียกได้ว่าอำมหิตถึงที่สุด หากรับวิชาไม่ได้ก็ตายเพียงสถานเดียวไม่แปลกที่คนภายนอกจะมองวิชามารเป็นวิชานอกรีตตั้งกฎสำนักว่าหากผู้ใดแอบฝึกฝนวิชามารนอกรีตบทลงโทษคือทำลายวรยุทธ์และขับออกจากสำนักเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาแต่ไหนแต่ไร
ภายในห้องเกิดความเงียบไปชั่วขณะหนึ่งหลังหลินหลานหรูกินของว่างเสร็จค่อยนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
ในห่อสัมภาระซึ่งวางอยู่ด้านหลังเฉิงอิ้นในนั้นมีแผ่นหนังซึ่งทำจากหนังแกะ เย็บติดกับเสื้อผ้าชุดหนึ่งของหลินหลานหรูบนหนังแกะสลักเคล็ดวิชาควบคุมจิตมารเอาไว้ หลังออกจากหอเสอหลิงในคราวนั้นหลินหลานหรูได้เขียนทุกตัวอักษรที่คิดว่ามีประโยชน์ต่อการฝึกลงไปตอนนี้นึกขึ้นมาได้จึงมีโอกาสได้ให้อู่เทียนไฉ่ดู
เฉิงอิ้นส่งห่อสัมภาระให้หลินหลานหรูทว่าหลังจากนางนำมันออกมาแล้ว กลับไม่ใช่เคล็ดวิชาควบคุมจิตมารอย่างที่เข้าใจ
"นี่เป็นเพียงอักขระโบราณเท่านั้นไม่แปลกที่เจ้าจะอ่านไม่ออกในนี้เล่าถึงจุดกำเนิดของจิตวิญญาณและความเป็นมาของจิตมารไม่เชิงว่าเป็นวิธีควบคุมจิตมารเสียทีเดียว"
ฟังอู่เทียนไฉ่พูดหลินหลานหรูมีท่าทางผิดหวังอยู่บ้างเมื่อเลิกแขนเสื้อด้านซ้ายขึ้นก็พบว่าเส้นเลือดสีม่วงบนท้องแขนยังคงอยู่และยาวขึ้นกว่าเมื่อห้าวันก่อนถึงครึ่งชุ่น
ความผิดหวังนี้อู่เทียนไฉ่มองเห็นผ่านดวงตาของนางได้อย่างชัดเจนจึงพูดปลอบ "อาหลัน เจ้าอย่าได้เศร้าไปในตัวเจ้ามีพลังทิพย์ของข้าครึ่งหนึ่งสะกดจิตมารไว้อยู่หากไม่มีอะไรมากระตุ้นอารมณ์ของเจ้ามากเกินไปในช่วงนี้เชื่อว่าจิตมารนี้ไม่เป็นปัญหาอย่างแน่นอน ส่วนเส้นเลือดบนแขนรอเรือเทียบท่าเมื่อไร ข้าจะหาวิธีทำให้เจ้าผสานลมปราณทั้งสองเป็นหนึ่งโดยเร็วเมื่อนั้นจิตมารก็จะหายไปเอง ไม่จำเป็นต้องหาวิธีควบคุมมันแล้ว"
หลินหลานหรูกังวลอยู่บ้างต่อมาก็ตอบรับด้วยสีหน้าที่ดูดีขึ้นที่ผ่านมาแม้ร่างกายของนางจะถือว่าอายุน้อยแต่จิตใจกลับโตมากด้วยอายุที่นับรวมมาจากชาติก่อน เมื่อรวมกับพลังของอู่เทียนไฉ่ที่ใช้สะกดจิตมารนางจึงควบคุมจิตมารได้ดีทีเดียวที่ผ่านมาจิตมารถูกกระตุ้นบ้างแต่ไม่นับเป็นเรื่องใหญ่
"เช่นนั้นก็ทำลายหนังแกะนี้ทิ้งเสียเถอะ"อู่เทียนไฉ่พูด
เดิมทีอู่เทียนไฉ่ต้องการให้หลินหลานหรูหาวิธีควบคุมจิตมารในบันทึกเล่มนั้นแต่ดูเหมือนว่าหลายปีมานี้อู่เสียวฉีจะทำบางอย่างกับเนื้อหาในบันทึกก่อนแล้วป้องกันไม่ให้เหลยเมี่ยวหาวิธีควบคุมจิตมารแล้วขจัดจิตมารที่เปลี่ยนเป็นไอพิษ
ตามจริงแล้วจิตมารหากควบคุมมันในร่างได้ก็ไม่นับเป็นปัญหายิ่งไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดพิษในภายหลัง เว้นแต่ว่าจะฝึกวิชาจนธาตุไฟแทรกถึงเวลานั้นไม่ว่าแข็งแกร่งมาจากที่ใดก็ไม่อาจควบคุมจิตมารได้อีกแล้ว
เมื่อไม่สามารถหาวิธีควบคุมจิตมารได้เช่นนี้ตลอดทั้งคืนจนรุ่งเช้าวันถัดมาอู่เทียนไฉ่จึงทุ่มเวลาทั้งหมดไปกับการชี้แนะวิธีใช้อาวุธวิญญาณของหลินหลานหรูในการต่อสู้
มีช่วงหนึ่ง อู่เทียนไฉ่พูดยิ้มๆว่านางมีวาสนากับอาวุธวิญญาณนี้
ยามนั้นหลินหลานหรูเบ้ปากเล็กน้อยพูดว่า 'วาสนาที่เกือบแลกมาด้วยชีวิตงูวิญญาณตัวนั้นบัดซบเหมือนท่านไม่ผิด'
ใบหน้าอู่เทียนไฉ่พลันดำมืดเขาเขกศีรษะหลินหลานหรูไปถึงสองครั้ง ครั้งแรกนางไม่ทันตั้งตัวครั้งที่สองนั้นนางเต็มใจยอมรับโทษเอง
นับว่ายังดีที่เย็นวันนี้อู่เทียนไฉ่ไม่เคี่ยวเข็ญนางอีกเขาเพียงบอกว่าวิชาที่นางฝึกถึงขั้นสูงสุดแล้ว หากจะอ่อนคงมีเพียงพลังเท่านั้นซึ่งหากลมปราณทั้งสองยังต่อต้านกัน การจะบ่มเพาะพลังจึงค่อนข้างเป็นปัญหาทำให้พลังของนางเพิ่มขึ้นทีละไม่ถึงหนึ่งส่วนเมื่อเทียบกับความสามารถที่ก้าวกระโดดของนางเรื่องนี้จึงจะรีบร้อนไม่ได้
เมื่ออู่เทียนไฉ่ไม่เอ่ยอะไรอีกหลินหลานหรูจึงพาตัวเองหลบออกมาจากห้อง
หลังออกมาจากห้องบนเรือชั้นสาม
หลินหลานหรูเหมือนค้นพบชีวิตใหม่ทุกย่างก้าวจึงเดินเร็วกว่าปกติตลอดสองวันมานี้ได้ยินเพียงเสียงลมและคลื่นทะเลกระทบเรือรับรู้เพียงกลางวันกับกลางคืนผ่านช่องหน้าต่างเท่านั้น
เมื่อออกมาแล้วคนแรกที่หลินหลานหรูพบระหว่างทางคือผู้ดูแลเสิ่น สอบถามเขาว่า"สองวันนี้ศิษย์สำนักเก้าฟ้าสร้างความเดือดร้อนให้ท่านหรือไม่"
นางเป็นคนพาคนเหล่านั้นขึ้นเรือดังนั้นคนเหล่านั้นไม่ว่าจะก่อเรื่องใดล้วนอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของนางจะผลักภาระไปให้ผู้อื่นมิได้
น้ำเสียงของหลินหลานหรูนุ่มนวลน่าฟังผู้ดูแลเสิ่นเผยยิ้มแล้วรีบตอบอย่างนอบน้อม"พวกเขาไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอะไรให้ผู้น้อยขอรับมีเพียงวุ่นวายเรื่องอาหารบ้างเท่านั้นวันแรกที่ออกเรือมีหนึ่งคนเมาเรือก็ให้ลูกเรือที่รู้วิชาแพทย์มาดูอาการแล้วไม่ถือเป็นปัญหา สองวันมานี้หากพวกเขาไม่นั่งฝึกวิชาในห้องพักก็จะออกมาตกปลาที่ท้ายเรือ คุณหนูวางใจได้ขอรับ"
ตามที่ผู้ดูแลเสิ่นกล่าวมาระหว่างพวกนางและศิษย์สำนักเก้าฟ้าถือได้ว่าต่างคนต่างอยู่ลำพังเพียงอาศัยเรือผู้อื่นร่วมเดินทาง ที่ควรเลี่ยงปัญหาได้จึงควรเลี่ยงหลินหลานหรูจึงไม่ห่วงอะไรมาก
ทว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่พวกหลินหลานหรูไม่รู้ศิษย์น้องเล็กของสำนักเก้าฟ้าผู้หนึ่งได้เริ่มสงสัยฐานะของพวกนางแล้วสำนักเก้าฟ้าขึ้นชื่อในเรื่องเพลงกระบี่ปราบมารไม่แปลกที่อู่เทียนไฉ่ไม่รับพวกเขาขึ้นเรืออย่างไรเสียอธรรมกับธรรมะก็เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกันอยู่แล้ว ในใจศิษย์สำนักคุณธรรมเหล่านั้นล้วนถูกสอนให้เติบโตมากับคำว่าอคติ และคำว่า 'พรรคมาร' สำหรับพวกเขาก็หมายตรงตัวกับคำว่า 'ผิด' ไม่ว่าเรื่องใด
เจอคนของพรรคมารยังต้องร้องหาความยุติธรรมกับพวกเขาด้วยหรือ
ดังนั้นแล้วอู่เทียนไฉ่ย่อมไม่มีทางนำความยุ่งยากมาให้ตนเองโดยไม่จำเป็นทว่าสำหรับหลินหลานหรู นางก็มีเหตุผลของนางที่รับพวกเขาขึ้นเรือ
หลินหลานหรูผงกศีรษะอย่างพึงพอใจ"รบกวนผู้ดูแลเสิ่นแล้ว"
"แบ่งเบาภาระงานของคุณหนูคือหน้าที่ของผู้น้อยขอรับ" ผู้ดูแลเสิ่นปีนี้ก็อายุห้าสิบสามแล้วแต่กลับแข็งแรงยิ่งกว่าคนหนุ่ม
ตอนที่หลินหลานหรูเดินออกมา ท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิทคลื่นลมแรงผิดปกติ คล้ายกำลังจะเกิดพายุฝนผู้ดูแลเสิ่นเดินตามหลินหลานหรูพลางรายงานเรื่องอื่นๆ บนเรือที่เหลืออีกรอบหนึ่งจนมาหยุดที่ท้ายเรือ
เด็กสาวชะงักฝีเท้าหยุดยืนที่มุมหนึ่งตรงท้ายเรือ ก่อนทอดสายตาไปยังทิศตะวันตกซึ่งนอกจากผืนน้ำที่กลืนหายไปกับความมืดแล้วก็ไม่มีสิ่งใดปรากฏเด่นชัดนางยืนมองอยู่เช่นนั้น ทั้งยังสวมเสื้อเพียงชั้นเดียวผู้ดูแลเสิ่นจึงเปิดปากจะเอ่ยให้นางรีบกลับเข้าห้องพัก แม้จะอยู่ในช่วงฤดูร้อนแต่ลมกลางคืนท่ามกลางทะเลเย็นเสียดผิวนัก
"คุณ..." พูดได้ครึ่งคำหลินหลานหรูพลันยกมือห้าม สายตามองแสงสว่างลิบๆ ในความมืดด้านนั้นสีท้องฟ้าและน้ำทะเลโดยรอบก็เริ่มปรากฏแสงสีส้มจางๆจากดวงไฟจำนวนมากที่ส่องสะท้อนให้เห็นไกลๆ ค่อยๆ ขยายตัวใหญ่ขึ้น
ผู้ดูแลเสิ่นมองไปก็เห็นถึงความผิดปกติเช่นกันนับดวงไฟทางทิศตะวันตกดูแล้วมีอยู่สองจุด และอีกสามจุดทางทิศเหนือผู้ดูแลเสิ่นมีใบหน้าตระหนกขึ้นมาฉับพลัน ไม่รอให้หลินหลานหรูเอ่ยขึ้นก็ร้อนรนพูดว่า "แย่แล้วคุณหนู! เรือของพวกเราถูกล้อม"
สีหน้าหลินหลานหรูดูไม่ดีเช่นกันแต่ชั่วอึดใจใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ก่อนผละห่างจากท้ายเรือมุ่งหน้าไปหาอู่เทียนไฉ่
"เรือพวกเราถูกล้อม!"
ลูกเรือสามสี่คนวิ่งแตกตื่นไปทั่วทั้งชั้นปากร้องตะโกนหนีเอาตัวรอด ดูไปแล้วคล้ายพวกขี้ขลาดหวาดกลัวความตายแต่แท้จริงแล้วลูกเรือเหล่านี้ไม่มีใครที่ไม่มีวรยุทธ์ล้วนเป็นคนของพรรคมารทั้งสิ้น หากเรือลำนี้เรียกว่า 'ป่าช้า' ที่อยู่บนเรือก็คงเป็นผีทั้งหมดมีเพียงศิษย์จากสำนักเก้าฟ้าที่เป็นพวกแปลกปลอม
ทันทีที่มีเสียงตะโกนดังขึ้นคนบนเรือทั้งหมดพลันอยู่ในการเตรียมพร้อมเพื่อรอรับคำสั่งโจมตี คนของพรรคมารที่อยู่ในคราบบ่าวอารักขาเกือบร้อยชีวิตล้วนหยิบหน้ากากทองเหลืองขึ้นสวม หน้ากากยักษ์ที่ปรากฏสร้างความตกใจระคนแปลกใจให้ศิษย์สำนักเก้าฟ้าในใจพวกเขานึกสงสัยแต่ไม่อาจวู่วามลงมือ
หลินหลานหรูตามมายืนบนชั้นดาดฟ้ามองเรือสำเภาห้าลำทั้งสี่ทิศ เยื้องไปด้านหน้าของนางเล็กน้อยคืออู่เทียนไฉ่ที่กำลังยืนรออยู่รอบข้างยังมีทูตซ้ายขวา ผู้ดูแลเสิ่นและเฉิงอิ้นที่เพิ่งตามมา จากนั้นบรรยากาศรอบๆก็เริ่มก่อตัวด้วยความตึงเครียดกระแสลมบนนี้ไม่ได้ช่วยพัดความตึงเครียดที่ไร้รูปร่างให้ลดลงกลับชวนให้รู้สึกอึมครึมราวกับมีเมฆฝนรอยอยู่เหนือศีรษะ
นางเผลอแหงนขึ้นมองสำรวจฟ้าครั้งหนึ่งรอจนได้ยินเสียงอู่เทียนไฉ่จึงหันไปที่เขา
"ตั้งแต่เมื่อไรที่เจ้ารู้ล่วงหน้า"อู่เทียนไฉ่คาดไม่ถึงด้วยซ้ำว่าอู่เสียวฉีจะลอบโจมตีเวลานี้ กลางทะเล
"ข้าไม่รู้ล่วงหน้าหรอกเจ้าค่ะ"
เดิมทีหลินหลานหรูเป็นคนระแวงหากดึงศัตรูทุกคนมาอยู่ในการควบคุมของนางไม่ได้ นางจะไม่ทำนอกเหนือจากนั้นคือการชักใยป้องกันอยู่เบื้องหลังอย่างไรเสียเรือใหญ่ที่คนคุ้มกันน้อย ออกเดินทางทางทะเลย่อมต้องพบเจอโจรสลัดเป็นอันดับแรกดังนั้นนางจึงเห็นว่ามีศิษย์สำนักเก้าฟ้าติดตามไปด้วยสักสามสี่วันย่อมปลอดภัยกว่าเทียบพวกเขากับคนของพรรคมารแล้ว แม้จะได้รับการฝึกมาอย่างดีทั้งสิ้นทว่าฝีมือยังต่างระดับกันอยู่มาก
"เด็กพวกนั้นเป็นคนของสำนักคุณธรรมเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าพวกเราจะไม่ถูกโจมตี ถึงตอนนี้แล้วมิเท่ากับรับศึกสองด้านหรือ" ด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมอยู่ตลอดของอู่เทียนไฉ่หลินหลานหรูจึงรู้สึกว่าน้ำเสียงของเขาราบเรียบตามไปด้วย
ทว่าอู่เทียนไฉ่แม้ไม่มีเจตนาตำหนินางแต่ในใจรู้สึกว่านางมักลงมือทำอะไรเสี่ยงๆ อยู่ตลอดหากถูกฝ่ายศัตรูจับจุดอ่อนข้อนี้ได้ นางต้องพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัยเขาจึงคิดจะใช้เรื่องนี้ค่อยๆ สอนนาง
หลินหลานหรูสะอึกอยู่บ้างในใจหวังว่าศิษย์สำนักเก้าฟ้าจะยังไม่รู้ว่าพวกนางเป็นคนของพรรคมารซึ่งก่อนจะตัดสินใจพาพวกเขาขึ้นเรือ นางก็รับรู้ถึงความเสี่ยงอยู่ก่อนแล้วดังนั้นยามนี้จึงไม่ได้แสดงสีหน้าโอ้อวดในผลงาน พูดไปตามจริงว่า
"ศิษย์สำนักเก้าฟ้าขึ้นชื่อเรื่องกระบี่ปราบมารที่อยู่ในกลุ่มของพวกเขาคือศิษย์พี่ใหญ่สำนักเก้าฟ้าคนผู้นี้ไม่ได้โง่เขลาแต่แยกแยะเป็น ย่อมรู้ว่าลงเรือลำเดียวกันแล้วแม้ไม่อาจญาติมิตรกับพรรคมารได้ แต่ก็ไม่อาจตัดกำลังรับศึกศัตรูได้เช่นกันยามนี้ไม่ว่าพวกเขาหรือพวกเรา มีทางเดียวที่จะเอาชีวิตรอดกลางทะเลนี้ได้คือต้องอาศัยกำลังร่วมมือจากอีกฝ่าย"
นางเอ่ยเน้นย้ำความคิดตัวเองอีกว่า"ไม่ใช่ข้าเชื่อใจคนแซ่อินผู้นี้จนเกินไป ข้าเพียงวางเดิมพัน...เล่นเท่านั้นหากสำนักเก้าฟ้ามีศิษย์โง่เขลาถึงปานนั้นในงานชุมนุมยุทธภพคงไม่ได้ชื่อสำนักยุทธ์อันดับหนึ่งมาครอง"
อู่เทียนไฉ่ฟังนางกล่าวสายตาไม่ได้ละจากเรือลำใหญ่ที่แล่นเข้ามาเรื่อยๆ เขาพยักหน้าเล็กน้อยส่วนหนึ่งไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิธีการที่นางใช้แต่ยอมรับว่าผลประโยชน์ที่ได้นั้นคุ้มค่ามาก
"แต่วิธีการของเจ้าก็ยังสิ้นคิดอยู่ดี!มากคนก็มากความคิดจิตใจ ผู้ใดจะรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นจำไว้ไม่ว่าจะทำอะไรสำคัญที่สุดคือห้ามเผยจุดอ่อนของเจ้าให้ผู้ใดล่วงรู้ทุกแผนการต้องมีแผนรับมือไว้ทุกทางที่เป็นไปได้เมื่อนั้นต่อให้ศัตรูของเจ้าล่วงรู้อนาคต มากเล่ห์ร้ายกาจเพียงใดเจ้าก็จะไม่มีทางเพลี่ยงพล้ำง่ายๆ"
หลินหลานหรูเม้มริมฝีปากสะกดกั้นความโกรธในใจ ตอบรับว่า "ท่านพ่อ ข้าจะจำไว้"
ก่อนหน้านั้นผู้ดูแลเสิ่นเสนอให้ดับไฟทุกจุดบนเรือแต่อู่เทียนไฉ่ปฏิเสธ หลินหลานหรูเห็นด้วยเช่นกัน คืนนี้คลื่นสูงลมแรงมิหนำซ้ำยังคล้ายว่าจะมีพายุ กระแสลมเปลี่ยนทิศทางอยู่ตลอด ไม่อาจกางใบเรือให้เรืออับปางฉะนั้นการหนีจึงไม่ใช่ทางออกที่ดีอย่างแน่นอน
"ท่านพ่อตอนนี้ข้าสามารถฆ่าอู่เสียวฉีได้หรือไม่"
อู่เทียนไฉ่หันมามองหลินหลานหรูเขานิ่งไปครู่หนึ่งนึกถึงเรื่องที่ทูตซ้ายรายงานว่าอู่เสียวฉีอยู่บนเรือลำใดลำหนึ่งในห้าลำนั้น
ครั้งนี้อู่เสียวฉีนำกำลังคนมาด้วยตนเองคงเตรียมพร้อมมาอย่างดี นึกไปถึงข่าวที่อู่เสียวฉีกำลังรวบรวมพลในแคว้นตู๋ฝางเห็นจะเป็นแผนล่อเสือออกจากถ้ำ หลอกล่อให้เขาออกจากเกาะ
"ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นที่เจ้าจะฆ่าเขาได้ความสามารถของเจ้ายังห่างไกลมาก"
"แต่ถ้าร่วมมือกันเล่ายังพอไหวหรือไม่" หลินหลานหรูปรายสายตาไปที่เฉิงอิ้นหากคำตอบของอู่เทียนไฉ่ยังอยู่ที่คำว่า 'ไม่' ทางเดียวที่เขาจะทำกับนางเวลานี้คงไม่พ้นแบ่งกำลังคนคุ้มกันนางให้หนีลงจากเรือ
อู่เทียนไฉ่มองตามสายตาของหลินหลานหรูซึ่งไปตกอยู่ที่บุรุษหนุ่มตาบอด"ด้วยวรยุทธ์ของเขา ก็อาจเป็นไปได้"
สิบปีก่อนท่านอาสี่ของอู่เทียนไฉ่ร้ายกาจเพียงใดทว่ายังพ่ายแพ้ให้กับเจ้ายุทธภพที่เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุไม่ถึงยี่สิบสุดท้ายท่านอาสี่บาดเจ็บภายใน ธาตุไฟแทรกและตายในเวลาต่อมาฝีมือเขาคนนี้ถือว่าได้รับการพิสูจน์มาแล้ว
เมื่ออู่เทียนไฉ่เห็นด้วยก่อนหน้าที่คิดว่าจะส่งหลินหลานหรูลงจากเรือจึงพับเก็บความคิดนั้นไปเริ่มวางแผนกันคร่าวๆอีกทั้งยังให้ผู้ดูแลเสิ่นทำหน้าที่ควบคุมคนรับมือกับคนของอู่เสียวฉีส่วนคนข้างกายของอู่เสียวฉีที่ฝีมือค่อนข้างร้ายกาจปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทูตซ้ายขวา
"ท่านประมุขศิษย์สำนักเก้าฟ้าผู้แซ่อินขอพบขอรับ"ลูกน้องสวมหน้ากากของอู่เทียนไฉ่ประสานมือรายงาน
อู่เทียนไฉ่สะบัดแขนเสื้อวาดมือไพล่หลังออกคำสั่งผ่านท่าทางให้ผู้ดูแลเสิ่นและทูตทั้งสองไปทำตามที่ตกลงกันไว้ก่อนพูดกับลูกน้องที่เข้ามารายงานว่า "ให้เขาขึ้นมา"
อินถิงเดินขึ้นมาโดยการนำของชายสวมหน้ากากยักษ์แล้วเหลือบมองหลินหลานหรูที่ไม่ได้ปกปิดใบหน้า แรกเริ่มชายหนุ่มเผยสีหน้าตกใจอยู่บ้างทว่าแค่เพียงแวบเดียวก็กลับมาเป็นปกติราวกับแผลเป็นบนใบหน้าของนางไม่ได้มีผลอะไรต่อเขา
หลินหลานหรูเห็นอินถิงมองมาในใจรู้สึกสะดุ้งอยู่บ้าง ทว่ายังรักษารอยยิ้มแล้วผงกศีรษะให้เขาจากนั้นจึงขอตัวกับอู่เทียนไฉ่ พาเฉิงอิ้นเดินลงจากชั้นดาดฟ้า
ศิษย์พี่ใหญ่สำนักเก้าฟ้าเผลอมองตามเด็กสาวโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้เจอนางมาสองวันเต็มๆ เมื่อครู่นางยิ้มให้เขารอยแผลเป็นที่ทำให้เขาตกใจอยู่บ้าง ไม่ได้ลดทอนความงามของนางลงเลยเขาถึงกับใจเต้นโครมคราม
"อะแฮ่ม!"อู่เทียนไฉ่กระแอมเป็นครั้งที่สองแล้ว ชายหนุ่มตรงหน้าเขาถึงได้หันมา
อีกฝ่ายเสียมารยาทแล้วจึงยิ้มแห้งๆ
"ขออภัยท่านอู่"อินถิงประสานมือให้ผู้อาวุโสกว่า ก่อนเอ่ยถึงเจตนาที่ขอพบ"พวกข้ามองเห็นเรือห้าลำแต่ไกล ดูแล้วคล้ายไม่ได้มาดีไม่ทราบว่าท่านรู้หรือไม่ว่าเป็นพวกใดข้าเคยได้ยินเรื่องโจรสลัดในแถบน่านน้ำนี้อยู่บ้างหากเป็นเพียงโจรสลัดพวกข้าคงยังพอช่วยรับมือไว้ แต่นี่..."เขาไม่เคยพบว่ามีเรือโจรสลัดบุกล้อมเรือโดยสารธรรมดาถึงห้าลำ!
"ไม่ใช่โจรสลัดอย่างที่พวกท่านเข้าใจหรอกตระกูลของข้าสร้างศัตรูไว้มาก นั่นคงเป็นหนึ่งในศัตรูจากที่ไหนสักที่กระมัง"
มุมปากอินถิงกระตุก 'ศัตรูจากที่ไหนสักที่' ยกมาเป็นกองทัพเลยนะนั่น
อู่เทียนไฉ่พูดอีกว่า"นี่เป็นความแค้นระหว่างตระกูลครั้งนี้ลูกสาวของข้าลากพวกท่านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยโดยไม่ได้ตั้งใจข้าจะให้คนนำเรือเล็กส่งพวกท่านจากไปก่อน จะได้ไม่พลอยถูกเหมารวมนับรวมหนีแค้นหนนี้ไปด้วย"
"ไม่ๆ ท่านอู่พวกข้าจะจากไปได้อย่างไร" พอพูดถึงลูกสาวของท่านประมุขอู่แล้วดวงตาอินถิงมีประกายวิบวับ "เรื่องนี้จะโทษแม่นางอู่ได้อย่างไรนางให้พวกข้าติดเรือมาด้วย พวกข้าล้วนซาบซึ้ง ระหว่างทางเจอเหตุเช่นนี้โดยบังเอิญถือว่าเป็นความซวยของพวกข้าแล้วกันจะผลักความผิดเพื่อระบายความขุ่นใจให้แม่นางอู่ได้อย่างไรยามนี้พวกท่านครอบครัวกำลังมีภัย แม่นางอู่งดงามบอบบางถึงเพียงนั้นพวกข้าย่อมต้องยื่นมือช่วยเหลือ" อินถิงยิ้มเพื่อจะได้ใช้โอกาสนี้แสดงความสามารถต่อหน้าว่าที่พ่อตาในอนาคตในใจกู่ร้องยินดีแทบคลั่ง
อินถิงวาดฝันไว้ล่วงหน้าแล้วในสายตาเขาแม่นางอู่แข็งแกร่งสง่างาม ขณะเดียวกันก็รูปร่างอ้อนแอ้นชวนถนอมได้เห็นนางเพียงครั้งแรกก็ไม่อาจละสายตาจาก ครั้งต่อมาเห็นใบหน้านางมีรอยแผลเป็นแต่ไม่เป็นไร...ยังพอรับได้
อู่เทียนไฉ่ย่อมไม่รู้ถึงความคิดเลยเถิดของอินถิงเขาหัวเราะเบาๆ บางครั้งก็รู้สึกชอบนิสัยขี้ระแวงของหลินหลานหรูพาคนหนุ่มคนสาวแปดคนมาเป็นเกราะกำบังให้ตนเอง"ในเมื่อพวกท่านมีน้ำใจข้าก็ไม่ปฏิเสธ แต่ไม่คิดจะให้พวกท่านมาทิ้งชีวิตพร้อมกับพวกข้าพ่อลูกแน่นอนเอาเป็นว่าจวนตัวเมื่อไร ข้าไม่ถือสาหากพวกท่านจะหนีเอาตัวรอดนั่นจะยิ่งทำให้ข้ารู้สึกไม่ติดค้างน้ำใจหนนี้"
"ท่านอู่กล่าวหนักไปแล้วพวกข้าเป็นถึงศิษย์สำนักเก้าฟ้า จะกระทำเรื่องน่าละอายใจเช่นนั้นได้อย่างไรยิ่งไม่อาจละทิ้งผู้อื่นเพื่อเอาตัวรอดเพียงลำพัง"
"ดี!"อู่เทียนไฉ่หัวเราะเสียงดังอย่างพึงพอใจ"เช่นนั้นข้าต้องฝากชีวิตของคนในตระกูลไว้กับพวกท่านด้วยแล้ว"
"ท่านอู่วางใจได้"อินถิงยิ้มเต็มใบหน้า ดวงตาระยิบระยับมีประกายปีติ
ระหว่างที่อู่เทียนไฉ่กับอินถิงสนทนากันอยู่นั้นศิษย์น้องเล็กสุดของสำนักเก้าฟ้าได้ยืนอยู่ตรงระเบียงทางเดินบนชั้นสองมองขึ้นไปบนดาดฟ้าที่ทั้งคู่พูดคุยกันอยู่ ทั้งแต่เรือห้าลำนั้นปรากฏเขาก็รับรู้ได้ถึงมวลกระไอมารที่เข้มข้นจนชวนสะพรึงยิ่งกับชายผู้ที่ศิษย์พี่ใหญ่สนทนาด้วยแล้ว ปราณมารของคนผู้นั้นแข็งกล้ามาก...
ทางด้านหนึ่งหลินหลานหรูขอตัวเดินออกมาแล้วจากนั้นรั้งอยู่ตรงบันได เงยหน้ามองคนบนดาดฟ้าด้วยเช่นกันเมื่อหลุบตาลงมาจึงประสานสายตากับศิษย์น้องเล็กสำนักเก้าฟ้าที่วันนั้นนางเห็นเขาผู้นี้เมามายไร้สติ
อีกฝ่ายสบตาหลินหลานหรูนิ่งเช่นกันจากนั้นเพียงผงกศีรษะทักทายนาง แล้วเดินกลับเข้าห้องพักหลินหลานหรูผงกศีรษะตอบเช่นกัน ก่อนเดินต่อไป
หลินหลานหรูยืนประจำการอยู่ท้ายเรือดวงหน้าขาวเนียนปะทะแรงลม
"อีกนานเท่าไรเรือห้าลำถึงจะแล่นประชิด"
"คาดว่าไม่ถึงครึ่งชั่วยามขอรับ"เฉิงอิ้นลดกล้องส่องทางไกลที่ได้มาจากทูตซ้ายของประมุขพรรคมารลง
"เร็วขนาดนั้นเชียว"หลินหลานหรูเอ่ย นางเงยหน้ามองจันทร์กระจ่างบนฟากฟ้า ที่ค่อยๆถูกเมฆหนากลุ่มใหญ่บดบัง ก่อนมองไปที่เรือของอู่เสียวฉีอีกครั้งยามนั้นลมทะเลกวนผิวน้ำให้เกิดคลื่นสูง ตัวเรือจึงโคลงไปมาอยู่บ้าง"เจ้าสามารถคาดการณ์กำลังคนของฝ่ายนั้นได้หรือไม่"
เฉิงอิ้นมองไปที่เรือเหล่านั้นก็ขมวดคิ้วคิดเขาไม่ทันตอบ เสียงหนึ่งพลันดังมาจากด้านหลัง
"ไม่ต่ำกว่าห้าร้อย"เป็นศิษย์น้องเล็กของสำนักเก้าฟ้าคนเดิม อินไป่ คือนามของเขาชายหนุ่มพูดต่ออย่างถือดีอีกว่า "ไม่คิดว่าศัตรูของพวกเจ้าจะเป็นคนของพรรคมารแค่เรือลำเดียวไอมารก็ปะทุจนแทบกระอักเลือดแล้วยิ่งเรือตรงกลางไอมารหนาหนักอย่างมาก ไม่เว้นแม้แต่...เรือลำนี้"
เขาพูดจบก็ปรายตาไปที่หลินหลานหรู
หลินหลานหรูนิ่งมองผู้มาใหม่สายตาคมปลาบจับจ้องที่ดวงตาของอินไป่ "ท่านมองเห็นด้วยหรือ"
ชายหนุ่มไหวไหล่คล้ายไม่แยแสต่อคำถามของนางเฉิงอิ้นเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีแข็งกระด้างจึงเดินขึ้นหน้ายืนขวางระหว่างอินไป่กับหลินหลานหรู
อินไป่กระตุกยิ้มมุมปากคล้ายเหยียดอยู่บ้าง"พวกเจ้าไม่ต้องห่วงหรอก มีแต่ข้าเท่านั้นที่มองเห็น พวกศิษย์พี่ของข้าข้าเองก็ไม่ได้บอกพวกเขา ไม่เช่นนั้นหลายวันมานี้จะอยู่บนเรืออย่างสงบหรือหากรู้ว่าเรือที่โดยสารมาด้วย เจ้าของเรือเป็นมารทั้งหมด ไม่สิยกเว้นเจ้าไว้คนหนึ่ง" เขาหมายถึงเฉิงอิ้นที่ไม่มีไอมาร"เช่นนั้นแล้วพวกเขาคงโจมตีพวกเจ้าโดยไม่ต้องรอให้ถามเหตุผล"
หลินหลานหรูกระตุกแขนเสื้อเฉิงอิ้นเบาๆให้เขาขยับหลบไปก่อน จากนั้นนางถึงเดินขึ้นหน้า เข้าใกล้อินไป่อีกเล็กน้อย
"คุณชายท่านนี้ท่านคิดเป็นศัตรูกับข้าหรือ" หลินหลานหรูเชิดหน้าอย่างไม่เกรงกลัว
อินไป่ถูกคำพูดตรงไปตรงมาของหลินหลานหรูทำให้นิ่งอึ้งชั่วครู่ให้หลังจึงเผยยิ้ม เกิดระลอกคลื่นที่แฝงความชื่นชมในใจแน่นอนว่าเขาย่อมไม่คิดเช่นที่นางพูด "ตอนนี้พวกเราลงเรือลำเดียวกันแล้วศัตรูของพวกเจ้าก็คือศัตรูของพวกข้าด้วย เสร็จศึกนี้ ไว้ตามกำจัดมารอย่างพวกเจ้าทีหลังก็ยังไม่สาย"
แววตาหลินหลานหรูมีประกายพึงพอใจวาบผ่านความเสี่ยงที่นางรู้สึกกังวลมาตลอดได้คลายลงแล้ว
ชั่วขณะนั้นเรือใหญ่ทั้งห้าลำของอู่เสียวฉีได้ส่งเรือเล็กพร้อมกำลังคนเข้าประชิด
หลินหลานหรูเปลี่ยนไปสนใจศัตรูบนพื้นน้ำ"ส่งธนูให้ข้า" มือยื่นไปรับคันธนูจากเฉิงอิ้นเพียงง้างสายไอสังหารก็พวยพุ่งลูกธนูพุ่งปลิดชีวิตคนของอู่เสียวฉีบนเรือเล็กไปสองคน
อินไป่ที่อยู่ด้านข้างยกยิ้มชื่นชมในใจเงียบๆรับคันธนูมาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ปลิดชีวิตคนบนเรือเล็กไปหลายคน
อู่เทียนไฉ่ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือสองมือไพล่หลังขณะมองหลินหลานหรูด้วยสีหน้าพึงพอใจนางขยับมือเพียงไม่กี่ครั้งก็ส่งธนูห้าดอกออกไปพร้อมกัน สังหารคนไปได้สิบคนนับเป็นความร้ายกาจที่หาได้ยากจากคนรุ่นหลัง
เพียงพริบตาเรือเล็กกว่าห้าร้อยลำเหล่านั้นของอู่เสียวฉีก็แล่นประชิดเรือใหญ่ธนูเพลิงนับร้อยดอกลอยมาตามม่านฟ้า ลมกระโชกไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางของลูกธนูยังคงพุ่งเป็นเส้นตรงด้วยความรุนแรง เวลาต่อมาทั้งลำเรือก็มีแต่ควันไฟพวยพุ่งทั่วทุกหนแห่งสว่างไสว เสียงกรีดร้องและคมกระบี่ฟาดฟันดังต่อเนื่อง
หลินหลานหรูกวาดตามองความวุ่นวายสองฝ่ายต่างโรมรันหาผู้ชนะ ศิษย์สำนักเก้าฟ้าสังหารคนของอู่เสียวฉีไปไม่น้อยศพมากมาย บ้างชิ้นเนื้อแขนขาดขาขาด ลอยในน้ำสีเงิน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งแสบจมูกลมกระพือเปลวไฟให้ลุกลามอย่างรวดเร็ว มีแต่เสียงอื้ออึงดังในหู
เฉิงอิ้นตวัดกระบี่คอยอารักขาหลินหลานหรูอยู่ข้างกายนาง
ชั่วอึดใจให้หลังในที่สุดหลินหลานหรูก็มองเห็นอู่เสียวฉีแล้ว คนผู้นั้นโดดเด่นน่าพรั่นพรึง
หลินหลานหรูทะยานตัวไปยังเรืออีกลำสภาพบนเรือลำนี้ยับเยินจากการต่อสู้ไม่ต่างกันอู่เทียนไฉ่รับมือกับอู่เสียวฉีมาได้สักพัก
เป็นครั้งแรกที่หลินหลานหรูนึกเสียใจที่ฝึกใช้มีสั้นแทนที่จะเป็นกระบี่เฉิงอิ้นตวัดกระบี่ไป๋เหอครั้งเดียวก็จัดการสมุนเล็กๆ ไปได้หลายคนขณะที่มีดของนาง... หลินหลานหรูก้มมองมีดในมือก็ยิ้มฝืดเฝื่อน
เด็กสาวกระโดดเข้ารับมืออู่เสียวฉีพร้อมบิดาบุญธรรมคนผู้นี้มีหน้าตาคล้ายเหลยเมี่ยวมาก แต่เหลยเมี่ยวไร้วรยุทธ์จึงดูแก่กว่าหลายสิบปี
"อาหลัน ระวังอาวุธวิญญาณของเขา!"อู่เทียนไฉ่กระอักเลือดก่อนรีบพูด
"โฮ? หลานสาวของข้าเองหรอกหรือเด็กน้อยเจ้ากลับไปกินนมให้อิ่มก่อนดีหรือไม่โตอีกสักหน่อยค่อยมาท่าสู้กับข้า!"
หลินหลานหรูนึกไม่ถึงว่าอู่เสียวฉีจะแข็งแกร่งกว่าที่นางคาดไว้ไกลถึงเจ็ดเท่าเขาเหมือนคนอายุสามสิบต้นๆ ไม่ผิด เทียบกับอู่เทียนไฉ่แล้วยังแข็งแกร่งกว่ามากเพิ่งเคยเห็นบิดาบุญธรรมของนางเสียเปรียบส่วนหนึ่งคงเพราะพลังของอู่เทียนไฉ่อยู่กับนางครึ่งหนึ่งตัดกำลังของเขาลงไปกว่าสี่ส่วน การต่อสู้นี้จึงยากจะเอาชนะ
ชั่วพริบตาให้หลังหลินหลานหรูเห็นอาวุธวิญญาณของอู่เสียวฉี เป็นธนูขาวทรงพลังที่เขาเพียงง้างสายก็ปรากฏลูกธนูพุ่งออกมา
เวลาคับขันหลินหลานหรูเรียกพิณวิญญาณได้ในพริบตา กรีดนิ้วส่งพลังสกัดธนูดอกนั้นไปแต่กลับทำให้ใบหน้าคมคายของอู่เสียวฉีมีรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมเขาสวมชุดขาวประดุจเทพเซียนองค์หนึ่งบนสวรรค์ชั้นฟ้า ยามยิ้มจึงดูเจ้าเล่ห์คาดเดายากเจออู่เทียนไฉ่ว่าเจ้าเล่ห์แล้ว คนผู้นี้เจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าไม่ทันกะพริบตาธนูวิญญาณอีกดอกก็ตรงมาที่นางแล้ว
เฉิงอิ้นเกี่ยวเอวหลินหลานหรูดึงนางไปด้านข้างให้หลบพ้นลูกธนูได้อย่างเฉียดฉิวต่อมาอินไป่และอินถิงเร่งตามมาถึง รวมทั้งพวกศิษย์น้องที่เหลือของพวกเขาด้วยคนสำนักเก้าฟ้าทั้งหมดเปิดค่ายกลกระบี่ปราบมารถึงสามารถตึงอู่เสียวฉีไว้ได้พักหนึ่ง
อู่เสียวฉีถูกตรึงไว้ทั้งร่าง
อู่เทียนไฉ่เคลื่อนพลังสูงสุดบนดาดฟ้าเรือเกิดคลื่นพลังมหาศาล มวลอากาศและท้องน้ำหมุนวนเป็นลูกคลื่นขนาดมหึมาก่อนที่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นจะพุ่งเข้าหาอู่เสียวฉี
ในทางอู่เสียวฉีเมื่อเห็นอู่เทียนไฉ่เคลื่อนพลังสูงสุดยิ่งพยายามสลัดให้หลุดจากการถูกตรึง พวกหลินหลานหรูต้านไม่ไหวอู่เสียวฉีระเบิดพลังวิญญาณออกมาเป็นผลให้พลังสองสายปะทะกันแล้วเกิดแรงอัดสะท้อนกลับ
หลินหลานหรูเบิกตาโต แรงอัดนั้นทำให้นางจุกแน่นทั้งหน้าอกพร้อมๆ กับที่ลำตัวถูกเหวี่ยงลอยออกไป ลำเรือระเบิดในพริบตาควันไฟสีดำพุ่งขึ้นด้านบน ซากไม้ชิ้นหนึ่งถูกแรงอัดพุ่งออกมาฝังเข้าที่ต้นแขนซ้ายของนาง ก่อนตัวคนจะตกลงไปในน้ำ
หลังจากนั้นมีเสียงตูมดังสนั่นแรงระเบิดทำให้เกิดลูกคลื่นขนาดใหญ่บนผิวน้ำ กระจายตัวแล้วซัดถมลงมาอีกรอบเรือทุกลำถูกดึงลงสู่ก้นทะเล เปลวเพลิงกลืนกินทุกสิ่งเหนือผิวน้ำรวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้า
หลินหลานหรูมองเห็นหายนะตรงหน้าม่านน้ำกั้นนางให้พ้นจากการถูกเผาก่อนถูกดึงลงสู่ก้นทะเลดำมืดและเย็นเยียบเบื้องล่าง
รอยอาคมของอู่เสียวฉีที่ใช้กักขังเด็กสาวทุกหมายเลขพลันถูกลบล้างไปในเวลานั้นไม่เว้นแม้แต่รอยแผลเป็นบนใบหน้าของหลินหลานหรูเช่นกัน