นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 60 การโจมตีฉับพลัน

             

            ตอนที่ 60 การโจมตีฉับพลัน

             

             

            แสงจันทร์บนท้องฟ้าส่องสว่างเข้าสู่ผืนป่า มอบความสว่างไสวที่นวลตาให้แก่ชาวบ้านผู้มองเข้ามาจากด้านนอก แม้จะไม่สามารถเห็นได้ไกลนัก แต่ความสว่างเพียงเล็กน้อยนี้ก็ทำให้เหล่าชาวบ้านที่ตกอยู่ใต้ความหวาดกลัวจากสัตว์อสูรนั้นอุ่นใจขึ้นได้บ้าง

             

            รอบกำแพงทุกทิศนั้นมีทหารยามประจำอยู่ บนกำแพงมีคบเพลิงที่ลุกโชติช่วงปักอยู่ทั่วทุกสารทิศ หวังให้ไม่ว่าสัตว์ร้ายใดที่เข้ามาใกล้ย่อมถูกสังเกตเห็นได้โดยง่าย

             

            เมืองเข้าสู่การปิดกั้นโดยสมบูรณ์ ผู้ใหญ่บ้านไม่อนุญาตให้ผู้ใดออกจากหมู่บ้านในยามวิกาล แม้ในอดีตสัตว์อสูรตัวนี้จะเคยบุกโจมตีในช่วงเช้า หากแต่ว่ายามกลางคืนนั้นก็ยังอันตรายไม่น้อย

             

            หากหมู่บ้านแห่งนี้เป็นดั่งเมืองศิลาลัยที่มีวัตถุเสริมอาคมหรือข่ายมนตร์พิทักษ์ พวกเขาคงสามารถหลับใหลได้อย่างอุ่นใจยิ่งกว่านี้

             

            “จากที่ผู้ใหญ่บ้านบอก ระยะห่างระหว่างเหยื่อรายแรกกับรายที่สองนั้นห่างกันเกือบเดือน รายที่สองและสามก็ไม่ต่างกันนัก” หัวหน้าเมย์พูดขึ้น หน่วยสามขณะนี้นั่งรวมตัวกันอยู่ในบ้านพักแห่งหนึ่งที่ผู้ใหญ่บ้านนั้นจัดไว้ให้ แม้บ้านหลังถัดไปจะถูกจัดแจงไว้ให้องค์หญิงไพลินโดยเฉพาะแต่เธอนั้นกล่าวปฏิเสธและมอบบ้านหลังนั้นให้เหล่าทหารรักษาการณ์ที่เธอพามาได้ผลัดกันพักผ่อนแทน

             

            “แต่เหยื่อรายที่สามเป็นต้นไป ความถี่ของมันก็มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ห่างกันเพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้น” หัวหน้าเมย์ขมวดคิ้ว

             

            “เหยื่อรายล่าสุดก็ห่างกันเพียงสามวันค่ะ” องค์หญิงไพลินกล่าวเสริม

             

            “การล่าที่ถี่ขึ้นแบบนี้มีเหตุผลไม่มากนักหรอก ปกติจะเป็นการรีบหาอาหารเพราะกำลังตั้งครรภ์ ต้องเลี้ยงประชากรที่อ่อนแอในฝูง หรือมีสมาชิกพึ่งเกิดใหม่” คาซาเสนอความคิด

             

            “แต่สัตว์อสูรตัวนี้ทิ้งศพทั้งหมดไว้ที่กำแพงเมือง แม้มีร่องรอยกัดแทะอยู่บ้างแต่ว่าไม่ได้มีรอยถูกกินอะไร เพราะงั้นปัดตกได้เลยครับ” นิทานพูด

             

            “เหมือนกับว่า..มันกำลังหาใครอยู่เลยนะครับ” นิทานพูดเสียงเบา

             

            องค์หญิงไพลินที่ได้ยินเช่นนั้นจึงขมวดคิ้ว เธอจดบันทึกลงในสมุดของเธอ เธอหันไปทางหัวหน้าเมย์ด้วยความร้อนใจ

             

            “คุณนภากับคุณกีออนออกเดินตรวจตรารอบนอกกำแพงเมืองแล้วใช่มั้ยคะ” องค์หญิงไพลินร้อนใจ เธอคิดว่าสิ่งที่นิทานพูดมานั้นมีเหตุผลทีเดียว และถ้าถูกต้อง มันจะต้องโจมตีคนแปลกหน้าที่มันไม่เคยพบในหมู่บ้านมาก่อนแน่นอน

             

            “ค่ะ กระหม่อมจัดแจงไว้เช่นนั้น หลังจากนี้จึงจะเป็นเตวันกับคาซา” หัวหน้าเมย์ตอบ

             

            “พวกเขาจะรับมือได้มั้ยคะ สัตว์อสูรนั้นเป็นระดับนักสลักเอกเลยนะคะ ที่สำคัญที่สุด มันฉลาดจนน่ากลัวทีเดียว” องค์หญิงไพลินกังวล แม้เธอจะมั่นใจในความสามารถของพวกเขา หากความฉลาดของสัตว์อสูรนั้นทำให้เธอกังวล

             

            “ไม่ต้องเป็นห่วงไปค่ะ พวกเขาทั้งคู่เป็นผู้เชี่ยวชาญการโจมตีระยะประชิด ไม่เสียท่าง่าย ๆ แน่นอน กระหม่อมกำชับแล้วว่าหากเจอเข้า ให้รีบส่งสัญญาณแล้วเน้นเข้าถ่วงเวลาเท่านั้น” หัวหน้าเมย์หยิบศิลาส่งผ่านก้อนเล็กขึ้นมาพลางยิ้ม

             

            “อีกอย่างหนึ่ง พวกเขาล้วนมีวัตถุเสริมอาคมประเภทป้องกันที่เบิกมาก่อนออกมาจากนครรัตนะ ไม่เสียท่าง่าย ๆ หรอกค่ะ”

             

            องค์หญิงไพลินได้ยินเช่นนั้นจึงโล่งอก แม้เธอจะยังกังวลอยู่บ้างแต่การที่พวกเขาพกพาสมบัติด้วยนั้นทำให้พวกเขาย่อมไม่ถูกจัดการโดยง่าย

             

            ระหว่างที่พวกเขากำลังหารือกันนั้นเอง หูของคีตาพลันตั้งขึ้น มันส่งเสียงขู่อย่างดุร้าย นิทานเห็นดังนั้นจึงขมวดคิ้ว ลุกขึ้นอย่างว่องไว

             

            “เจอตัวแล้วครับ!” นิทานพูดเพียงแค่นั้นก็รีบพุ่งตัวออกจากบ้านพักอย่างรีบร้อน เขาไม่แม้แต่จะใช้ประตู เพียงกระโดดข้ามหน้าต่างชั้นสองออกไปโดยตรง

             

            “คาซา เธอกับเรนพาองค์หญิงไปรวบรวมทหารรักษาการณ์แล้วรีบตามมาสมทบ” หัวหน้าเมย์ปฏิกิริยาตอบสนองไวที่สุด เธอพรวดพราดขึ้นจากพื้น เธอเกร็งฝ่ามือให้เป็นหอก แทงสู่อากาศว่างเปล่าเบื้องหน้า ร่างของเธอพลันถูกแรงทะลวงนั้นลากพาไปพร้อมกัน

             

            เตวันขมวดคิ้วสีหน้าเคร่งเครียด เขาลอยตัวขึ้นจากพื้น ก่อนจะลอยออกไปอย่างรวดเร็วตามติดหัวหน้าเมย์ราวกับมีบางสิ่งกำลังประคองร่างของเขาไปบนอากาศด้วยความเร็ว

             

            “คุณคาซาคะ ตามมาค่ะ!” องค์หญิงไพลินดีดนิ้วมือข้างขวา ปิ่นอันเล็กที่ปักอยู่บนอกเสื้อของเธอก็แตกสลาย แสงสว่างสีแดงสว่างจ้าขึ้นที่บ้านหลังข้าง ๆ อันเป็นที่พำนักของทหารรักษาการณ์ ขณะเดียวกันแสงสีจ้านี้ก็เกิดขึ้นที่บ้านของผู้ใหญ่บ้านเช่นเดียวกัน

             

            เสียงเอะอะดังขึ้นจากทั้งสองที่ ไม่นานทหารรักษาการณ์และทหารยามก็ทยอยออกมารวมตัวกันตามสัญญาณที่ได้ซักซ้อมไว้

             

            ร่างของเธอพลันเปล่งแสงสีแดงนุ่มนวล ส่องสว่างไกลตา ท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงจันทร์แล้ว แสงสีแดงจากร่างของเธอเป็นดั่งกองเพลิงที่นำพาทุกคนมารวมกัน

             

            องค์หญิงไพลินออกวิ่งตามหัวหน้าเมย์ไปหลังจากส่งสัญญาณให้ผู้ใหญ่บ้านและทหารรักษาการณ์เรียบร้อยแล้ว แต่เพราะเธอเป็นเพียงแรกเกิด เธอจึงชักช้าอย่างเห็นได้ชัด

             

            “ขอเสียมารยาทค่ะ” เสียงของคาซาดังขึ้นจากฟากฟ้า ร่างของเธอปรากฏขึ้นเหนือหัวขององค์หญิง บนไหล่ของเธอมีเรนที่กลายร่างเป็นอินทรีขนาดยักษ์พาเธอเหินทะยานสู่ฟากฟ้า เธอโฉบตัวลงมาอุ้มองค์หญิงไพลินอย่างเบามือ ก่อนเร่งความเร็วติดตามนิทานที่ยามนี้ลับสายตาไปแล้ว

             

            ร่างของพวกเธอตัดผ่านท้องฟ้า ราวกับดาวหางสีแดงโชติช่วง เป็นสัญลักษณ์อันเด่นชัดให้เหล่าคนที่เหลือติดตามมาได้โดยง่าย

             

            ท่ามกลางความวุ่นวายยามค่ำคืน แสงสีแดงบนท้องฟ้า เสียงสัญญาณเตือนของหมู่บ้านที่ดังไปทั่วบริเวณ เสียงกรีดร้องด้วยความแตกตื่นของชาวบ้านและเสียงคำรามของสัตว์ร้าย

             

            คีตาขณะนี้แบกนิทานไว้บนหลัง กระโดดโจนทะยานเหนือหลังคาบ้านมากมาย ความเร็วของมันเวลานี้ไม่ด้อยไปกว่าหัวหน้าเมย์ที่ตัดเดินทางด้วยการทะลวงผ่านอากาศเลยแม้แต่น้อย

             

            มันสัมผัสได้ถึงสัตว์อสูรตัวหนึ่งที่จู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาภายในเขตหมู่บ้านโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย มันเพ่งสมาธิเจาะจงไปที่สัตว์อสูรตัวนั้น หากร่างของมันกลับถูกปกคลุมด้วยหมอกดำหนา แม้แต่คำแห่งพลัง อาณาเขต ของมันก็ไม่อาจมองทะลุเข้าไปได้

             

            ขณะที่สัตว์อสูรปรากฏขึ้น จนถึงปัจจุบันที่มันและนิทานมุ่งหน้ามา สมควรยังผ่านไปไม่ถึงนาทีดี มันราวกับมีเป้าหมายอยู่ก่อนแล้ว ร่างของมันพุ่งเข้าใส่บ้านหลังน้อยหลังหนึ่งบริเวณนั้น

             

            ขณะเดียวกันนั้นเองที่เสียงสัญญาณแจ้งเตือนดังขึ้น สัตว์อสูรพลันสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ

             

            มันพึ่งเผยตัวออกมาเท่านั้น แต่พวกมนุษย์กลับรู้ตัวแล้ว!

             

            แม้จะเป็นเช่นนั้นมันก็ไม่ลังเล คำรามเสียงกึกก้องพลางกระโจนเข้าไปในบ้านหลังน้อยหลังนั้น ภายใต้กำแพงที่แหลกสลาย ร่างของเด็กเล็กน้อยใหญ่มากมายปรากฏขึ้น ใบหน้าพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว พวกเขาจ้องมองไปที่หมอกสีดำทะมึนตรงหน้า ร่างกายแข็งค้าง น้ำตาไหลริน

             

            เบื้องหน้าคือชายชราคนหนึ่งที่สวมชุดนักบวชของศาสนาปฐมมันตรา ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว แม้เขาจะหวาดกลัวเช่นกัน หากก็ยังยืนขวางเด็ก ๆ อย่างดื้อรั้น

             

            “โธ่เว้ย! บ้านเด็กกำพร้า!” นิทานสบถอย่างหัวเสีย เขาไม่ลังเล ส่งพลังกายและความเร็วให้แก่คีตา ความเร็วของมันทะยานขึ้นไปขั้น ร่างสีดำทะมึนพุ่งทะยานราวกับเงา

             

            หากแม้จะเร่งความเร็วเพียงนั้น แต่จุดที่มันปรากฏตัวนั้นกลับใกล้กับบ้านเด็กกำพร้าหลังนั้นจนน่ากลัว นิทานกัดฟันแน่น เขาไม่มีทางไปทันได้เลย

             

            หมอกดำนั้นสะบัดร่างทีเดียว ชายชราผู้นั้นก็กระเด็นไปกระแทกกับกำแพง ไม่ขยับเขยื้อนอีกต่อไป นิทานเพียงรับรู้ได้ถึงลมหายใจรวยริน

             

            หมอกสีดำทะมึนนั้นกำลังจะถึงตัวพวกเขา เด็ก ๆ ต่างหวาดกลัวจนไม่อาจขยับเขยื้อนตัวได้ ได้เพียงแต่ตัวสั่นเทาอย่างน่าสงสาร มองเงื้อมมือของทีรานที่ค่อย ๆ เอื้อมมาทางตน

             

            ชั่วคับขันนั้นเอง ร่างของชายบึกบึนคนหนึ่งก็โผล่เข้ามาด้านหน้า ร่างนั้นถือดาบเล่มใหญ่ด้วยสองมือ ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ยืนประจันหน้ากับหมอกดำ

             

            ศิลา! นิทานที่เห็นเหตุการณ์พลันลิงโลด หากเขาก็ยังไม่คลายความระวัง พุ่งออกไปด้วยความเร็วยิ่งกว่าเดิม

             

            หมอกดำเห็นดังนั้น มันจึงเงยสิ่งที่นิทานคิดว่าเป็นหัวของมันขึ้นฟ้าพร้อมกับอ้าปากกว้าง ท่าทางราวกับคำราม นิทานที่เพียงสัมผัสผ่านคำแห่งพลัง อาณาเขต ยังรู้สึกสะเทือน ราวกับมีค้อนยักษ์ฟาดลงไปที่กลางใจของเขา คีตาที่รับรู้ผ่านนิทานพลันวิงเวียน มันตั้งหลักสะบัดหน้าเล็กน้อยแล้วจึงทะยานมุ่งหน้าต่อไป

             

            ทางด้านหลังหัวหน้าเมย์และเตวันพลันสังเกตเห็นความผิดปกติจากตัวนิทาน แม้พวกเขาจะไม่โดนกระแทกดวงจิต แต่ร่างของพวกเขาก็ชะงักชั่วสั้น ๆ เพราะนิทาน

             

            ศิลาที่อยู่ใกล้กว่ากับกัดฟันแน่น เส้นเลือดที่หน้าผากปูดโปน สองตาแดงฉาน เขาฝืนทนความเจ็บปวดในห้วงจิต พุ่งเข้าไปฟาดสัตว์อสูรตัวนั้นด้วยดาบยักษ์ หากมันก็สามารถกระโดดถอยตัวกลับมาได้อย่างง่ายดาย

             

            มันพุ่งตัวเข้าปะทะอีกครั้ง คราวนี้ศิลาตั้งรับไม่ทัน ร่างกระเด็นออกไป ศิลากระอักเลือดเข้มสีดำจำนวนมาก สีหน้าซีดเซียว หากยังคงยืนขึ้น กลับมาขวางทางหมอกสีดำกับเด็ก ๆ อีกครั้ง

             

            นิทานที่อยู่บนหลังของคีตาขมวดคิ้วแน่น เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่สัตว์อสูรจะแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ที่ระดับเท่าเทียมกัน นักสลักเอกทั่ว ๆ ไปที่ไม่มีสมบัติวิเศษย่อมยากจะต่อกรกับสัตว์อสูรระดับนักสลัก

             

            ร่างของศิลากระเด็นไปเป็นครั้งที่สาม เลือดของเขาไหลโทรมกาย ตาข้างหนึ่งของเขาลืมไม่ขึ้นอีกต่อไป แขนขาบิดเบี้ยวอย่างน่ากลัว หากเขายังคงสามารถฝืนสังขารมาป้องกันเด็ก ๆ ไว้ได้อีกครั้งแม้ร่างกายจะยับเยิน นิทานอดนับถือความแข็งแกร่งของจิตใจของศิลาไม่ได้

             

            เมื่อเงาสีดำจะปิดฉากศิลา ม่านพลังสีเหลืองทองพลันปกคลุมร่างของศิลาอย่างหนาแน่น ต้านรับการโจมตีของเงาสีดำนั้นก่อนจะแตกสลายไป

             

            ร่างของนภาที่ยามนี้สวมสนับมือพุ่งออกมาจากเงามืด ออกหมัดสุดแรงซัดใส่เงาสีดำนั้น หากเงาสีดำนั้นก็กลับสามารถหลบไปได้อีกครั้ง

             

            คราวนี้เป็นกีออนที่ตามมาติด ดาบของเขาเสือกแทงประสานงานกับนภาอย่างคล่องแคล่ว จ้วงแทงไปยังจุดที่เงาสีดำนั้นหลบไป

             

            เคร้ง! เสียงปะทะดังสนั่น ร่างของเงาสีดำไม่ขยับเขยื้อน หากเป็นร่างของกีออนเองที่กระเด็นออกไป

             

            เงาสีดำเงยหน้าขึ้นสูงอีกครั้ง เตรียมใช้เสียงคำรามที่สะเทือนดวงจิต นภาที่เห็นดังนั้นกำลังจะเตรียมถอยออก หากเสียงอันร่อแร่ของศิลาดังขึ้นก่อน

             

            “ผมผนึกพลังโจมตีทางจิตของมันไว้แล้วครับ!” สิ้นเสียงแหบแห้งของศิลา ความมุ่งมั่นฉายชัดในดวงตาของนภาและกีออน พวกเขาพุ่งตัวสวนเข้าใส่สัตว์อสูรอย่างไม่เกรงกลัว

             

            เงาสีดำที่เปล่งเสียงคำรามหากกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นพลันหันไปมองศิลาอย่างโกรธแค้น มันเตรียมพุ่งไปจัดการศิลาให้สิ้นซาก หากร่างของนภาและกีออนไวที่สุด พวกเขาประสานการโจมตีดันให้สัตว์อสูรล่าถอยออกห่างจากเด็ก ๆ ได้ในที่สุด

             

            มันเตรียมกระโจนจู่โจมอีกครั้ง แต่ร่างของมันชะงักลงเมื่อมันสัมผัสได้ถึงอันตราย มันเงยหน้าขึ้นไปเห็นสุนัขตัวใหญ่สีดำที่พุ่งเข้ามาหามันด้วยความเร็วสูง บนหลังของสุนัขตัวนั้นมีชายหนุ่มนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มใบหน้าคมคายนั่งอยู่

             

            บนสองมือของชายหนุ่มคนนั้นปรากฏหอกเล่มหนึ่งที่กำลังหมุนช้า ๆ อย่างมั่นคง

             

            มันหรี่ตาลง เปรยตามองนภาและกีออนที่พุ่งเข้ามาหามันอีกครั้ง

             

            มันหันไปมองเด็ก ๆ เป็นครั้งสุดท้าย นัยน์ตากระหายเลือดพลันวูบดับ เมื่อมันลืมตาขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาของมันกลับกลายเป็นใสกระจ่าง มันหันมองรอบ ๆ เนื่องด้วยหมอกสีดำ พวกเขาจึงไม่อาจจำแนกรูปร่างมันได้ชัดนัก หากใบหน้าของมันกลับขยับอย่างแปลกประหลาด

             

            หากพวกเขาดูไม่ผิด มันแสยะยิ้ม?

             

            ร่างของมันพลันระเบิดออก หมอกสีดำกระจายไปทั่ว บดบังวิสัยทัศน์ทั้งหมด นิทานพลันเร่งพลังอาณาเขต หากเขากลับไม่อาจมองเห็นสิ่งใดภายใต้หมอกสีดำหนา

             

            นภาและกีออนที่ประสบการณ์โชกโชนพลันหันหลังชนกัน เคลื่อนตัวไปอยู่หน้าเด็กกำพร้าที่ซากบ้านหลังเล็ก

             

            นิทานสังหรณ์ไม่ดี เขาจดจำพื้นที่ล่าสุดที่เขาเห็นสัตว์อสูรตัวนั้นก่อนจะไม่เห็นสิ่งใดอีก รีบขว้างวัชระดาวตกที่ยังเร่งพลังไม่เต็มที่ออกไป กระสุนสีครามแล่นตัดผ่านท้องฟ้า นิทานยามนี้ได้รับการเสริมพลังจากคีตา แม้จะยังเร่งพลังไม่ถึงขีดจำกัด หากการโจมตีนี้ก็ไม่ด้อยไปกว่าวัชระดาวตกเมื่อครั้งนั้น

             

            หมอกสีดำพลันหยุดชะงักราวกับสะท้านไหวกับการโจมตีที่แหวกฟ้าพุ่งมาทางมัน เพียงพริบตาวัชระดาวตกก็แล่นมาถึงตัวมัน เสียบทะลุผ่านหมอกหนาสีดำ ปัดเป่าความมืดไปสิ้น เมื่อวัชระดาวตกปักลงพื้น ด้ามหอกก็พลันแหลกสลาย เศษไม้เล็ก ๆ มากมายกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณพร้อมกับเศษดินที่ถูกปะทะอย่างแรง

             

            วัชระดาวตกโจมตีพลาดตัวมันไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หมอกสีดำนั้นเผลอออกเล็กน้อยเผยให้เห็นสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายแมลง เพียงพริบตา ร่างของมันก็ถูกปกคลุมด้วยหมอกดำอีกครั้ง วัชระดาวตกไม่อาจปัดเป่าหมอกทั้งหมดให้หายไปได้ ขวางได้เพียงชั่วครู่ หมอกหนาสีดำยังคงกระจายออกอย่างต่อเนื่อง บดบังวิสัยทัศน์ไม่ให้เห็นร่างของสัตว์อสูรอีกต่อไป

             

            นภาและกีออนเห็นดังนั้นจึงเอาตัวมาบังเด็กกำพร้าจากสายลมรุนแรงและเศษดิน นภาไอสำลักเมื่อเศษดินกระเด็นเข้าปาก รวมถึงกลิ่นไหม้จากสายฟ้าก็ทำให้เด็ก ๆ ข้างหลังสำลัก

             

            ผ่านไปไม่นาน เมื่อหมอกสีดำกระจายจนถึงจุดหนึ่ง มันก็เริ่มจางลงราวกับควันไฟที่กำลังจะมอดดับ เมื่อคาซามาถึงพร้อมกับสร้างสายลมกรรโชกพัดพาหมอกดำให้หายไป วิสัยทัศน์ของพวกเขากลับมาแจ่มใสอีกครั้ง ร่างของสัตว์อสูรตัวนั้นพลันหายไปอย่างไร้ร่องรอย หลงเหลือเพียงหลุมยุบแห่งหนึ่ง ณ จุดปะทะที่วัชระดาวตกถูกยิงลงมา ห่างไปไม่ไกลมีเพียงศิลาที่ล้มลงกับพื้น กระอักเลือดสีดำข้น