บทที่ 12 ความฝันของใครบางคน 2 (1)
ชอนอีเซมีความหลงใหลในการเต้นมากกว่าคนอื่น
แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่แข็งแกร่งมากพอที่จะอดทนจนถึงที่สุดเมื่อความฝันต้องพังทลายลง
ถ้านี่เป็ภาพยนตร์เื่หนึ่ง มันก็คงเป็ฉากที่ทำให้คนดูน้ำตาไหลพราก
"เฮ้อ..."
แม้แต่นักกีฬาที่ฝึกซ้อมเป็อย่างดี แต่เมื่อได้ลงสู่สนามจริง ก็ยังต้องมีคนที่พ่ายแพ้อยู่เสมอ
บางครั้งเื่ราวบางอย่างก็ต้องปล่อยวางอย่างช่วยไม่ได้
เป็เื่ธรรมดาที่กระแสตอบรับวงของเขาจะไม่ดีเพราะทิศทางการทำวงนั้นผิดพลาดมาั้แ่ต้น
และเมื่อแสดงได้ไม่น่าประทับใจ ในไม่ช้าก็เริ่มเกิดรอยร้าวขึ้นภายในวง
ชอนอีเซเป็คนที่เข้ากับใครไม่ค่อยได้มาั้แ่เด็ก และเขาก็ยิ่งแปลกแยกออกจากเพื่อนร่วมวงมากขึ้นเรื่อย ๆ
"เขาไม่อยากเหมือนใคร...เขาอยากจะเป็ตัวของตัวเอง..."
แต่ต้นสังกัดก็พยายามปั้นชอนอีเซให้โด่งดังต่อไปตามคำสั่งของบริษัทชอนซูกรุ๊ป
แม้ว่านี่จะไม่ใช่ความผิดของชอนอีเซ แต่สมาชิกเพื่อนร่วมวงก็เริ่มไม่พอใจเขาแล้ว
เมื่อยอดขายอัลบั้มไม่ได้เป็ไปตามที่หวัง สมาชิกวงก็เริ่มเกิดความเหนื่อยล้า บางคนถึงกับยอมแพ้และขอถอนตัวออกไป
นั่นยิ่งทำให้ชอนอีเซรู้สึกอ่อนไหวมากขึ้นเรื่อย ๆ
"ฉันกำลังเอาเื่นี้มาผลาญเงินของตระกูลไปอย่างเปล่าประโยชน์!"
ทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาและวงไคลแมกซ์ล้วนแต่ต้องใช้เงินจากครอบครัวทั้งสิ้น
สมาชิกที่เหลืออยู่ภายในวงยังคบหากับชอนอีเซอยู่ก็เพราะเงิน
แต่ถึงจะคบหากันเพราะเงิน พวกเขาก็ยังรู้สึกสงสารชอนอีเซอยู่ดี ชอนอีเซยังคงตั้งหน้าตั้งตาซ้อมหนักต่อไปมากกว่าคนอื่น ๆ
เพราะเขารู้ว่าผลลัพธ์ของความพยายามจะต้องมีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ในไม่ช้า เมื่อกระแสตอบรับยังคงเลวร้ายอย่างต่อเนื่อง ชอนอีเซซึ่งมีส่วนร่วมในการออกแบบท่าเต้นในเพลงใหม่ล่าสุดก็ถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความกดดัน
"จะร้องไห้ทำไมเนี่ย?"
ผมรู้สึกว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย
การเป็ไอดอลคือสิ่งที่แปลกประหลาด ถึงเขาจะพยายามฝึกซ้อมอย่างหนัก ถึงต้นสังกัดจะพยายามทุ่มเงินก้อนใหญ่ แต่วงของเขาก็ยังไม่ดังอยู่ดี
และเพราะว่าชอนอีเซจริงจังกับการเป็ไอดอลมากกว่าใคร ผลลัพธ์ที่ออกมาอย่างเลวร้ายจึงทำให้เขาผิดหวังมากกว่าคนอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน
[ชอนอีเซมีความมุ่งมั่นในการเป็ไอดอลถึงขนาดนี้ คุณจะเมินเฉยต่อความฝันของเขาได้อีกหรือ?]
ประโยคที่เหมือนป้ายหาเสียงพรรคการเมืองพวกนี้คืออะไรกัน?
ผมขมวดคิ้วขณะจ้องมองตัวอักษรสีขาวซึ่งปรากฏขึ้นมาอยู่เหนือพื้นหลังสีดำบนหน้าต่างข้อความ
แม้แต่เ้าขนปุ๋ยที่อยู่ด้านล่างหน้าต่างข้อความก็ยังถอนหายใจและจ้องมองผมด้วยดวงตาเป็ประกาย
"ก็ได้ ฉันเข้าใจแล้ว!"
เมื่อผมพูดคำนั้นกับหน้าต่างข้อความ สภาพแวดล้อมรอบกายผมก็กลับคืนสู่ความเป็ปกติที่มีสีสันดังเดิม
แต่ผมก็ยังไม่เจอเบาะแสใดที่จะช่วยทำให้ความฝันของชอนอีเซกลายเป็จริงได้สำเร็จ
ผมยังไม่มีหนทางที่จะทำให้ตัวเองกลายเป็สุดยอดไอดอลในวงการบันเทิงได้เลยสักนิด
อย่างไรก็ตาม นี่คือหนทางเดียวเท่านั้นที่ผมจะสามารถแก้แค้นครอบครัวเก่าสุดชั่วร้ายของผมได้
ในเมื่อผมมีหน้าตาดีขนาดนี้ การเป็ไอดอลที่ประสบความสำเร็จก็คงเป็การแก้แค้นที่มีโอกาสสำเร็จรวดเร็วมากกว่าหนทางอื่น
"ให้ตายสิ...ชาติที่แล้วฉันไม่ค่อยรู้จักวงไอดอลซะด้วย ตอนนี้จะทำยังไงดี..."
[คุณ้ารับแรงจูงใจในการทำภารกิจเพื่อแก้แค้นให้แก่อิมฮยอนซองหรือไม่?]
เื่นั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว!
การทำภารกิจให้สำเร็จคือหนทางเดียวเท่านั้นที่ผมจะแก้แค้นได้
"รับแรงจูงใจ...ยังไงเหรอ?"
ถึงนี่จะเป็วงการที่ผมไม่คุ้นเคยมาก่อน แต่ผมก็มีความมั่นใจมากกว่าใครเมื่อมันเป็เื่ของความพยายามและการวางกลยุทธ์
การสร้างบริษัทที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านวอนขึ้นมาด้วยมือเปล่าย่อมไม่ใช่สิ่งที่ผมสามารถทำได้สำเร็จเพราะโชคช่วยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
"ฉันต้องทำให้สำเร็จให้ได้ นี่ก็เป็การเริ่มต้นที่ดีมากแล้ว"
ทันใดนั้นหน้าจอโทรทัศน์ก็สว่างวาบขึ้นมา
โฮ่ง!
เ้าขนปุ๋ยมองที่ผมและมองไปที่หน้าจอโทรทัศน์ ก่อนจะเห่าเบา ๆ
"วันนี้เวลา 9:00 น. พิธีศพของอิมฮยอนซอง ซีอีโอแห่งบริษัทโจยองฟู้ดที่มีร้านอาหารแฟรนไชส์อยู่ทั่วประเทศเป็จำนวนมากได้เริ่มต้นขึ้น และจะดำเนินพิธีไปจนถึง่ดึกเพื่อเป็เกียรติให้แก่ผู้เสียชีวิต"
ผมรู้แล้วน่าว่าตัวเองตายแล้ว
ทำไมถึงยังมาตอกย้ำกันอีก? ผมหรี่ตาลง มันต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่าง
"อิมซองฮวาน ผู้เป็บิดาของซีอีโออิมฮยอนซองจะกลายเป็ประธานบริษัทคนใหม่และจะรับหน้าที่ดูแลพิธีศพจนถึงวันสุดท้าย และในวันนี้ครอบครัวของเขาก็ได้มารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา"
หลังจากนั้น ภาพแม่เลี้ยงของผมที่ร้องไห้อย่างหนักจนแทบจะเป็ลมก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
ข้าง ๆ เธอเป็น้องชายนอกสายเืของผมที่กำลังประคองแม่ของเขา ไม่สิ เขากำลังประคองฆาตกรคนที่ทำลายชีวิตผมต่างหาก
"ทำไมถึงได้หน้าไม่อายกันขนาดนี้วะ..."
ทันทีที่ผมกัดฟันกรอด หน้าต่างข้อความก็ขึ้นคำเตือนขึ้นมาว่า
[ข้อกำหนดและเงื่อนไขส่วนที่ 2 : ห้ามไม่ให้เข้าไปแทรกแซงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอิมฮยอนซองในขณะที่คุณยังอยู่ในร่างของชอนอีเซ]
"เื่นั้นฉันรู้แล้วน่า มีใครยังไม่รู้ด้วยหรือไง?"
เห็นได้ชัดว่าข้อความเตือนนี้ตั้งใจปรากฏขึ้นมาเพื่อยั่วโมโหผมชัด ๆ
ก็อย่างที่บอก ตอนนี้ผมทำอะไรไม่ได้แล้ว
"และเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของผู้เสียชีวิต ฮอจินฮวาผู้เป็มารดาจะเข้ามารับ่ต่อมูลนิธิโจยองเพื่อเด็กผู้ยากไร้ ซึ่งมีภารกิจที่จะมอบอาหารให้แก่เด็กผู้ด้อยโอกาสให้มีอาหารรับประทานไปตลอดชีวิต"
ผมรู้ดีว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงอยากได้มูลนิธิของผม
เพราะว่าครั้งหนึ่งเธอเคยมาถามผมว่า "แกยังมีเงินมากพอไปช่วยเหลือเด็กคนอื่นอยู่ใช่ไหม? แล้วทำไมถึงไม่มาช่วยเหลือคนในครอบครัวของตัวเองบ้าง?"
ตึกซึ่งเป็สำนักงานใหญ่ของมูลนิธิในปัจจุบันนี้เป็ตึกขนาด 10 ชั้นที่ก่อสร้างเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน
และมันเป็ตึกที่ถูกก่อสร้างอยู่ในทำเลที่ดีมาก
ภายหลังมีสถานีรถไฟใต้ดินถูกสร้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียงถึง 3 แห่ง ราคาที่ดินจึงพุ่งสูงมากขึ้น
จึงกลายเป็ว่าสำนักงานใหญ่ของมูลนิธิผมตั้งอยู่ในทำเลที่สามารถเดินทางไปมาได้โดยสะดวก
"ผมไม่ขายครับ ไม่ต้องโทรมาอีกแล้วนะครับ"
แม้ว่าผมจะเคยได้รับข้อเสนอให้ขายตึกมากมาย แต่ผมก็มักจะปฏิเสธกลับไปเสมอ
ถ้าแม่เลี้ยงของผมได้รับ่ดูแลมูลนิธิ เธอก็คงรีบขายตึกหลังนั้นโดยทันที
ถ้าผมจะมีเวลาได้เขียนพินัยกรรมก่อนหน้านี้สักหน่อย...
รับรองเลยว่าผมจะไม่ให้ครอบครัวจอมปลอมของผมได้เงินไปแม้แต่วอนเดียว
และเมื่อผมกำหมัดด้วยความโกรธแค้น หน้าต่างข้อความก็ส่งสัญญาณเตือนโดยเร็ว
[ข้อกำหนดและเงื่อนไขส่วนที่ 2 : ห้ามไม่ให้เข้าไปแทรกแซงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอิมฮยอนซองในขณะที่คุณยังอยู่ในร่างของชอนอีเซ]
"รู้แล้ว! ไอ้เ้านี่ ฉันรู้ว่าต้องเป็ไอดอลที่ประสบความสำเร็จให้ได้อย่างเดียวเท่านั้น!"
ยิ่งผมพูดคำนี้ด้วยความมุ่งมั่นมากเท่าไหร่ ตอนนี้ ผมก็คงต้องพยายามฝึกซ้อมให้หนักขึ้นมากเท่านั้น
ด้วยนิสัยส่วนตัวของผม ผมไม่ชอบหลบหนีปัญหาอยู่แล้ว
[ทางระบบรู้สึกดีใจเป็อย่างยิ่งที่คุณได้รับแรงจูงใจล้นหลาม คุณ้าทำส่วนที่ 2 ในภารกิจฝึกสอนต่อเลยหรือไม่?]
[ตกลง / ปฏิเสธ]
ผมกด [ตกลง] โดยไม่คิดลังเล