ฉินเต๋อไม่อาจทำใจเชื่อผลลัพธ์นี้ สวีหยวนเองก็ยากจะเชื่อเช่นกัน ทว่าคนของอวิ๋นอู้ซานจวงจะกล้าหลอกลวงฉินเต๋อได้อย่างไร?
"ท่านอ๋อง..." สวีหยวนหันมองฉินเต๋อ
ฉินเต๋อพยายามสงบสติอารมณ์ลง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงจ้องมองสวีหยวนกล่าวว่า "ยอดฝีมือระดับขั้นฟ้าประทานสามคนที่แอบคุ้มกันอวี่เอ๋อร์กลับมาได้แล้ว นับั้แ่วันนี้ไป ไม่ต้องมีคนคอยแอบคุ้มกันอวี่เอ๋อร์อีก!"
ฉินเต๋อมองผ่านหน้าต่างทอดสายตาไปยังท้องฟ้า ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มบางๆ พึมพำกับตนเอง "อวี่เอ๋อร์เขาโตแล้ว ไม่จำเป็ต้องอยู่ภายใต้ปีกปกป้องของข้าอีกต่อไป สิ่งที่เขา้าคือการฝ่าฟันพายุฝน เพื่อสุดท้ายจะได้สยายปีกบินสูง ท่องทะยานไปในนภาเก้าชั้นฟ้า!"
"ท่านอ๋อง จะให้เสี่ยวอวี่เข้าร่วมในแผนการหรือไม่ขอรับ?" สวีหยวนเอ่ยถามขึ้นทันที
สีหน้าฉินเต๋อพลันเ็าลง กล่าวตอบอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย "ไม่ได้ แม้อวี่เอ๋อร์จะมีฝีมือไม่เลว แต่ในการต่อสู้ท่ามกลางกองทัพนับแสนหรือนับล้าน หากถูกรุมล้อม ลำพังแค่ตัวคนเดียวย่อมไร้ประโยชน์ เว้นเสียแต่ฝีมือส่วนตัวจะบรรลุถึงระดับขั้นฟ้าประทาน จึงจะพอรักษาชีวิตรอดในสมรภูมิหมื่นพันม้าได้ อีกอย่างอวี่เอ๋อร์เขาก็ไม่เคยคุมทัพจับศึก ดังนั้น... นอกจากเขาจะบรรลุระดับขั้นฟ้าประทาน ไม่เช่นนั้นห้ามให้เขาเข้ามาพัวพันในแผนการเด็ดขาด"
"ขอรับ!" สวีหยวนน้อมรับคำสั่ง
"สวีหยวน อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันครบรอบวันตายของจิ้งอี๋แล้วสินะ..." จู่ๆ ฉินเต๋อก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย สวีหยวนที่ยืนอยู่ข้างกายทำได้เพียงพยักหน้ารับเงียบๆ โดยไม่เอ่ยสิ่งใด
...
ฉินอวี่ฝึกฝนอย่างหนักหน่วงไม่หยุดหย่อน ยามดึกสงัดเขาจะโคจร 'เคล็ดัา' เพื่อชักนำกำลังภายในให้หลอมรวมเข้าสู่ส่วนลึกของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นกระดูก ส่งผลให้ิัและกล้ามเนื้อทั่วร่างเหนียวแน่นทนทานยิ่งขึ้น ยามกลางวันก็ออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง ควบคู่ไปกับการฝึกฝนทักษะการโจมตีระยะประชิด ขัดเกลาวิชาตัวเบาให้สมบูรณ์แบบ และหมั่นฝึก 'หนึ่งดาบตระกูลอวี๋' ทุกวันมีเพียงเวลาแช่น้ำพุร้อนเกือบสามชั่วยามเท่านั้นที่นับเป็เวลาพักผ่อนนอนหลับของเขา
ท่ามกลางการฝึกฝนอันเคี่ยวกรำเช่นนี้ วันเวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตา ฉินอวี่ก็เติบใหญ่จนอายุสิบสามปีแล้ว
ดึกสงัด ดวงดาราเกลื่อนท้องฟ้า คืนนี้ฉินอวี่ไม่ได้ฝึกกำลังภายในดูดซับพลังเหมือนเช่นปกติ แต่กลับนั่งเหม่อมองดวงดาวบนท้องฟ้า ข้างกายของเขามีอินทรีดำที่รูปลักษณ์ดูน่าเกรงขามตัวหนึ่งเกาะคอนอยู่ อินทรีดำตัวนี้ไม่เหมือนอินทรีทั่วไป รัศมีดูดุดันอำมหิตกว่ามากนัก
ไม่ว่าจะเป็ขนสีทองบนหัวที่ตั้งชันดุจมงกุฎ หรือขนสีดำขลับเป็มันเงา รวมถึงจะงอยปากและกรงเล็บคมกริบที่แผ่ประกายเย็นเยียบซึ่งสามารถบดขยี้ก้อนหินได้ง่ายดาย ทั้งหมดนี้ล้วนทำให้ฉินอวี่แปลกใจในความร้ายกาจของเสี่ยวเฮย แต่เขาก็ยังดูไม่ออกเสียทีว่าเสี่ยวเฮยเป็วิหคชนิดใดกันแน่
"เสี่ยวเฮย ข้ารับเ้ามาเลี้ยงตอนเจ็ดขวบ จวบจนถึงตอนนี้ก็หกปีแล้ว แต่หกปีมานี้ข้ายังดูไม่ออกเลยว่าตกลงเ้าเป็นกอะไรกันแน่ เ้าใช่อินทรีจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย?" ฉินอวี่ลูบหัวเสี่ยวเฮยพลางเอ่ยถามอย่างสนิทสนม
เสี่ยวเฮยดูเพลิดเพลินกับการลูบคลำของฉินอวี่ ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องฉินอวี่ด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความผูกพันลึกซึ้ง
ฝึกฝนขีดจำกัดล่วงเลยมาหกปีเต็ม...
ร่างกายของฉินอวี่เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน หากจ้าวยุนซิงมาเห็นเข้า ย่อมต้องไม่อาจเชื่อสายตา เพราะกำลังภายในที่หลอมรวมเข้าสู่กล้ามเนื้อ ส่งผลให้กระบวนการผลัดเปลี่ยนร่างกายของฉินอวี่ยิ่งรุดหน้ารวดเร็วขึ้น ห้าปีของการฝึกฝนขีดจำกัด กลับเทียบเท่าผลลัพธ์การฝึกฝนของคนทั่วไปถึงสิบปี
กอปรกับน้ำพุร้อนพิเศษของอวิ๋นอู้ซานจวง เทคนิคการนวดเฟ้นของยอดฝีมือแพทย์เวิงเสวียนผสานกับการทายาเหล้า อีกทั้งยังมีอาหารโอสถอันล้ำค่าต่างๆ ที่เสาะหามาได้ด้วยอำนาจวาสนาของเจิ้นตงอ๋อง และแน่นอน... สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความวิริยะอุตสาหะของตัวฉินอวี่เอง
ไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเอื้ออำนวยเพียงใด ปัจจัยสำคัญที่สุดย่อมอยู่ที่ความพยายามของตนเอง
ฉินอวี่มุ่งมั่นฝึกฝนอย่างแน่วแน่ ห้าปีเสมือนหนึ่งวัน หล่อหลอมให้ฉินอวี่ในวัยสิบสามปีกลายเป็ยอดฝีมือวิชาสายภายนอก บัดนี้ฉินอวี่สูงราวเจ็ดฉื่อ กล้ามเนื้อทั่วเรือนร่างสมส่วน เป็รูปทรงปราดเปรียวงดงาม เพียงแค่เห็นสรีระของฉินอวี่ ผู้คนก็จะหวนนึกถึงคำนิยามสองคำขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว 'พลังะเิ' และ 'ความเร็ว'
"เสี่ยวเฮย มาอยู่ที่อวิ๋นอู้ซานจวงรวมเจ็ดปีแล้ว เสด็จพ่อก็มาเยี่ยมแค่สี่ครั้ง" ฉินอวี่ทอดสายตามองท้องฟ้าดาราดาษ แววตามีเพียงความสงบนิ่ง
ห้าปีแห่งการฝึกฝนขีดจำกัด จิตใจของฉินอวี่ได้รับการขัดเกลาจนแข็งแกร่ง ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ต่อให้เป็คนปกติจิตใจก็น่าจะเติบโตเป็ผู้ใหญ่ขึ้นมาก ตามอายุที่เพิ่มพูน ฉินอวี่เริ่มค่อยๆ เข้าใจในตัวเสด็จพ่อของตน มองทะลุถึงเื่ราวบางอย่าง
"เสด็จพ่อท่านห่วงใยข้า ข้าััได้ หลายปีมานี้เสด็จพ่อทุ่มเทดำเนินแผนการนั้นมาโดยตลอด จึงไม่มีเวลามาอยู่เป็เพื่อนข้า พี่ใหญ่พี่รองเองก็เข้าร่วมในแผนการนั้น มีแค่ข้า... เพียงคนเดียวที่เสพสุขอย่างไร้กังวลอยู่ที่อวิ๋นอู้ซานจวงแห่งนี้" แววตาฉินอวี่ฉายแววอับจนปัญญาอยู่บ้าง
"แผนการนั่นคืออะไร ข้าไม่รู้ เสด็จพ่อท่านไม่ยอมบอกข้า เห็นเสด็จพ่อเหนื่อยยากถึงเพียงนั้น ข้ากลับช่วยอะไรไม่ได้เลย" ฉินอวี่ส่ายหน้ายิ้มขื่น
แม้แต่แผนการคืออะไร ฉินอวี่ยังไม่รู้ แล้วเขาจะยื่นมือเข้าช่วยได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น เสด็จพ่อฉินเต๋อก็ไม่ยอมปริปากบอกเขาแม้แต่ครึ่งคำ
"เสด็จพ่อประจำการในกองทัพทางแดนหงฮวง พี่ใหญ่ก็อยู่ที่นั่น พี่รองก็ไปที่นั่น พวกเขาล้วนพยายามดำเนินแผนการลึกลับนั่น ข้ากลับช่วยอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง" ฉินอวี่ยังจดจำคำพูดในคราล่าสุดที่ฉินเต๋อมาเยือนได้แม่นยำ— 'อวี่เอ๋อร์ เ้าอย่าถามเลย รอเ้าเป็ยอดฝีมือขั้นฟ้าประทาน พ่อจะให้เ้าเข้าร่วมแผนการนี้เอง'
"ขั้นฟ้าประทาน!" ฉินอวี่ถอนหายใจยาวพลางมองฟ้า จากนั้นเขาก็หัวเราะออกมา "ช่างเถอะ ไม่สนแล้ว ไม่ได้เข้าร่วมก็ไม่เข้าร่วม การพยายามฝึกฝนต่างหากคือสิ่งที่สำคัญที่สุด"
แม้สีหน้าฉินอวี่จะดูเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ ณ ก้นบึ้งหัวใจเขาคิดอ่านอย่างไรกันแน่?
ฉินอวี่เงยหน้ามองดวงดาวเต็มฟากฟ้า เสี่ยวเฮยที่อยู่ข้างกายก็แหงนมองตาม
ราตรียาวนาน หนึ่งคนหนึ่งอินทรีเฝ้ามองดูความเงียบสงบ ทันใดนั้น— ท้องฟ้าก็สว่างวาบ เห็นเพียงดาวตกดวงแล้วดวงเล่าพาดผ่านนภากาศ มองปราดเดียว มีดาวตกอย่างน้อยหลายสิบดวง นี่คือปรากฏการณ์ฝนดาวตกที่หาดูได้ยากยิ่ง
"ฝนดาวตก!"
ฉินอวี่ร้องะโด้วยความประหลาดใจระคนยินดี ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ฝนดาวตกนานทีปีหนจึงจะปรากฏให้เห็นสักครั้ง อย่างน้อยในอดีตฉินอวี่ก็ไม่เคยเห็นฝนดาวตกมาก่อน เพียงแค่ปู่เหลียนเคยเล่าให้ฟังถึงเสน่ห์และความงดงามตระการตาของมัน
เป็จริงดังคำเล่าลือ—
ดาวตกแต่ละดวง ช่างเจิดจ้าบาดตา งดงามตระการตายิ่งนัก แสงของพวกมันบดบังรัศมีดวงดาวอื่นๆ จนหมดสิ้น ดาวตกทุกดวงล้วนกำลังะเิแสงสว่างสุดท้ายของ่ชีวิต เผาผลาญพลังงานเฮือกสุดท้าย เปล่งประกายรัศมีที่ทำให้จิติญญาผู้คนสั่นะเื!
ฉินอวี่จ้องมองภาพนั้นเงียบๆ ภายในแววตาปรากฏสีสันแห่งความลึกลับวาบผ่าน
"ดาวตก แม้จะดำรงอยู่เพียง่เวลาสั้นๆ แต่กลับะเิแสงสว่างที่แข็งแกร่งที่สุด เจิดจรัสบาดตา คนเราเกิดมา ต่อให้เป็ยอดฝีมือขั้นฟ้าประทาน ก็มีอายุขัยเพียงไม่กี่ร้อยปี แทนที่จะอยู่อย่างไร้ค่าไปชั่วชีวิต สู้เรียนรู้เยี่ยงดาวตก ในชีวิตที่มีจำกัด เผาผลาญความเร่าร้อนของชีวิต ให้เืในกายเดือดพล่าน ให้ชีวิตเปล่งประกายแสงสว่างที่เจิดจ้าที่สุด เช่นนี้... จึงจะตายตาหลับ"
ฉินอวี่มองดูดาวตกที่ค่อยๆ เลือนหายไปทีละดวง อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมา
การฝึกฝนขีดจำกัด ทำให้ความเร่าร้อนในก้นบึ้งหัวใจฉินอวี่ลุกโชน ยิ่งชื่นชอบความรู้สึกยามเืลมเดือดพล่าน นี่จึงเป็เหตุผลที่ฉินอวี่เลือกเส้นทางการต่อสู้ระยะประชิด และในขณะที่ได้เห็นฝนดาวตกนี้ ภายในใจฉินอวี่ยิ่งบังเกิดความตระหนักรู้
"เสี่ยวเฮย ข้าไม่ได้ไปเมืองเหยียนจิงมาครึ่งปีแล้ว พรุ่งนี้เราไปเมืองเหยียนจิงกันเถอะ ไปเดินเล่นในเมือง แล้วถือโอกาสไปเอากระบี่สั้นเล่มนั้นในจวนอ๋อง... 'กระบี่หยูฉาง' กลับมาด้วย" ฉินอวี่ลูบหัวเสี่ยวเฮยพลางเอ่ยชวน เสี่ยวเฮยหันมองฉินอวี่แล้วส่งเสียงร้องก้องนภา เห็นชัดว่ามันดีใจมาก
กระบี่หยูฉาง คือกระบี่สั้นที่ตีขึ้นจากเหล็กอุกกาบาตจากนอกโลก หลังจากฉินอวี่ฝึก 'หนึ่งดาบตระกูลอวี๋' อาวุธที่เหมาะสมที่สุดย่อมคือกระบี่สั้นประเภทนี้ เคยได้ยินปู่เหลียนเล่าขานถึงตำนานกระบี่หยูฉางให้ฟัง ฉินอวี่จึงตัดสินใจไปนำกระบี่หยูฉางที่จวนอ๋องมาใช้งาน
ท้องฟ้า... ค่อยๆ มืดมิดลง นี่คือความมืดมิดก่อนรุ่งสาง รอจนฟ้าสาง ฉินอวี่ก็จะออกเดินทางสู่เมืองเหยียนจิง