สองวันก่อนส่งรายชื่อผู้ได้รับสิทธิ์เข้ามหาวิทยาลัยคนงาน ชาวนาและทหาร
“ฉันจะพาย่าไปโรงพยาบาล!! เอารถแทรกเตอร์มาสิรออะไรอยู่” เด็กสาวแผดเสียงดังลั่น ใบหน้ารื้นไปด้วยน้ำตา
“ต้ายาแม่เฒ่าเสิ่นตายแล้ว ไปโรงพยาบาลก็ไม่มีประโยชน์ ทำใจเถอะนะ”เจียงหลานเอ่ยปลอบใจเด็กสาว
แม่เฒ่าเสิ่นดูเหมือนจะลื่นล้มศีรษะกระแทกโขดหินข้างแม่น้ำ กว่าจะมีคนมาพบร่างทั้งร่างก็เย็นเฉียบไร้ซึ่งลมหายใจไปแล้ว
“เป็ไปไม่ได้! ย่ายังไม่ตาย ย่าจะตายได้ยังไง เมื่อเช้าฉันยังเจอย่าอยู่เลย…”เด็กสาวส่ายหน้ารัวๆ ไม่อยากยอมรับความจริง
ตีให้ตายเธอก็ไม่เชื่อว่าคนที่เพิ่งเห็นกันไม่นานจะมาจากกันไปเสียแล้ว อีกทั้งยังเป็คนที่เธอสัญญาในใจกับเ้าของร่างเดิมว่าจะดูแลย่าเสิ่นเป็อย่างดี
ในความทรงจำของเ้าของร่างนั้นแม่เฒ่าเสิ่นเสียชีวิตปีนี้ก็จริง แต่มันไม่ใช่เวลานี้ เธอยังคิดไว้อยู่เลยว่าถ้าได้น้ำยาโทนิกเพิ่มความแข็งแกร่งอีกขวดจะนำมาให้แม่เฒ่าเสิ่น
ในตอนที่ได้น้ำยาขวดแรกมา เธอไม่มั่นใจว่าน้ำยาจะได้ผลหรือเปล่า จะมีผลข้างเคียงหรือไม่จึงตัดสินใจทดลองด้วยตัวเองก่อน เมื่อเห็นว่ายานั้นมีผลลัพธ์ที่ดีจริงๆ ก็หมายใจว่าถ้ามีโอกาสได้รับมันอีกครั้ง เธอจะมอบน้ำยาโทนิกให้กับแม่เฒ่าเสิ่น
ใครจะรู้ว่าหญิงชราจะจากไปรวดเร็วเพียงนี้ อีกทั้งสถานที่ยังใกล้กับจุดที่เ้าของร่างเดิมพลัดตกน้ำครั้งล่าสุดอีก
หลายคนมองไปยังเสิ่นต้ายาที่ร้องไห้ด้วยความเห็นใจ สองย่าหลานพึ่งพากันและกันมาตลอด ใครจะรู้ว่าโชคชะตาจะใจร้ายขนาดนี้ ยังดีที่เด็กสาวรู้ความและเติบโตมาอย่างดี
“ต้ายาอย่าเขย่าอีกเลย ปล่อยให้แม่เฒ่าเสิ่นไปสบายเถอะ” หัวหน้าหมู่บ้านก้าวขาออกมาแล้วให้คนหาเสื่อมาคลุมร่างไร้ิญญาของหญิงชรา
“ไม่ๆ ไม่ อย่าๆ อย่าทำ ย่าฉันยังอยู่!!”
เสิ่นชิงหลัวสติแตกแล้วจริงๆ เธอเพิ่งจะเคยมีครอบครัวเป็ครั้งแรก มีคนที่รักเธอและเธอก็รักเขาสุดหัวใจเป็ครั้งแรก แล้วเหตุใดถึงเป็เช่นนี้
“เกิดอะไรขึ้น? ใครทะเลาะกันอีกล่ะ” ในระหว่างผู้ชมกำลังมุงดูหญิงชราไร้ิญญาอยู่ เสิ่นต้าเหว่ยที่พึ่งเดินทางมาพร้อมลูกสาวคนรองก็เอ่ยปากถาม
คนชนบทนี่ก็จริงๆ เล๊ย ชอบความสนุก อะไรนิดอะไรหน่อยก็มุงดูกันใหญ่
ต้าเฉิงที่ถูกสะกิดถามหันสายตาไปมอง แม้เสิ่นต้าเหว่ยจะไม่ค่อยได้กลับมาหมู่บ้าน แต่คนรุ่นราวคราวเดียวกันย่อมจำเขาได้เพราะเล่นกันมาเมื่อครั้นยังเป็เด็ก เมื่อเห็นว่าเป็เสิ่นต้าเหว่ยต้าเฉิงก็รีบเอ่ยว่า
“พี่เสิ่น แม่พี่ตายแล้ว!! ที่คลุมไว้นั่นน่ะ”
“อะไรนะ!!!”
เสิ่นต้าเหว่ยวางสิ่งของลงอย่างไม่สนใจก่อนจะฝ่าวงล้อมของผู้คนเข้าไปด้านใน
“ไม่จริง ไม่จริงใช่ไหม?” เสิ่นต้าเหว่ยพยายามคิดเข้าข้างตัวเอง เขาเห็นว่าลูกสาวคนโตนั่งอยู่ข้างๆ เสื่อที่คลุมอยู่ ใจที่พยายามปฏิเสธว่าคำพูดของต้าเฉิงนั้นแค่หยอกเย้าพลันสั่นไหว
แม่เขาเสียชีวิตแล้วจริงๆ เหรอ?
ั้แ่ที่เขามีครอบครัวก็เริ่มห่างเหินกับแม่ทีละนิด แต่ไม่ว่าจะอย่างไรความรู้สึกที่มีมาั้แ่เด็กก็ไม่เคยจางหาย แม่เคยทำหลายสิ่งหลายอย่างให้เขา ทั้งยังช่วยเลี้ยงดูลูกสาวคนโตให้อีก ตอนที่เจอกันครั้งล่าสุด แม่ยังดีๆ อยู่เลย ทำไมคนดีๆ แบบแม่จึงจากไปไวอย่างนี้ล่ะ?
“ต้ายาแกมันเด็กเลว!! แม่ของฉันเลี้ยงแกมาั้แ่เด็ก แต่แกกลับไม่ดูแล ปล่อยให้คนแก่เดินไปไหนมาไหนในสภาพอากาศแบบนี้ได้อย่างไร ไม่เห็นเหรอว่าที่พื้นมีน้ำแข็งเกาะเต็มไปหมด แกต้องตั้งใจฆ่าแม่ฉันแน่ๆ”
บางทีการกล่าวโทษคนอื่น อาจเป็วิธีที่ดีที่สุดในการปกปิดความรู้สึกผิดก็ได้ละมั้ง...
เสิ่นชิงหลัวที่กำลังร่ำไห้เมื่อถูกชี้หน้าด่าจากผู้เป็พ่อ อารมณ์ต่างๆ ที่ถูกกดไว้ก็พลันปะทุ
“เหม็นน้ำลาย!! ด่าคนอื่นยังไงให้เข้าตัวเอง พ่อเคยถามตัวเองบ้างไหมว่าได้ดูแลย่าบ้างหรือเปล่า”
“นั่นสิต้าเหว่ย เช้านี้ต้ายาไปขุดผักป่ากับพวกเรา แม่เฒ่าเสิ่นก็ไปด้วย แต่แม่เฒ่าเสิ่นกลับก่อน เื่นี้ต้ายาผิดอะไรล่ะ สองย่าหลานเขาดูแลกันและกันมาตลอด”
เมื่อมีคนออกมาพูด หลายคนที่ขึ้นเขาไปเก็บผักป่าพร้อมกันก็ช่วยเป็พยานให้เสิ่นชิงหลัว
“ต้าเหว่ย จะดีจะร้ายยังไงเสิ่นต้ายาก็ไม่ทำร้ายแม่เฒ่าเสิ่นหรอก นี่เป็อุบัติเหตุ” หัวหน้าหมู่บ้านกล่าว
ในฤดูหนาวมีผู้สูงอายุบางคนหนาวตาย บางส่วนก็ได้รับาเ็จากการลื่นล้ม นี่เป็สิ่งที่เห็นได้แม้จะไม่บ่อยแต่ก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไร ขนาดคนวัยหนุ่มสาวก็ยังมีการลื่นน้ำแข็งจนได้รับาเ็ แล้วคนแก่กระดูกไม่ดีจะเกิดอุบัติเหตุก็ไม่ใช่เื่ที่เป็ไปไม่ได้ คำกล่าวโทษของเสิ่นต้าเหว่ยนั้นดูจะรุนแรงเกินไป
ไม่ว่าอย่างไรเสิ่นต้ายาก็เป็คนที่เขาตัดสินใจแนะนำให้เข้ามหาวิทยาลัยคนงาน ชาวนาและทหาร เป็ตัวแทนอันน่าภาคภูมิใจเป็ว่าที่บัณฑิตของหมู่บ้านหว่านเจี๋ย ฉะนั้นแล้วคำพูดใส่ร้ายพวกนั้นควรต้องรีบแก้ไขั้แ่เนิ่นๆ
“ผมไม่เชื่อ! ถ้าไม่ใช่เธอแล้วจะเป็ใคร!?”
“โอ๊ย ก็บอกว่ามันเป็อุบัติเหตุไงเล่า ทำไมเข้าใจอะไรยากเย็นแบบนี้ ต้าเหว่ยทุกคนรู้ว่านายเสียใจ ต้ายาเองก็เสียใจไม่แพ้กัน แต่อย่างไรก็ต้องมีสติ เอาล่ะให้แม่เฒ่าเสิ่นจากไปอย่างสงบ หาสถานที่ดีๆ ให้แกได้พักผ่อนเถอะ”
“พี่สาวต้ายาไม่ได้ทำจริงๆ” เด็กน้อยหนิวจือพูดจบก็เม้มปากแน่น
ผู้คนอาจคิดว่าคำพูดของหนิวจือก็เหมือนกับชาวบ้านหลายคนก่อนหน้านี้ที่พูดแทนเสิ่นต้ายา ทว่านางหลี่เจี๋ยที่แสร้งทำเป็ร้องไห้เงียบๆ ชะงัก พลางส่งสายตาไปยังเด็กน้อยอายุ 8 ปี
หนิวจือรีบหลบอยู่ด้านหลังฝูงชน ก่อนจะวิ่งหนีจากไป
ส่วนทางด้านเสิ่นชิงหลัวก็ได้แต่รีบปาดน้ำตา ยุคนี้งานศพเป็ไปอย่างเรียบง่ายและแร้นแค้น มีเพียงการแต่งกายไว้ทุกข์พร้อมกับเสียงร้องไห้ดังระงม และมีแท่งไม้ปักลงบนกองดิน หลังจากนั้นก็เผากระดาษราคาถูกเพื่อส่งผู้ตายไปยังปรโลก ช่างรวดเร็วเสียจนไม่มีเวลาให้เตรียมใจ
ในขณะที่เสิ่นต้าเหว่ยและเสิ่นชิงหลัวกำลังวิ่งวุ่น ที่มุมหนึ่งของบ้านยังมีสตรีคนหนึ่งเม้มริมฝีปากจ้องมองไปที่ควันธูปด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา...
“คุณแม่อย่าโทษฉันเลยนะคะ อันอันก็หลานคุณแม่เหมือนกัน”
เพราะมีงานขาวดำ การประกาศเื่มหาวิทยาลัยจึงล่าช้าไปอีกหลายวัน วันนี้เมื่อเห็นว่าเสิ่นต้ายาน่าจะทำใจได้บ้างแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านเองก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องแจ้งข่าวอย่างเป็ทางการให้ผู้สมัครคนอื่นได้รับรู้ว่าใครจะได้รับเลือก
อันที่จริงในวันฝังร่างของแม่เฒ่าเสิ่น เขาได้กระซิบบอกเสิ่นต้ายาเป็ที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อที่ว่าข่าวดีจะช่วยปัดเป่าให้ความทุกข์ของเด็กสาวคลายลงบ้าง
และเพราะการล่าช้าในครั้งนี้เอง ก่อนที่หัวหน้าหมู่บ้านจะประกาศข่าวใหญ่ให้ชาวบ้านที่ชุมนุมกันอยู่ ก็มีเ้าหน้าที่ทางการมายังหมู่บ้านหว่านเจี๋ย
“เหล่าหลิวที่นี่มีเสิ่นตายาจากบ้านเสิ่นที่เป็ปัญญาชนไหม?” น้ำเสียงของเ้าหน้าที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด
เยาวชนผู้มีการศึกษาผู้โง่งม คิดจริงๆ หรือว่าการปล่อยเบลอทำให้ทุกคนรอจะทำให้ไม่ต้องไปรับการศึกษาที่ชนบทน่ะ
เมื่อเห็นว่าเป็เ้าหน้าที่จากกองการผลิตรวมที่มาพร้อมกับทหารท่าทีขึงขัง หัวหน้าหมู่บ้านก็ตกอกใ
เด็กสาวคนนั้นคงไม่ได้ถูกรายงานเื่ขายไข่หรอกใช่ไหม?
“มีๆ ว่าแต่มีอะไรกับเสิ่นต้ายาเหรอครับ”
“ก็วันนี้เป็วันที่นัดเยาวชนผู้มีการศึกษาบางส่วนไปชนบทอย่างไรล่ะ กลุ่มที่ต้องลงไปมณฑลส่านซีมีชื่อของเสิ่นต้ายาด้วย ตอนนี้ทุกคนรออยู่หมดแล้วขาดแค่เด็กที่ชื่อเสิ่นต้ายาจากหมู่บ้านหว่านเจี๋ยคนเดียว”