ตอนที่75 เงินเข้ามาเรื่อยๆเหมือนเดิม
ชุดยูนิฟอร์มพนักงานดูสะอาดตาเรียบง่าย พนักงานแต่ละคนต่างก็เป็นนักศึกษาในระแวกนี้ทั้งนั้น ชายสองหญิงสอง พวกเขาจัดว่าหน้าตาดีกันทั้งหมด หากเป็นชีวิตก่อนหน้าบาสคงทำได้แค่มองพวกเขาอยู่นอกร้าน แต่ตอนนี้บาสสามารถนั่งมองได้ทั้งวันโดยไม่มีใครว่า เพราะเขาเป็นเจ้าของร้านนั่นเอง
การเปิดร้านกาแฟวันแรกไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่คิด ด้วยเพราะฟางและยายพริ้งยายผึ้งได้โพสต์บนเฟสบุ๊คว่าเปิดร้านใหม่ ต้องมากินกันให้ได้นะแก วันนี้จึงคึกคักเป็นพิเศษ โดยแต่ละคนที่มาก็จะเป็นนักศึกษาสาวๆกันทั้งนั้น
บาสถึงกับจ้องตาเป็นมันส์ เพราะแต่ละคนต่างก็ใส่กระโปรงสั้นจู๋จนเห็นขาอ่อน แค่พวกเธอนั่งลงก็แทบมองเห็นกางเกงในแล้ว บาสถึงกับต้องเดินไปหลังร้านเพื่อเก็บอาการ ไม่งั้นเขาคงเลือดกำเดาไหลเพราะมองเพลินไปหน่อย“เป็นไรวะแกไม่ไปอยู่หน้าร้าน จะเป็นลมเหรอ?” ฟางเดินมาถามบาส เธอดูเป็นห่วงเมื่อเห็นเขาอาการไม่ดีบาสส่ายมือเชิงว่าไม่เป็นอะไร“เปล่าหรอก แค่...เพลียนักศึกษาน่ะ”“เพลียนักศึกษา มันคืออะไรวะ บอกเราหน่อยดิ”
บาสเม้มริมฝีปากแน่น มันน่าอายจริงๆที่ต้องบอกไปว่าเขาประหม่าจนเลือดลมตีกลับ เกือบจะเลือดกำเดาไหลเพราะพวกเธอแล้ว ตอนนี้จึงรู้สึกหน้ามืดแปลกๆ คล้ายจะเป็นลม และมันก็เป็นอย่างที่พูดคำว่าเพลียนักศึกษา ก็หมายถึงเพลียกับการแต่งกายของพวกหล่อนนั่นแหละ ยั่วยวนส่วนเว้าส่วนโค้งเหลือเกิน หากไม่เพลียบาสคงเป็นเก้งกวางไม่ใช่ผู้ชาย
“ว่าไง จะพูดได้ยัง” บาสกระพริบตาปริบๆก่อนจะสูดหายใจลึกๆแล้วพูดว่า “ก็แบบว่า เราเกือบจะหน้ามืดเพราะเห็น เอ่อ...”“เห็นอะไร?” ฟางมองบาสอย่างงงๆ ก่อนจะหันกลับไปมองข้างในร้าน ที่นั่นก็ปกติดีไม่เห็นมีอะไรแปลก นอกซะจากว่าจะเห็น...นักศึกษาสาวขยับขานั่งไขว้จนเห็นสิ่งวับๆแวบๆฟางถึงกับร้องอ๋อ ก่อนจะหันมามองบาสแบบยิ้มๆ“อย่าบอกนะว่า”“อื้ม...อย่างที่ฟางคิดนั่นแหละ” “เหอะๆ ทำไมเดี๋ยวนี้เก็บอาการไม่อยู่เลยนะเรา ทำยังกับไม่เคยอยู่ใกล้สาวๆ เรากับพวกยายพริ้งยายผึ้งไม่สวยหรือไง ถึงได้ไม่เคยมีอาการแบบนี้!”
น้ำเสียงที่ฟางพูดเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เธอไม่ได้โกรธที่บาสมองผู้หญิงพวกนั้น แต่โกรธที่เขาแสดงท่าทีออกมา เหมือนกับว่าก่อนหน้านี้กลุ่มของพวกเธอไม่มีใครดูดีในสายตาบาส
“มันไม่ใช่อย่างนั้น กับกลุ่มพวกเธอเราก็อยู่ตลอดไง มันไม่เหมือนกัน” บาสยิ่งอธิบายก็เหมือนราดน้ำมันลงกองไฟ สำหรับผู้หญิงแล้วนี่ถือเป็นเรื่องพิเศษ
“เข้าใจล่ะ ประมาณว่าเห็นของใหม่ดีกว่าของเก่าสินะ แบบว่าเกิดอารมณ์...”
บาสกระพริบตาปริบๆ มองฟางอย่างงุนงง เขากับเธอไม่ได้เป็นอะไรกันซะหน่อย ทำไมถึงมีของเก่าของใหม่อะไรกันล่ะ? ฟังดูพิลึกชะมัด ฟางหัวเราะหึหึแล้วลุกขึ้นยืน ไม่ได้สนใจอะไรบาสอีก
วันนี้บาสกับฟางอยู่ร้านทั้งวัน เพิ่งเปิดร้านวันแรกยังมีอะไรไม่เข้าที่อีกเยอะ พวกเขาต้องค่อยๆปรับแก้ไขไปทีละอย่าง แต่รายได้ในวันแรกก็เยอะจนน่าตกใจ บาสไม่คิดเลยว่าธุรกิจร้านกาแฟจะทำรายได้เยอะขนาดนี้ แม้จะเป็นแก้วละร้อยบาทแต่ยังขายได้
ฟางเองก็รู้สึกภูมิใจเหมือนกัน ที่วันแรกขายได้ทะลุเป้า อาจเป็นเพราะอิทธิพลของพ่อแม่เธอหรือไม่ก็ยายพริ้งยายผึ้งถึงทำให้ยอดขายทะลุเป้า แต่ฟางก็รู้สึกพอใจอยู่ดี เพราะนี่ถือเป็นก้าวแรกของการพัฒนาร้านให้ดีขึ้นกว่าเดิม
บาสขับรถกลับบ้านก็เป็นเวลาทุ่มกว่าแล้ว เขาไม่ได้ขับไปร้านจิ้มจุ่มหากแต่ขับกลับบ้านที่พ่อแม่อยู่เนื่องจากว่ามีคนสั่งหนูจำนวนมากแล้วให้ไปส่งพรุ่งนี้ บาสจึงต้องมาช่วยไอ้จ่อยในการคัดหนูรายได้หลักของบาสก็มาจากเนี่ยแหละ ขายหนูนา เพราะพันธุ์หนูขายหรือขายให้พ่อค้าเอาไปย่างแบบหมอเอ้ก็มี
ขับรถจากเมืองฝนยังไม่ตกแต่พอมาถึงบ้านเนี่ยสิฝนดันตกลงจ๊ากๆ นี่ก็หน้าฝนแล้ว บาสที่ขับรถอยู่นึกถึงเมื่อก่อนตอนที่เริ่มต้นธุรกิจด้วยการจับอึ่งขาย ตอนนั้นถือเป็นก้าวแรกเลยก็ว่าได้ ใครจะคิดว่าการจับอึ่งขายตอนนั้นจะพาเขามาถึงตรงนี้
บาสจอดรถไว้ที่เพิงสังกะสีที่พ่อรุ้งทำไว้ มันไม่ใช่โรงรถเรียบหรูอะไร แค่เพิงเล็กๆไว้จอดรถเท่านั้นเสียงฝนตกหนักๆกระทบสังกะสีจนหูอื้อ บาสเปิดประตูรถแล้วรีบวิ่งเข้าไปในบ้านด้านล่างของบ้านไม้ยังเหมือนเดิม เป็นแค่พื้นโล่งๆ ต่างกันแค่ตอนนี้ปูด้วยปูนไม่เหมือนกับเมื่อก่อนที่เป็นดิน แต่ยังเปิดโล่งอยู่
“อ้าวบาสมาได้ยังเนี่ย ไม่โทรบอกแม่เลย” แม่หน่อยออกมาจากในครัวพอดี ตอนนี้แกอายุมากกว่าตอนที่บาสเรียนมัธยมต้น จึงเห็นผมขาวโพลนนั่นได้อย่างชัดเจน“ไอ้จ่อยมันโทรมาบอกว่าจะมีคนเอาหนูล็อตใหญ่น่ะสิครับ ก็เลยรีบมาเนี่ย”“อ๋อๆ แล้วกินข้าวมายังล่ะ เนี่ยแม่เพิ่งผัดน้ำพริกปลาทูเสร็จ อ้อไข่ดาวก็มีนะลูก”“จริงเหรอครับเนี่ย ถ้างั้นบาสไม่เกรงใจล่ะนะ”
บาสกอดแม่หน่อยก่อนจะเข้าไปในครัว ไม่ใช่นั่งกินบนพื้นชนเข่ากันแบบเมื่อก่อนแล้ว แต่เป็นนั่งบนเก้าอี้ไม้แทนแม้จะมีเงินแต่พ่อรุ้งกับแม่หน่อยยังกินอยู่อย่างง่ายๆ กินกับน้ำพริกผัดและผักที่เก็บได้จากสวน พออยู่พอกินตามประสาคนแก่เฒ่า ส่วนโต๊ะไม้นี่เพราะปวดหลังที่ต้องนั่งพื้น จึงซื้อมาไว้กินสะดวกๆบาสที่กินข้าวกับพ่อแม่แย้มยิ้ม เขาเล่าเรื่องที่ช่วงนี้ตัวเองทำอะไรบ้าง
“เปิดร้านกาแฟเหรอ ไม่เห็นบอกพ่อเลยนะไอ้ลูกคนนี้!” แม้เสียงพ่อรุ้งจะฟังดูขึงขัง แต่ใบหน้าของแกแย้มเป็นรอยยิ้ม คงไม่มีใครหรอกจะไม่ดีใจที่ลูกก้าวไปข้างหน้า พ่อแม่มีแต่ยินดีและสนับสนุนให้ดีขึ้น แม้จะไม่มีเงินพวกเเกก็จะไปกู้ยืมให้ลูกได้ใช้ นี่แหละคนเป็นพ่อแม่
“ก็แหม มันเป็นแค่ร้านหุ้นกับคนอื่นน่ะพ่อ ไม่ได้อะไรขนาดนั้นหรอก”“แล้วเป็นไงบ้างลูก เปิดร้านวันแรก มีลูกค้าเข้าเยอะมั้ย” แม่หน่อยถาม แกก็เหมือนกับพ่อรุ้งทว่าอ่อนโยนกว่ามาก“เยอะครับ ทะลุเป้าเลยนะ”“ดีๆ เงินจะได้ไหลมาเทมา ถ้าหากขาดเหลืออะไรก็บอกพ่อกับแม่นะ”“ครับ...แล้วตอนนี้ขายปลาเป็นยังไงบ้าง”“ก็เรื่อยๆแหละลูก แต่ช่วงนี้มีหลายร้านด้วยไง ก็เลยค่อนข้างเงียบไปสักหน่อย”“อ้อ....”
เป็นอย่างที่คิด กิจการค่อนข้างซบเซา คงใกล้ถึงเวลาที่ไปทำอย่างอื่นได้แล้ว หลังจากกินข้าวเสร็จบาสก็กางร่มเดินไปดูหนู ไอ้จ่อยยังอยู่ที่นี่ มันยังดูหนูอยู่อย่างขมักเขม้น เห็นแบบนี้บาสก็สบายใจ เขารู้สึกว่าตัวเองเลือกคนไม่ผิดจริงๆ
“เดี๋ยววันนี้จะให้ค่าแรงเพิ่มนะ”“จริงดิ!” ดวงตาจ่อยเป็นประกายวิบ“อื้ม จะโกหกไปทำไมล่ะ แล้วนี่มึงกินข้าวยัง”“ยังเลย วุ่นๆกับหนูทั้งวันยังไม่ได้หยุด”“งั้นกินนี่ก่อนดิ” บาสยื่นปิ่นโตให้จ่อย ในนั้นคือกับข้าวที่แม่หน่อยได้ทำไว้ “ข้าวผัดน้ำพริก!” “ใช่ ของแม่กูทำเอง เอาดิ ยังร้อนๆอยู่เลย”“ขอบใจนะ เจ้านาย!”เมื่อจ่อยเปิดปิ่นโตก็เริ่มตักข้าวเข้าปากโดยไม่สนใจบาส
บาสยืนพิงต้นเสา ฟังเสียงฝนกระทบหลังคาหนักๆ ก่อนจะปรายตามองเถียงนาที่เคยนั่งเล่นกับหมอเอ้ จนถึงตอนนี้เธอยังขายหนูย่างอยู่ รายได้ยังงามเหมือนเดิม แถมในตลาดตอนนี้ราคาหนูยังสูงขึ้นอีกด้วย เป็นเหตุให้หมอเอ้ขึ้นราคาอีกสิบบาท แม้จะเป็นอย่างนั้นแต่ก็มีคนซื้ออยู่ดี
หนูตัวใหญ่ๆอ้วนกลมเนื้อเเน่นๆ จากฟาร์มเลี้ยงเฉพาะ ต่างจากหนูที่จับมาอย่างชัดเจน เพราะงั้นมันจึงขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า คืนนั้นบาสนอนอยู่ที่บนบ้านชั้นสอง พื้นไม้เย็นๆส่งเสียงอ๊อดแอดดูน่ากลัว ที่นี่ไม่มีฟูกของพี่น้ำพี่เมย์ จะมีก็แต่ฟูกของบาสบาสมักจะมานอนที่นี่ โดยเฉพาะช่วงที่คนสั่งหนูเยอะๆ เพราะงั้นจึงมีแค่ฟูกของเขาเท่านั้น
ล้มตัวลงนอนเอามือก่ายหน้าผาก มองหลังคาสังกะสีที่ส่งเสียงดังซ่าๆ ตลอดเวลา เสียงดังมากจนแทบนอนไม่หลับ แต่เพราะบาสอยู่ที่นี่ตั้งแต่เด็กๆแล้ว จึงรู้สึกชินไปกับเสียงนี้
บาสข่มตาให้หลับอย่างเหนื่อยอ่อน วันนี้ทั้งวันเหนื่อยมากจริงๆ เปิดร้านกาแฟวันแรกแล้วยังต้องบึ่งรถกลับมาบ้าน มาคัดหนูสำหรับพรุ่งนี้อีก เมื่อล้มตัวลงนอนก็ผล็อยหลับไปทันที
เช้าวันต่อมาบาสกับจ่อยขึ้นรถเอาหนูไปส่งให้ลูกค้าถึงที่บาสมีบริการส่งด้วย หากอยู่ในระยะ 30 กิโลเมตรจะส่งให้ฟรี แต่หากไกลกว่านั้นเขาจะขอเก็บค่าน้ำมันโดยคิดตามระยะทางและหากวันไหนบาสไม่ว่างจ่อยก็จะเอารถของพ่อรุ้งไปส่งแทน ซึ่งถือว่าช่วยเขาได้เยอะเลย
คนที่สั่งหนูในครั้งนี้คือคนที่เคยสั่งแล้วครั้งหนึ่ง เป็นชายวัยสามสิบปี เห็นว่าเพิ่งโดนไล่ออกจากโรงงานเพราะอายุเกิน โดยส่วนใหญ่แล้วทำงานโรงงานเขาจะไล่ออกตอนอายุ 30 กว่าปีทั้งนั้น จะไปสมัครโรงงานอื่นก็ไม่ได้เพราะเขาไม่เอาอายุเยอะแล้ว จะเอาแต่เด็กๆเท่านั้น
คิดไปแล้วก็น่าขำนะ เรียนมาครึ่งค่อนชีวิตแต่เขาให้ทำงานแค่สามสิบกว่าๆ รู้สึกว่าเสียเวลาและไม่คุ้มเลย แต่จะทำอย่างไรได้ ก็ในเมื่อไม่มีความรู้วุฒิน้อยก็ต้องรับกรรมกันไป
แต่ใช้ว่าจบปริญญาจะมีงานทำ ทุกอย่างต้องมีเส้นมีสาย ไม่งั้นคงจบออกมาเตะฝุ่นเล่น ไม่เหมือนกับวุฒิ ปวส ที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ต่างจากปริญญาที่มีความเสี่ยงพอสมควร แต่ทั้งนี้บาสไม่ได้แคร์ ถ้าการหางานมันยากนักทำไมเราถึงไม่เป็นเจ้านายตัวเองล่ะ จะไปเป็นลูกจ้างให้เขาโขกสับทำไม แต่นี่เองก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน แต่ว่าเสียดายที่บาสผ่านช่วงเวลานั้นแล้ว นี่คือช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวและขยายธุรกิจต่างหาก!