ช่วงสุดท้ายของงานกีฬาสี
จิณณ์พามนสิริไปรอรับชนินทรที่สนามบินเพราะทางนั้นบอกว่าเลื่อนเที่ยวบินกลับมาหาลูกสาวให้เร็วขึ้น ส่วนสายนทีและครอบครัวอยู่เล่นในงานกีฬาสีต่ออีกสักพัก
ระหว่างที่สายนทีพาลูกชายไปเดินดูซุ้มอาหารอีกฝั่งหนึ่ง นรินทร์จึงนั่งรอพวกเขาพลางดูวิดีโอที่เพิ่งถ่ายไว้เมื่อครู่
ทันใดนั้น แม่ของเพื่อนร่วมชั้นเรียนได้เข้ามาพูดคุยกับนรินทร์เรื่องลูก ๆ ของตัวเอง แลกเปลี่ยนความคิดเรื่องการเลี้ยงดูลูกที่กำลังอยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็น ช่างพูดช่างถามไปพลาง
นรินทร์ยินดีให้คำแนะนำว่าเลี้ยงน่านฟ้ามาอย่างไร เจ้าเด็กตัวน้อยถึงได้เป็นเด็กอารมณ์ดีและเชื่อฟังเขามากถึงขนาดนั้น
แต่สุดท้ายแล้วก็มีแม่บางคนที่วกเข้ามาถามเรื่องราวของนรินทร์กับสายนที
“เห็นพวกคุณเป็นแบบนั้นนึกอิจฉาขึ้นมาจังเลยนะคะ” แม่ของเพื่อนร่วมห้องน่านฟ้าเอ่ยกับเขา
“ใช่ครับ มีเคล็ดลับอะไรมัดใจอัลฟ่าหรือเปล่าครับ” พ่อโอเมก้าของเด็กอีกคนถามเขาไปตรง ๆ
“เอ่อ...” นรินทร์ไม่รู้จะตอบอย่างไรเพราะที่ผ่านมาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องทำอะไร หากจะบอกออกไปว่าเป็นเพราะ พี่รักผม พี่เคยบอกว่า ไม่ว่าจะยังไงก็รัก คงจะได้โดนหมั่นไส้เพิ่มอีกแน่ ๆ แต่เขาไม่รู้เลยจริง ๆ จึงได้แต่อ้ำอึ้งตอบไม่ถูก
“คุณพ่อมีความลับนะคะเนี่ย บอกหน่อยไม่ได้เหรอคะ” แม่เด็กคนเดิมคะยั้นคะยอ “ดูสามีฉันสิคะ เฮ้อ...อย่าให้พูดเลย...”
จู่ ๆ ก็มีเสียงของใครบางคนดังขึ้นมาในวงสนทนา “แหม จะไม่รักไม่หลงได้ไงคะ อัลฟ่ายีนเด่นที่ผูกพันธะฟีโรโมนยังไงก็ไปไหนไม่รอดหรอกค่ะ”
คำพูดของเธอทำให้บรรดาแม่ ๆ หันไปมองจึงรู้ว่าเธอคนนั้นคือผู้ปกครองของเด็กอีกห้องหนึ่ง
“พันธะฟีโรโมนเหรอครับ เคยได้ยินมาเหมือนกันแต่เกี่ยวอะไรด้วยเหรอ”
“เกี่ยวแน่อยู่แล้วเพราะคู่ไหนที่ผูกพันธะแบบนั้นไป อัลฟ่ายีนเด่นจะตกอยู่ในภวังค์ฟีโรโมนของคู่ชะตาตัวเองไงคะ” เธออธิบายอย่างละเอียดไปตามความจริง “โอเมก้าจะควบคุมปั่นหัวเขายังไงก็ได้ด้วยซ้ำ เรื่องทำให้หลงรักหัวปักหัวปำก็ไม่น่าจะยากเกินไปนะคะ”
“เอ๋... ฟีโรโมนไม่ใช่ยาเสน่ห์ยาแฝดสักหน่อย พูดเหมือนโอเมก้าทำของใส่อัลฟ่าตัวเองไปได้” แม่อีกคนแย้งขึ้นมา
ด้วยความที่อัลฟ่ายีนเด่นมีน้อยมากและพวกเขามักจะไม่ผูกพันธะด้วยฟีโรโมน นั่นก็เป็นเพราะไม่อยากตกอยู่ในควบคุมของคู่ชะตาตัวเอง อีกทั้งไม่อยากผูกติดกับใครเพียงคนเดียวด้วย
แม่ของเด็กคนนั้นจึงคิดว่าสายนทียังคงแสดงท่าทีเหมือนกับคบกันในวันแรก ๆ นั่นเป็นผลมาจากอาการหลงฟีโรโมนของนรินทร์นั่นเอง
“เฮอะ” เธอแสยะยิ้ม หากแต่แววตาเศร้าสร้อย “ลองไม่ใช้ฟีโรโมนสิคะ ไม่เกินเดือนหนึ่งน่าจะหลุดจากอาการหลงฟีโรโมนแล้ว ป่านนั้นอาจจะทำให้อัลฟ่าคนนั้นรู้ใจตัวเองก็ได้ว่าที่ยังอยู่เพราะรักหรือเพราะอะไร”
นรินทร์ใจกระตุกวูบไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ากรณีนี้อาจจะเกิดขึ้นได้แต่ยังคงเชื่อใจสายนทีเหมือนเดิม “แบบนั้นก็เป็นไปได้นะครับ แต่อัลฟ่ายีนเด่นที่ผูกพันธะฟีโรโมนมีน้อยมาก หรืออัลฟ่าที่กัดหลังคอก็มีน้อยมาก แต่สามีผม เขาเลือกทำทั้งสองอย่าง อาจจะเป็นเพราะว่าเขาคิดมาดีแล้วล่ะครับว่าคุณสมบัติอัลฟ่ายีนเด่นมีผลดีผลเสียอย่างไรบ้าง”
“...” ทุกคนนิ่งเงียบฟังนรินทร์อย่างตั้งอกตั้งใจ
“ต่อให้มีภาวะหลงฟีโรโมนเขาคงไม่เสียใจที่เลือกแบบนั้นหรอกครับ ถ้าไม่รักกันจริง ๆ เขาไม่ยอมให้ผมขนาดนี้ตั้งแต่แรกหรอก ทั้ง ๆ ที่อัลฟ่ายีนเด่นจะผูกพันธะกับโอเมก้ากี่คนก็ได้แต่สุดท้ายเขาเลือกผมแค่คนเดียว คิดแบบนั้นไหมครับ” นรินทร์ยิ้มกว้างให้บรรดาแม่ ๆ
จังหวะนั้นสายนทีเดินถือไอศกรีมมาพร้อมกับน่านฟ้า จึงเข้าร่วมการสนทนา
“คุยอะไรกันอยู่เหรอ ทำไมนายขมวดคิ้วทำหน้าเคร่งเครียดแบบนี้” คนเป็นพี่ถามนรินทร์พลางยื่นไอศกรีมโคนให้
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ คุยกันสัพเพเหระทั่วไป” แม่คนหนึ่งรีบเปลี่ยนเรื่องเพราะไม่มีใครอยากมีเรื่องกับอัลฟ่ายีนเด่นอย่างแน่นอน
ทว่า แม่คนเดิมที่เคยค่อนแคะนรินทร์กลับเอ่ยว่า “ลองดูนะคะ เผื่อความเป็นจริงอาจไม่ใช่อย่างที่คิด”
ร่างบางพยักหน้าให้ตอบว่า “ครับ” แล้วหันมาทำหน้าอ้อนสายนทีต่อหน้าต่อตาจนอีกฝ่ายรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติไปจึงกวาดตามองดูบรรดาแม่ ๆ ที่เงียบเป็นเป่าสาก
ฟีโรโมนกลิ่นฝนกระจายออกมาหากแต่คนที่ได้กลิ่นนั้นมีเพียงโอเมก้าที่ผูกพันธะกับเขาเพียงคนเดียวอย่างนรินทร์เท่านั้น
กลิ่นฝนที่เคยกลัวและเกลียดนักหนาแต่เวลานี้กลับรู้สึกสบายใจจนเจ้าตัวยิ้มได้กอดคนตรงหน้าไว้แน่นแม้ในใจจะยังกังวล
ราวกับว่าลูกชายตัวน้อยเองก็สัมผัสได้ว่านรินทร์ไม่สบายใจจึงกางแขนโอบกอดทั้งคู่ด้วย “ผมกับพ่ออยู่ตรงนี้นะครับ” เจ้าตัวน้อยกระซิบอย่างอ่อนโยน
“พี่กับลูกอยู่ข้างนายเสมอนะนรินทร์” สายนทีย้ำให้อีกฝ่ายมั่นใจ ถึงจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะนรินทร์คงไม่ยอมบอก สายนทีคิดว่าคงต้องให้เวลานรินทร์ได้คิดไตร่ตรองก่อนแล้ววันหนึ่งคงพร้อมจะเล่าให้เขาฟัง
“ผมรู้ครับ” ร่างบางกอดคนทั้งสองแน่นขึ้น เวลานี้ปล่อยผ่านความคิดพวกนั้นไปก่อนแล้วมีความสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าดีกว่า
หลังจากเกิดเหตุการณ์ในวันนั้น นรินทร์ไม่เคยปล่อยฟีโรโมนกลิ่นกุหลาบอีกเลยเพราะอยากพิสูจน์ให้รู้ว่าสายนทีอยู่ในภาวะหลงฟีโรโมนอย่างที่แม่เด็กคนนั้นพูดหรือเปล่า
ในใจคิดหวังว่าถ้าไม่มีฟีโรโมนแล้วก็อยากให้สายนทียังรักตัวเองอยู่ ส่วนอีกใจกลับคิดว่าถ้าอีกฝ่ายหมดรักเขาแล้ว จะทำอย่างไร จะอยู่อย่างไรถ้าไม่มีสายนที
นรินทร์ถึงขั้นพิมพ์กระทู้ในเน็ตเพื่อหาคำตอบที่แน่ชัด รวมถึงหาเอกสารวิจัยอ้างอิงด้วยความจริงจัง แต่เพราะอัลฟ่ายีนเด่นมีน้อยมาก เอกสารเกี่ยวกับพันธะฟีโรโมนจึงน้อยตามไปด้วย และมักจะเจอแต่สิ่งที่คนทั่วไปมาตอบเอาไว้
ที่คบกันได้นานก็เพราะภาวะหลงฟีโรโมนนั่นแหละ
ฟีโรโมนของคู่ชะตาก็เหมือนยาเสน่ห์
อัลฟ่าโดนของ
ความรักจอมปลอม
อย่าว่าแต่พวกยีนเด่นเลย อัลฟ่าทั่วไปก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน
แต่อัลฟ่ายีนเด่นเป็นมากกว่า ได้ข่าวว่าหลงจนโง่หัวไม่ขึ้น
เคยได้ยินคนเล่ามาว่าพอโอเมก้าควบคุมฟีโรโมนของตัวเองก็เลิกกันเลย
ยิ่งเห็นข้อความในเน็ตมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้นรินทร์ฟุ้งซ่านครั้นจะไปถามพ่อแม่หรืออาของสายนทีที่เป็นคู่ผูกพันธะฟีโรโมนเหมือนกัน พวกเขาคงจะตอบเป็นเสียงเดียวว่า ต่อให้ไม่มีฟีโรโมน ฉันก็รัก
ทว่า นรินทร์ไม่อาจรู้ได้เลยว่าสายนทีจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าเพราะที่ผ่านมาตัวเขาเองมักจะควบคุมฟีโรโมนไม่ได้เวลาที่อยู่กับสายนที นั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เหมือนกับว่าสายนทีได้กลิ่นฟีโรโมนของเขาตลอดเวลาจนหลงกลิ่นไปแล้วก็ได้
“นรินทร์” เสียงนุ่มกระซิบเมื่อเห็นว่าเจ้าตัวกำลังเหม่อ พลางสอดแขนเข้ามากอด “คิดอะไรเหรอ”
“เปล่าครับ” นรินทร์ไม่ยอมบอกเพราะรู้ว่าพี่จะพูดอะไร คิดในใจว่าอย่างน้อยต้องลองควบคุมไม่ปล่อยฟีโรโมนสักหนึ่งเดือน
คนเป็นพี่รู้ว่าเขาปิดบังอะไรไว้อยู่แต่ไม่ได้คาดคั้นมากมายนักรอให้คนตรงหน้าพร้อมคงจะเอ่ยปากบอกเอง
แม้วันนี้จะยังไม่ได้กลิ่นฟีโรโมนของนรินทร์ตลอดทั้งวันแต่สายนทียังคงปฏิบัติกับนรินทร์เหมือนเคย เอ่ยพึมพำ “ลูกหลับแล้ว”
“...” นรินทร์รู้ว่าสายนทีไปกล่อมเจ้าลูกชายที่ห้องนอนแยกเรียบร้อยแล้ว
“เหลือแค่เราสองคน” ลมหายใจร้อนรดต้นคอของร่างบาง “วันนี้ได้ไหม”
เสียงอ้อนของสายนทีทำให้เขาใจเต้นตึกตักพยายามควบคุมฟีโรโมนของตัวเองเอาไว้แต่ทำไมได้เหมือนเคยจนถอนหายใจ
“...” นรินทร์ไม่พูดอะไรเพราะกำลังคิด
สายนทีจึงพลิกตัวร่างบางนอนหงายแล้วคร่อมเอาไว้ รอคำตอบจากคนตรงหน้า เมื่อไม่ได้ยินเสียงจึงก้มหน้าลงมาจุมพิตริมฝีปากบางแผ่วเบาพลางปล่อยฟีโรโมนกลิ่นฝนของตัวเองตั้งใจยั่วยวนให้อีกฝ่ายหลงกล
นรินทร์เบือนหน้าหนีแต่ถูกมืออีกฝ่ายจับคางให้หันมา ดวงตาสีน้ำเงินไม่ยอมปล่อยผ่านไปง่าย ๆ ก่อนจะก้มลงจูบอีกครั้งพลางลูบไล้ร่างกายคนใต้ร่างไปด้วย
แน่นอนว่าโอเมก้าอย่างเขาจะทนกลิ่นอัลฟ่ากับลูกอ้อนได้อย่างไร นรินทร์หน้าแดงไปจนถึงหู “พี่อย่าแกล้งผมสิครับ” แล้วโอนอ่อนคล้อยตามสัมผัสของสายนที