คำพูดของโจวเหยียนอาจฟังดูไม่เสนาะหูนัก แต่ก็ทำไปเพื่อความปลอดภัยของคนส่วนใหญ่ อย่างไรการศึกาก็ไม่ใช่เื่ล้อเล่น เพราะผลลัพธ์ของการผิดพลาดนั้นใหญ่หลวงนัก ไม่มีผู้ใดแบกรับไหว
โชคดีที่ซูเก๋อช่วยไกล่เกลี่ยประนีประนอมได้ทันเวลา ท่าทีของโจวเหยียนจึงค่อยผ่อนคลายลงเล็กน้อย
"ข้าไม่ได้เจตนาพุ่งเป้าโจมตีพวกเ้า เพียงแต่ไม่อยากเห็นพวกเ้าต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ั้แ่ยังเยาว์วัย ข้าไม่สนว่าพวกเ้าจะโดดเด่นสง่างามเพียงใดในสำนัก แต่เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ทุกคนต้องมองตนเองเป็เพียงทหารธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น มีเพียงทำเช่นนี้จึงจะเอาชีวิตรอดไปได้ นี่คือบทเรียนอาบโลหิตที่กองทัพต่อต้านมารของเราแลกมาด้วยชีวิตของทหารนับไม่ถ้วน"
เมื่อเทียบกับกลุ่มศิษย์ในหอคอยงาช้างเหล่านี้แล้ว โจวเหยียนย่อมชมชอบพวกทหารรับจ้างที่โชกโชนประสบการณ์มากกว่า
การบำเพ็ญเพียรของคนเ่าั้อาจไม่เทียบเท่าเหล่าอัจฉริยะ แต่ยามทำงานกลับทำให้สบายใจกว่ามาก เพราะโจวเหยียนไม่ต้องคอยกังวลว่าพวกเขาจะก่อเื่ผิดพลาดอันใด
เพียงแต่เมื่อคำนึงถึงศักดิ์ศรีอันสูงส่งของเยาวชนเหล่านี้ คำพูดที่กระทบกระเทือนจิตใจบางคำ โจวเหยียนจึงยากจะเอื้อนเอ่ยออกไป หากเยาวชนเหล่านี้เป็ทหารใต้บังคับบัญชาของเขา ป่านนี้คงถูกเขาด่าจนหัวซุกหัวซุนไปนานแล้ว
"ขออภัยขอรับ" ซุนกวนสูดหายใจเข้าลึก ๆ เอ่ยขอโทษโจวเหยียน "เป็พวกเราที่พิจารณาไม่รอบคอบเอง"
พวกมั่วชิงอู่ก็พากันเอ่ยขอโทษเช่นกัน
เมื่อเห็นดังนั้นโจวเหยียนก็ถอนหายใจออกมาอย่างผ่อนคลาย ยินยอมเชื่อฟังคำสั่งก็ดีแล้ว ที่หวาดกลัวคือการพบเจอพวกถือดีไม่ฟังคำสั่งเสียมากกว่า
"ข้าจะสอนค่ายกลาอย่างง่ายให้พวกเ้าสักค่ายกลหนึ่งก่อน ขอเพียงพวกเ้าเรียนรู้ได้ ย่อมปกป้องความปลอดภัยของตนเองได้มากขึ้น" โจวเหยียนกล่าว
"ค่ายกลานี้มีนามว่าค่ายกลโล่เกราะ เหมาะสำหรับสถานการณ์ที่ฝ่ายตนมีขุมกำลังระดับสูง แต่นับจำนวนคนแล้วเป็ฝ่ายเสียเปรียบ หากเรียนรู้ไว้ วันหน้าหากประสบสถานการณ์เช่นนี้อีก ย่อมนำออกมาใช้ได้"
ค่ายกลาไม่ใช่ค่ายกลสารพัดประโยชน์ เพราะค่ายกลาแต่ละค่ายกล มักมีขอบเขตการใช้งานที่จำกัด ดังนั้นขุนศึกยอดฝีมือมักเลือกค่ายกลาที่ส่งผลดีต่อการแสดงฝีมือของฝ่ายตนได้มากที่สุดตามสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนไป และนี่คือวิชาบังคับของขุนศึกทุกคนเช่นกัน
ซึ่งนี่เป็ครั้งแรกที่ทุกคนได้ััค่ายกลา จึงรู้สึกแปลกใหม่อย่างมาก ต่างตั้งอกตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
"ค่ายกลโล่เกราะตามชื่อของมัน ค่ายกลนี้้าให้ทุกคนรวมตัวกันเป็โล่ทรงกลม โดยแบ่งออกเป็สองถึงสามชั้นตามความแตกต่างของขุมกำลังและจำนวนคน ยกตัวอย่างพวกเ้า ผู้ที่มีการบำเพ็ญเพียรขั้นหยวนตันให้เข้าประจำตำแหน่งชั้นนอกสุด เพื่อสร้างเป็โล่เกราะชั้นแรก ผู้ที่มีการบำเพ็ญเพียรขั้นหนิงหยวนประจำการชั้นที่สอง สร้างเป็โล่เกราะชั้นที่สอง ส่วนคนที่เหลือให้สร้างเป็โล่เกราะชั้นที่สาม" โจวเหยียนอธิบายช้า ๆ
"หน้าที่ของสมาชิกโล่เกราะชั้นแรกคือสกัดกั้นมารนอกพิภพขั้นหยวนตันไว้ด้านนอก ห้ามปล่อยให้มารนอกพิภพขั้นหยวนตันย่างก้าวเข้าสู่ขอบเขตของโล่เกราะชั้นที่สองเด็ดขาด ในทำนองเดียวกัน หน้าที่ของสมาชิกโล่เกราะชั้นที่สอง คือสกัดกั้นมารนอกพิภพขั้นหนิงหยวน..."
"ระหว่างการต่อสู้ พวกเ้าต้องรักษาขบวนค่ายกลโล่เกราะไว้ตลอดเวลา ห้ามพัวพันกับเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ละหน่วยสามารถสับเปลี่ยนตำแหน่งกันได้ แต่ห้ามทำลายขบวนค่ายกลเด็ดขาด"
"ค่ายกลโล่เกราะพึ่งพาอาศัยสหายร่วมศึกอย่างยิ่ง ทั้งยังต้องอาศัยความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างสหายร่วมศึกด้วย"
"เ้าต้องเชื่อมั่นว่า โล่เกราะชั้นแรกสามารถสกัดกั้นมารนอกพิภพขั้นหยวนตันได้อย่างแน่นอน และโล่เกราะชั้นที่สองก็สกัดกั้นมารนอกพิภพขั้นหนิงหยวนได้อย่างแน่นอน..."
โจวเหยียนไม่ได้คาดหวังให้พวกรอบตัวซุนกวนแสดงอานุภาพของค่ายกลโล่เกราะออกมาได้สมบูรณ์แบบ ขอเพียงพวกเขาแสดงอานุภาพได้สักหกส่วน เขาก็พึงพอใจมากแล้ว
"แล้วข้าเล่าขอรับ?" ซูเก๋อเอ่ยถาม
"เป้าหมายของเ้าคือมารนอกพิภพอีกาดำสองหัว" สีหน้าของโจวเหยียนเคร่งเครียดขึ้นมา
"หากพูดให้ถูกต้อง การสอดประสานของทุกคนก็เพื่อสร้างเวลาให้เ้าลุยเดี่ยวกับมารนอกพิภพอีกาดำสองหัว และช่วยยับยั้งมารนอกพิภพตัวอื่น ๆ ไว้ ดังนั้น เ้าต้องสังหารมารนอกพิภพอีกาดำสองหัวให้ได้โดยเร็วที่สุด ขอเพียงมารนอกพิภพอีกาดำสองหัวตายลง ฝูงมารนอกพิภพที่ไร้หัวหน้าย่อมต้องพ่ายแพ้ย่อยยับไปเอง"
สีหน้าของโจวเหยียนเคร่งขรึมยิ่งนัก "การต่อสู้นี้จะจบลงเร็วเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่าเ้าจะสังหารมารนอกพิภพอีกาดำสองหัวได้เร็วเพียงใด ภารกิจของเ้าสำคัญยิ่งกว่าผู้ใดทั้งสิ้น"
ซูเก๋อพยักหน้า "ข้าเข้าใจแล้วขอรับ"
"สิ่งที่ข้ากล่าวก่อนหน้านี้ ทุกคนฟังชัดเจนแล้วหรือไม่?" โจวเหยียนกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เอ่ยถามทุกคน
ทุกคนสบตากัน ก่อนตอบรับเป็เสียงเดียวกัน "ชัดเจนแล้วขอรับ/เ้าค่ะ"
"เช่นนั้นก็ดี เริ่มเคลื่อนไหวได้ เมื่อเข้าสู่ถ้ำมารแล้วให้ตั้งค่ายกลทันที" โจวเหยียนทะยานกายเข้าสู่ปากถ้ำมารอันใหญ่โตเป็คนแรก ซูเก๋อ ซุนกวน มั่วชิงอู่ หลิ่วชิง หยวนทงเทียน และจีเสี่ยวเสวี่ยรีบทะยานตามไปติด ๆ จากนั้นจึงเป็พวกจางหลิน
ภายในถ้ำมาร หมอกดำโอบล้อมอบอวล อากาศเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่าชวนอาเจียน เพียงแค่พอมองเห็นซากกระดูกมนุษย์อยู่เลือนราง
"ตั้งค่ายกล" โจวเหยียนออกสั่ง
จากนั้นทุกคนต่างรีบตั้งค่ายกลโล่เกราะขึ้นทันที แม้ท่าทางจะดูขัดเขินอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เกิดข้อผิดพลาดร้ายแรงอันใด
โจวเหยียนแอบชมเชยในใจ สมแล้วที่เป็คนของสำนักทหารรับจ้าง ความสามารถในการเรียนรู้นี้ แข็งแกร่งกว่าทหารใต้บังคับบัญชาของเขาไกลลิบ ตั้งค่ายกลครั้งแรกก็ทำได้ถึงระดับนี้ นับว่าหาได้ยากยิ่ง
"ไป" โจวเหยียนออกสั่งเสียงเบา กองกำลังในรูปขบวนค่ายกลโล่เกราะมุ่งหน้ารุดเข้าไปในส่วนลึกของถ้ำมารอย่างรวดเร็ว
ถ้ำมารมีขนาดใหญ่มาก พื้นที่ภายในแทบจะบรรจุศิษย์สำนักทหารรับจ้างได้ครึ่งหนึ่ง ขุดเจาะจนูเาทั้งลูกกลวงเปล่า โครงสร้างใหญ่โตถึงเพียงนี้ แต่พวกมารนอกพิภพกลับใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็ทำเสร็จสิ้น ประสิทธิภาพเช่นนี้เหนือกว่ามนุษย์มากมายนัก
ไม่นานนักพวกซูเก๋อก็เผชิญหน้ากับมารนอกพิภพตัวแรก เป็มารนอกพิภพสุกรดำขั้นชุ่ยถี่ตัวหนึ่ง คมเขี้ยวอันยาวเหยียด ยอดเขี้ยวมีความยาวเกือบครึ่งหนึ่งของลำตัว ปลายเขี้ยวแหลมคมเป็อย่างยิ่ง
"อู๊ด อู๊ด!" มารนอกพิภพสุกรดำส่งเสียงร้องดังกังวาน จากนั้นก็พุ่งกระโจนเข้าใส่ทุกคนอย่างดุร้าย
ซุนกวนตวัดกระบี่ยาววูบเดียว มารนอกพิภพสุกรดำก็หมดสิทธิ์ขัดขืน ศีรษะและลำตัวขาดออกจากกันทันที เืสีดำคาวจัดเปรอะเปื้อนเต็มพื้น
ส่วนโจวเหยียนทอดสายตามองไปยังส่วนลึกของถ้ำมาร พลางเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "พวกมันมากันแล้ว"
ท่ามกลางหมอกดำ พอจะมองเห็นดวงตาสีแดงฉานเป็คู่ ๆ รวมถึงเงาร่างเลือนรางได้ ฝูงมารนอกพิภพจำนวนมหาศาลถูกเสียงร้องของมารนอกพิภพสุกรดำปลุกให้ตื่นขึ้น เมื่อรับรู้ถึงการมาเยือนของพวกซูเก๋อ จึงค่อย ๆ ย่างก้าวมาทางนี้ พวกมันแยกเขี้ยวคำราม และจับจ้องเหยื่อด้วยความกระหายเื
ท่ามกลางหมอกดำ พวกมันย่อกายเข้าใกล้เรื่อย ๆ เงาร่างยิ่งใกล้ก็ยิ่งแจ่มชัด ใจของโจวเหยียนพลันดิ่งวูบ "จำนวนมากกว่าที่บันทึกในข่าวกรอง อย่างน้อยก็หนึ่งร้อยตัว"
มารนอกพิภพกว่าร้อยตัว ในจำนวนนั้นยังมีมารนอกพิภพขั้นหยวนตันอยู่หลายตัว แรงกดดันอันข่มขวัญทำเอาทุกคนรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก โดยเฉพาะยามที่พวกมันยืนรวมตัวกัน กวาดสายตามองมา ทำเอาหนังศีรษะชาวาบไปตาม ๆ กัน
"กา กา!"
เหนือฝูงมารนอกพิภพจำนวนมาก มีมารนอกพิภพตัวหนึ่งที่มีสองหัว ปกคลุมด้วยขนนกสีดำมืดทั่วร่าง ส่งเสียงแผดร้องแหลมสูงจนหูแทบดับ เสียงร้องนั้นประหนึ่งคลื่นเสียงโจมตี ทำเอาทุกคนรู้สึกว่าแก้วหูถูกกระแทกอย่างหนัก เศษหินบนพื้นสั่นะเืไหวเบา ๆ
มารนอกพิภพอีกาดำสองหัว!
ทุกคนกวาดสายตามองปราดเดียวก็จำฐานะของมันได้ทันที เห็นเพียงมารนอกพิภพอีกาดำสองหัวกระพือปีกวูบ สายลมอันรุนแรงสายหนึ่งพัดกระหน่ำเข้าใส่ทุกคน หมอกดำยิ่งเข้มข้นขึ้นราวกับ้าบดบังสายตาของทุกคนโดยสมบูรณ์
ชั่วขณะต่อมา มารนอกพิภพอีกาดำสองหัวก็ร่อนลงมาจากกลางอากาศ กรงเล็บทั้งสองกรีดลึกลงไปในชั้นดิน ประหนึ่งไก่ตัวผู้ผู้ทะนงตน ชูหัวอันแหลมเล็กทั้งสองหัวขึ้น แล้วส่งเสียงแผดร้องแหลมสูงน่าขนลุกยิ่งกว่าเดิม
"ก๊าก...!"
พวกมารนอกพิภพคล้ายได้รับคำสั่ง เมื่อสิ้นเสียงร้องของมารนอกพิภพอีกาดำสองหัว พวกมันก็พุ่งทะยานเข้าใส่พวกซูเก๋อประหนึ่งคลื่นั์ม้วนตัว อานุภาพอันน่าหวาดหวั่นทำเอาผืนแผ่นดินสั่นะเืไหวเบา ๆ
"อย่าตื่นตระหนก!" เสียงของโจวเหยียนประหนึ่งสายน้ำเย็นฉ่ำกลางพงไพร ช่วยให้ทุกคนสงบสติอารมณ์ลงได้โดยเร็ว
"่เวลาสั้น ๆ พวกมันพังค่ายกลโล่เกราะไม่ได้หรอก! พวกเราถ่วงเวลาไว้ก็พอแล้ว!"
เห็นเพียงโจวเหยียนกุมกระบี่ใหญ่ในมือแน่น ดวงตาจ้องมองฝูงมารนอกพิภพที่พุ่งเข้ามาตาไม่กะพริบ ก่อนส่งเสียงตวาดต่ำ
"ซูเก๋อ จากนี้ไปต้องพึ่งเ้าแล้ว!"
ซูเก๋อพยักหน้า สายตาจับจ้องไปที่มารนอกพิภพอีกาดำสองหัว ฝ่ายหลังคล้ายััได้ถึงสายตาของซูเก๋อ ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นจึงหันมามองที่เขา
ตึง!
ไร้ซึ่งวาจาไร้สาระ ฝูงมารนอกพิภพและค่ายกลโล่เกราะปะทะกันอย่างรุนแรงทันที แล้วเปิดศึกการต่อสู้อันดุเดือดขึ้น ทุกคนปฏิบัติตามกฎที่โจวเหยียนอธิบายไว้อย่างเข้มงวด แสดงข้อได้เปรียบของค่ายกลโล่เกราะเพื่อถ่วงเวลาให้ได้มากที่สุด
ในเวลาเดียวกัน ซูเก๋อก็พลิกปลายเท้า ดีดหินก้อนหนึ่งลอยขึ้นสู่กลางอากาศ จากนั้นกระทืบฝ่าเท้าลงบนพื้น ทะยานกายขึ้นสู่กลางอากาศประหนึ่งหงส์เหิน
ในดวงตาของเขามีเพียงมารนอกพิภพอีกาดำสองหัวเท่านั้น การต่อสู้ดุเดือดเบื้องล่างคล้ายจะไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลยแม้แต่น้อย
มารนอกพิภพอีกาดำสองหัวััได้ถึงภัยคุกคามจาง ๆ ทว่าธรรมชาติอันดุร้ายทำให้อันตรายไม่อาจสยบมันได้ เมื่อเห็นซูเก๋อพุ่งตรงมาทางนี้ มารนอกพิภพอีกาดำสองหัวก็กระพือปีกทั้งสองข้าง ร่างกายพุ่งประหนึ่งลูกศรหลุดออกจากคันศรพุ่งเข้าหาซูเก๋อ
ท่ามกลางกระแสลมพายุอันบ้าคลั่ง กรงเล็บอันแหลมคมตะปบเข้าใส่หน้าอกของซูเก๋อ ส่วนปากอันแหลมคมทั้งสองจิกเข้าใส่หัวของซูเก๋อจากซ้ายและขวา
ไม่กี่อึดใจต่อมา ซูเก๋อและมารนอกพิภพอีกาดำสองหัวก็ปะทะกันกลางอากาศ
ยามเมื่ออยู่ห่างจากมารนอกพิภพอีกาดำสองหัวเพียงสามจั้ง ฝ่าเท้าของเขาก็เหยียบลงบนก้อนหินที่เขาดีดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ทำเอามารนอกพิภพอีกาดำสองหัวตั้งตัวไม่ทันโดยสิ้นเชิง
เช้ง!
เสียงกระบี่ส่งเสียงกังวานก้องอย่างฉับพลันโดยไร้สัญญาณเตือน ประกายกระบี่วูบวาบภายในถ้ำมาร มารนอกพิภพอีกาดำสองหัวยังไม่ทันได้ทำสิ่งใดก็รู้สึกเ็ปที่ลำคอ จากนั้นหัวทั้งสองหัวก็ขาดออกจากลำตัวพร้อมกัน เืสีดำคาวจัดฉีดพ่นออกมาประหนึ่งสายน้ำพุสีดำร่วงลงสู่พื้นดิน
ตึง ตึง ตึง
ลำตัวและหัวทั้งสองหัวของมารนอกพิภพอีกาดำสองหัว ตกลงกระแทกพื้นพร้อมกัน บนหัวทั้งสอง ดวงตาทั้งสองคู่เบิ่งกว้างเท่าไข่ห่าน คล้ายเห็นเื่ราวที่เหลือเชื่อเป็ที่สุด
"ขั้นหยวนตันระดับหก อ่อนแอถึงเพียงนี้เชียว?"
ซูเก๋อร่อนกายลงสู่พื้น จ้องมองมารนอกพิภพอีกาดำสองหัวที่ตายตาไม่หลับ