จ้าวหนานกงรู้สึกตัวอีกครั้ง ก็เพราะได้กลิ่นหอมของอาหาร มันไม่ใช่กลิ่นเหม็นเน่าที่เขาต้องทนมาเป็ปีพวกนั้น ก็เห็นเด็กน้อยมองมาที่เขาตาแป๋ว ก็คือบุตรสาวของเขากำลังนั่งมองหน้าบิดา แล้วส่งยิ้มหวานมาให้ทันทีที่เห็นบิดาลืมตาตื่นขึ้นมา
"ท่านพ่อตื่น"
เสียงเล็ก ๆนั้นทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้าง นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่เคยได้เห็นบุตรสาวผู้นี้ในสภาพเนื้อตัวสะอาดสะอ้านแบบนี้ ถึงจะดูซูบผอมไปบ้าง แต่โดยรวมแล้ว นางหน้าตาน่ารักมากทีเดียว
"ท่านพี่ตื่นแล้วหรือเ้าคะ รอสักครู่นะเดี๋ยวจะข้าเอาผ้ามาเช็ดหน้าให้ หลันเอ๋อร์ช่วยแม่ดูแลท่านพ่อด้วยนะ เดี๋ยวแม่กลับมา แม่มีของอร่อยเยอะแยะเลยนะ"
ร่างน้อยตบมือเปาะแปะด้วยความถูกใจ นางคลานขึ้นไปกอดร่างบิดา แบบที่นางคิดว่าทำแบบนี้คือการดูแลท่านพ่อแล้ว
จ้าวหนานกงนอนครุ่นคิด มองสำรวจรอบห้องนอน ที่ตัวเองนอนมาเกือบปี สภาพทั้งรกทั้งสกปรก แต่ตอนนี้กลับมีสภาพดีกว่าเดิมมาก หน้าต่างที่แทบจะปิดตาย ตอนนี้เปิดโล่งจนััได้ถึงอากาศเย็นสบาย เตียงที่นอนตอนนี้ ก็เหมือนเป็ฟูกนอนหลังใหญ่ ขนาดนอนกันหลายคนได้สบาย แล้วยังมีผ้าห่มผืนใหญ่ที่ทั้งหนานุ่มและมีกลิ่นหอมแบบที่ไม่เคยพบมาก่อน
นางเอาข้าวของพวกนี้มาจากไหนกัน?
"มาแล้ว หลันเอ๋อร์มาช่วยแม่เช็ดตัว เช็ดหน้าให้ท่านพ่อเร็ว"
กุ้ยเหมยยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กให้บุตรสาว แล้วนางก็บิดผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ของตัวเอง เช็ดหน้ากับแขนขาให้เขาเพื่อให้เขาสบายตัว เด็กน้อยก็เริ่มเลียนแบบ เอาผ้ามาจุ่มลงในอ่างน้ำ แล้วยกมาวางบนหน้าบิดาทันที
"หลันเอ๋อร์ทำอะไรแบบนั้นลูก! เ้าแกล้งท่านพ่อแล้ว ดูซิหน้าท่านพ่อเปียกหมดแล้ว"
"ฮ่า ฮ่า เปียก" เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊าก สดใสเสียจนทั้งสองคนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะตามนาง ทำให้บรรยากาศของทั้งสองคนเริ่มดีขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย
กุ้ยเหมยกับหลินหลันช่วยกันแต่งตัวให้จ้าวหนานกง หลังจากที่เอาชุดมาซักตากลมสักพัก ชุดของเขาก็แห้งสนิทจนสามารถนำมาใส่ได้ ไม่ต้องนอนแก้ผ้าให้นางต้องลำบากใจ ถึงจะเป็สามีก็จริง แต่จิติญญาภายใน นางยังเป็สาวบริสุทธิ์ผุดผ่องทั้งกายและใจอยู่นะ
กุ้ยเหมยอุ้มสามีมานั่งบนเก้าอี้เอน ที่นางเคยเติมเข้าไปในช่องว่างอยู่หลายครั้ง มันมากพอที่จะมีวางเอาไว้ทุกมุมของบ้าน นางอยากให้เขามีโอกาสกินข้าวร่วมโต๊ะด้วยกัน ร่างกายที่อ่อนแอ กล้ามเนื้ออ่อนแรงเท่านั้นที่เป็อุปสรรค แต่เขายังมีความรู้สึกภายในอยู่ นางกำลังคิดถึงกายภาพบำบัด หากดูแลรักษาอย่างเหมาะสม เขาอาจจะกลับมายืนเดินได้อีกครั้ง นางเองก็เคยผ่านประสบการณ์นี้มาบ้าง เพราะเคยทำงานหนักใช้ข้อมือยกของในครัวจนาเ็ ต้องไปหาหมอ และรักษาด้วยการทำกายภาพบำบัดมานานหลายปี พรุ่งนี้คงต้องลองใช้วิธีนี้ดูก็สักหน่อย
"หลินเอ๋อร์อร่อยไหม ปลาทอดกระเทียมของแม่เป็อย่างไรบ้าง"
ตอนนี้หลินหลันกำลังเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ ฉีกยิ้มให้มารดาอย่างพึงพอใจ กุ้ยเหมยใช้ช้อนกาแฟ เพื่อสำหรับฝึกพัฒนาการของเด็กสองขวบกว่า ในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กในระหว่างกินอาหารด้วยตัวเอง โดยนางช่วยป้อนในบางครั้ง
ส่วนผู้เป็บิดาอย่างจ้าวหนานกง นางเอาช้อนกินข้าวให้เขา แทนการใช้ตะเกียบ ช้อนทรงเรียวยาวน้ำหนักเบา ช่วยผ่อนแรงของกล้ามเนื้อได้เป็อย่างดี อาจจะเป็เพราะไม่ชินกับการใช้ช้อน จึงทำให้ข้าวหกออกจากถ้วยหลายครั้ง จนทำให้สีหน้าของเขาไม่สู้ดีนัก นางจึงต้องให้กำลังใจ ให้เขาลองดูอีกครั้ง เพราะกลัวว่าเขาจะท้อใจไปเสียก่อน
"ท่านพี่ลองใช้ช้อนตักคำเล็กๆ ดูก่อนนะเ้าคะ ถึงจะหกเลอะไปบ้างก็ไม่เป็ไร เดี๋ยวข้าค่อยทำความสะอาดให้ หากท่านใช้ร่างกายบ่อย ๆ กล้ามเนื้อที่อ่อนแรงก็จะได้แข็งแรงขึ้นนะเ้าคะ"
"อืม ขอบใจนะ"
เสียงขอบใจดังแ่เบาจนเกือบไม่ได้ยิน กุ้ยเหมยก็ไม่พูดอะไรให้เขาได้อาย ตอนนี้ถือว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนาง กำลังดีมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว
ข้าวเย็นมื้อนั้นทั้งสามคนช่วยกันป้อนข้าวให้กันจนอิ่มแน่นไปหมด กุ้ยเหมยปอกลูกเมลอนเป็ชิ้นขนาดกลางให้จ้าวหนานกง และชิ้นขนาดเล็กๆให้กับลูกสาวได้กิน ช้อนส้อมจิ้มผลไม้อันเล็กถูกนำมาใช้ จ้าวหนานกงจิ้มกินระหว่างที่นางเก็บล้างภาชนะ พอกลับมา ผลไม้ที่ปอกเอาไว้ก็หมดลงพอดี
"ไป เ้าตัวยุ่งไปอาบน้ำกับแม่ อาบพร้อมกันกับแม่เลยแล้วกันนะ ท่านพี่รอข้าอาบน้ำก่อนนะเ้าคะ เดี๋ยวข้าจะพาท่านไปอาบน้ำทีหลัง"
"อืม" ภายในใจเขาก็รู้สึกเขินอายไม่น้อย
จ้าวหนานกงแสร้งไม่ใส่ใจ ภายในใจเขากลับสั่นไหว เสียงหัวใจเต้นตุ๊บๆ นางทำเหมือนกับว่าเขาเป็เด็กตัวเล็กๆ สตรีอย่างนางช่างไม่รู้จักเขินอายบ้างเลยหรืออย่างไร ถึงแม้ว่าเขาจะป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่เขาก็เป็บุรุษคนนึงเหมือนกัน แค่นี้เขาก็อาย จนไม่รู้ว่าจะทำหน้าอย่างไรแล้ว
เสียงหัวเราะคิกคักดังอยู่ด้านนอกบ้าน ที่ล้อมกระโจมเอาไว้ง่ายๆ ทำให้คนในบ้านอดไม่ได้ที่จะชะเง้อคอ พยายามยืดตัวออกไปดู นึกโมโหตัวเองขึ้นมาทันที ที่เรี่ยวแรงมีน้อยนิดแบบนี้ จนไม่ได้เห็นว่าพวกนางกำลังทำอะไรกัน ถึงได้สนุกสนานกันขนาดนั้น
ไม่นานร่างอันบอบบางในชุดนุ่งกระโจมอกที่เปียกชุ่ม ก็เดินกลับเข้ามา นางเอาบุตรสาวที่ห่อด้วยผ้าเช็ดตัวคลุมทั้งตัว มาวางบนตักของจ้าวหนานกง โดยไม่สนใจสภาพการแต่งเนื้อแต่งตัวที่ล่อแหลมของตัวเองเลยด้วยซ้ำ
"ท่านพี่ ขอฝากลูกสักประเดี๋ยวนะเ้าคะ เดี๋ยวข้าเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แล้วจะรีบกลับมาแต่งตัวให้นาง หลันเอ๋อร์อย่าดื้อนะ นั่งนิ่งๆ รอแม่แต่งตัวก่อนเดี๋ยวแม่จะรีบมา"
กุ้ยเหมยบอกเสร็จก็เดินไปแต่งตัว โดยไม่สังเกตสีหน้ากระอักกระอวนใจของสามีเลยแม้แต่น้อย พอกลับมาถึงหลินหลันตัวน้อย ก็นอนดูดนิ้วนอนหลับไปแล้วในสภาพนั้นเลย
"นางเพิ่งจะหลับไปเมื่อสักครู่"
"เดี๋ยวข้าจะอุ้มนางไปนอนที่เตียงก่อน"
กุ้ยเหมยช้อนร่างบุตรสาวเอาไว้แนบอก แล้วเอาไปนอนตรงกลางที่นอน จากนั้นก็จัดการใส่เสื้อผ้าให้นางช้าๆ กลัวว่านางจะตื่นขึ้นมางอแง เสร็จเรียบร้อยก็กางมุ้งที่นางมีในช่องว่าง พลางนึกดีใจที่ได้เตรียมมุ้งมาหลายแบบเช่นนี้ มันช่วยกันยุงกับแมลงได้ดี ไม่อย่างนั้นคืนนี้คงนอนตบยุงกันทั้งคืนแน่
จ้าวหนานกงมองตามร่างของภรรยา สายตาของเขาจ้องมองการกระทำของนางอย่างเพลิดเพลิน กริยาท่าทางของนางดูแปลกไม่เหมือนกับกุ้ยเหมยที่เขารู้จัก ตลอดสามปีกว่ายาวนานมาก มากพอจนเขาแน่ใจว่าคนที่ดูแลเขาตอนนี้ไม่ใช่กุ้ยเหมยคนก่อน พลางครุ่นคิดหากเป็คนละคนกันจริง ทำไมถึงได้มีหน้าตาเหมือนกันขนาดนี้ได้นะ
"ท่านพี่ไปอาบน้ำกันเถอะเ้าค่ะ"
กุ้ยเหมยเรียกเขาตั้งนานกว่าจะรู้ตัว เขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่นะ สตรีที่รูปร่างผอมบาง ก้มตัวไป อุ้มบุรุษที่นั่งคิดเหม่อลอยอยู่บนเก้าอี้ วันนี้นางเหนื่อยมากอยากจะพักผ่อนเร็วๆ จึงรีบถอดเสื้อผ้าของเขาอย่างรวดเร็ว
โดยนางไม่มีความรู้สึกเขินอาย เป็เพราะว่าอายุของสามีนางยังเป็เด็กในสายตาของนาง อีกทั้งร่างกายอันซูบผอมของเขาทำให้นางสงสารมากกว่ารู้สึกอะไรแบบนั้น หากนางมัวแต่มานั่งเขินอายกระมิดกระเมี้ยนอยู่ แล้วใครจะทำหน้าที่ดูแลเขาได้ เพราะที่นี่เหลือแค่นางเพียงคนเดียว
กุ้ยเหมยค่อยๆวางร่างของจ้าวหนานกงลงบนถังอาบน้ำเบาๆ ภายในถังมีฟองสบู่อยู่เต็มถัง นางรู้ว่าเขาไม่ได้อาบน้ำมานานมาก คงอยากแช่น้ำให้สบายตัว แม้นว่าถังน้ำใบใหญ่จะเตรียมมาใส่น้ำสำหรับล้างถ้วยชาม แต่คะเนด้วยขนาดมันใหญ่มากพอจะนำร่างของเขาลงแช่ตัวได้พอดี หากถังใบนี้แตกไป ยังพออุ่นใจได้ เพราะในช่องว่างของนางยังมีถังเหลืออีกหลายใบ
เสียงครางของเขาที่ถูกบีบนวดกล้ามเนื้อดังขึ้น บ่งบอกว่าเขากำลังสบาย กุ้ยเหมยขัดเนื้อขัดตัวที่มีคราบไคลสักพักก็เปลี่ยนน้ำอีกถัง ครั้งสุดท้ายนางอุ้มร่างเขามาวางบนเก้าอี้เอนหลัง แล้วใช้น้ำราดตัวเพื่อล้างสบู่ออกไปจนหมด เสร็จแล้วก็เอาผ้าขนหนูผืนใหญ่มาคลุมร่างเขา หลังจากเห็นว่าเขาเริ่มตัวสั่น จึงรีบพาเข้าบ้านแล้วแต่งตัวให้เขาอย่างรวดเร็ว
ทุกสิ่งอย่างเสร็จสิ้นแล้ว กุ้ยเหมยรู้สึกถึงแขนที่อ่อนล้า เพราะร่างนี้ก็ตัวเล็กนิดเดียว แต่ต้องอุ้มผู้ชายย้ายไปย้ายมา ถึงแม้ตัวเขาจะผอมบาง แต่ยังหนักสำหรับนางอยู่ดี
"ท่านพี่ห่มผ้าผืนนี้นะเ้าคะ ผืนเก่าข้าทิ้งไปแล้วเพราะมันสกปรกมาก ส่วนผืนที่ท่านพี่ห่มก่อนหน้านี้ ข้าจะยกให้หลันเอ๋อร์ เพราะนางนอนดิ้น"
"เ้าจะนอนตรงนี้หรือ"
"ถ้าไม่ให้ข้านอนตรงนี้จะให้ข้านอนตรงไหนได้เล่า ในเมื่อบ้านทั้งหลังมันมีอยู่ห้องเดียว"
"แล้วเ้าไม่ไปนอนบ้านป้าหนิงหรือ ปกติก็เห็นเ้าก็ไปนอนค้างที่นั่นประจำ"
กุ้ยเหมยหยุดชะงัก พยายามรื้อความทรงจำของร่าง ก็พบว่าในทุกวัน กุ้ยเหมยร่างก่อน จะไปขลุกอยู่บ้านป้าหนิง เพราะอยากเป็สะใภ้คนโตของนาง วันๆเอาแต่แต่งตัวสวยเพื่อที่จะทำให้หนิงต้าเจี่ยนหลงรัก ป้าหนิงก็เห็นแก่ข้าวของที่นางเอานำไปให้ นางทำตัวเหมือนกับลูกสะใภ้เวลาไปเยี่ยมเยือนแม่สามี โดยไม่คิดว่าตัวเองก็มีสามี มีลูกแล้วด้วยซ้ำ แถมยังไปขอนอนที่บ้านหลังนั้นเพราะรู้สึกว่ามันสะอาดกว่าบ้านของตัวเองโดยแลกกับค่าที่พักเดือนละ 50 อีแปะ โดยไม่สนใจคำครหาของชาวบ้านคนอื่นเลย เพราะนางหวังว่าจะเป็ภรรยาของหนิงต้าเจี๋ยนจริงๆ
"ข้าไม่ไปแล้ว ข้าจะอยู่กับท่านพี่ กับหลันเอ๋อร์ นอนกันเถอะ ตอนนี้ดึกมากแล้ว หากท่านพี่เกิดปวดท้องหนัก ปวดเบา ท่านพี่ปลุกข้าเลยนะเ้าคะ"
กุ้ยเหมยรีบตัดบท หลังจากเก็บชายมุ้งทุกมุมเรียบร้อยแล้วก็ห่มผ้าให้ทั้งสองคน ร่างบางโน้มตัวลงหอมแก้มบุตรสาวเพราะนางทำแบบนี้กับหลานสาวมาตลอด จนกระทั่งหลานสาวโตแล้วนางก็ยังทำอยู่จนคุ้นชิน หากไม่ได้ทำก็จะรู้สึกแปลกๆ พอเห็นจ้าวหนานกงมองมาทำตาปริบๆ ก็นึกอยากแกล้ง สงสัยหรือเขาอยากได้บ้าง
กุ้ยเหมยจึงชะโงกหน้าข้ามบุตรสาวเข้าไปหอมแก้มของเขาให้ทีหนึ่ง พลางส่งรอยยิ้ม ยื่นหน้าเข้าไปในระยะกระชันชิดเพื่อจ้องมองตาเขา ทันทีที่เห็นเขาเบิกตากว้างด้วยความใ หญิงสาวจึงก้มไปกระซิบข้างหูชายหนุ่มเบาๆว่า
"ฝันดีเ้าค่ะท่านพี่"
เมื่อเห็นจ้าวหนานกงมีท่าทางเขินอาย ไม่ทำหน้าบึ้งตึงแล้ว ก็รู้สึกแกล้งเขาสมใจแล้วก็ล้มตัวไปนอน หลับสนิททันทีเพราะความอ่อนล้าตลอดทั้งวัน
"เ้าเป็ใครกันแน่?"