18
-ข้อตกลงที่ไม่มีใครเสียหาย-
ผมพอใจกับการที่ตัวเองจะพูดไม่ได้ตลอดชีวิตนะ เพราะมันทำให้ผมสามารถเก็บงำเื่หลายเื่ได้ แล้วแน่ใจว่ามันจะตายลงไปพร้อมกับตัวตนของผม เ้านายคนก่อนๆ ทุกคน้าแบบนั้นกันทั้งนั้น
เกวนจะใส่ะเิในปลอกคอทำไมล่ะครับ เครื่องช๊อตไฟฟ้ายังไม่มีเลย แต่จากท่าทางของทั้งคู่ ผมคิดว่าพวกเขาเชื่อสนิทใจ
สังคมของพวกเขาคงมีคนเคยถูกปั่นหัวมาก่อน การหนีจากพวกมนุษย์ไม่ใช่เื่ง่ายเลย ผมสังเกตร่างกายของพวกเขา ไม่มีปลอกคอแต่มีร่องรอยบางอย่างบ่งบอกว่าพวกเขาคงผ่านอะไรบางอย่างมาจนสามารถถอดปลอกคอออกได้ด้วยตัวเอง มันเป็เื่ผิดร้ายแรงเลยทีเดียว ถึงปัจจุบันจะมีสิทธิ์ในเสียงในสังคมและอิสระมากขึ้น แต่มันก็...
ผมวิ่งตามพวกเขาไปอย่างกระชั้นชิด แต่ก็ห่างกันอยู่เพราะยังไงเสียผมก็ไม่ใช่สัตว์ป่า รอบด้านเริ่มมืดขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้รอบด้านสูงใหญ่จนปิดบังผืนฟ้าข้างบน
เพื่อนของเอสเปอร์หยุดอยู่ตรงปากถ้ำ บอกให้ผมเข้าไปข้างใน “ไปทางนี้”
ผมมองเล็กน้อย เดินเข้าไปภายใน แว่วเสียงของชายร่างผอมตามหลังมา
“เราจะไว้ใจหมอนี่ได้เหรอ”
“หัวหน้าของเราเรียกไป คงมีเหตุผลของเขา”
ดูจากคำพูดที่อ่อนลง หัวหน้าที่อีกฝ่ายพูดถึงคงน่าเคารพน่าดูเหมือนกัน
ความมืดในถ้ำก็ไม่ใช่ปัญหา ถมเข้าไปไม่ถึงสิบเมตรก็หลุดออกมาแล้ว ภาพตรงหน้าของผมเป็พื้นที่โล่งเตียน มีบ้านทำจากไม้หลายหลังคาเรือนตั้งไม่ห่างกัน รอบด้านมือสนิทไม่มีแสดงไฟหรือเสียงพูดคุย
“ที่นี่เป็หมู่บ้านของพวกเราเอง เงียบหน่อยเพราะยังค่ำอยู่”
ผมเดินตามพวกเขาทั้งสองไปพลางสังเกตถึงรอบด้าน ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าหรือการประปา เป็หมู่บ้านกลางป่าอันเงียบสงบที่แท้จริง แสดงว่าพวกมนุษย์ดัดแปลงอาศัยอยู่ที่นี่แน่ เพราะมนุษย์คงไม่ยอมมาตั้งถิ่นฐานในที่แบบนี้
ไม่คิดเลยว่าเกวนจะห่างจากคนพวกนี้แค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้นเอง
“นายชื่ออะไร ฉันเฟรส หมอนี่เอสเปอร์” อีกฝ่ายถามผมเสียงเจื้อยแจ้ว ท่ามกลางความเงียบเสียงของเขาดังก้องไปนิด ชวนให้นึกถึงโยชิเลย
‘ไรเซล’ ผมเขียนตอบเขาไป
“นายเป็จิ้งจอกหิมะสินะ อายุเท่าไหร่ แล้วทำไมนายไม่ยอมพูดล่ะ”
“อย่าถามเื่ไร้สาระ รีบๆส่งให้หัวหน้าได้แล้ว” เอสเปอร์พูดตัดบทแล้วเดินนำพวกผมไป เฟรสจิ๊ปากเบาๆ พลางเร่งฝีเท้าตาม
ผมตามพวกเขาไปจนถึงบ้านหลังหนึ่งซึ่งไม่เล็กไม่ใหญ่ไปกว่าหลังอื่นๆ เอสเปอร์เคาะประตูเบาๆ มีเสียงเรียกจากคนข้างใน และก่อนที่จะเปิดเ้าตัวหันมายย้ำกับผมอีกรอบ
“บอกไว้ก่อนนะว่าถ้านายเล่นตุกติกอะไรฉันจะฆ่านายทันที แล้วรวมถึงเ้านายนั่นด้วย”
ทำไมหมาป่าชอบขู่จิ้งจอกไม่มีทางสู้จังเลยนะครับ
ผมเดินเข้าไปข้างในแล้วปิดประตูตามหลัง ในห้องมีแสงจากตะเกียงพอให้ความสว่าง มีหนังสือและเอกสารมากมายวางอยู่บนโต๊ะ มีวิทยุและโทรทัศน์เก่าๆ นอกนั้นก็ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกอะไรเป็พิเศษ
“เธอเองสินะที่สู้กับเอสเปอร์ อายุน้อยกว่าที่คิด” คนพูดเป็ชายวัยกลางคนในชุดมอซอ ไม่ได้ดูมีราศีของหัวหน้าหมู่บ้าน ทว่าแววตากลับทำให้ผมรู้สึกกลัวนิดหน่อย มันเป็แววตาของความเป็ผู้นำและมีผ่านโลกมามากมาย
มนุษย์ดัดแปลงที่อายุเยอะขนาดนี้ผมแทบไม่ได้เห็น เพราะส่วนใหญ่พอถึง่เวลาหนึ่งพวกมนุษย์จะกำจัดทิ้งไปก่อน แต่เอเบลก็ไม่ได้สวมปลอกคอบ่งบอกตัวตนของเ้านายไว้เหมือนกับเอสเปอร์หรือเฟรส
‘คุณคือหัวหน้าของหมู่บ้านนี้’ ผมเขียนย้ำอีกรอบ ชายตรงหน้าพยักหน้ารับ
“ใช่...ฉันเอเบล เป็หัวหน้าขอหมู่บ้านลี้ภัย” เอเบลเอนตัวลงนั่งกับเก้าอี้ไม้ “พวกเราต่างเป็มนุษย์ดัดแปลงที่ถูกพวกมนุษย์ละทิ้ง บ้างก็หนีมาขอความช่วยเหลือ พวกเราต่างไม่มีที่ไป สุดท้ายเลยสร้างที่นี่ขึ้น”
คำบอกเล่าทำให้ผมรู้สึกสนใจนิดหน่อย คงเพราะผมไม่คิดว่าจะมีคนอยากเป็อิสระเยอะแบบนี้ แต่พวกเขารู้จักที่นี่ได้ยังไงกันนะ
‘คุณ้าเจอตัวผม?’
“ใช่...ฉันแค่กอยากขอความช่วยเหลือ” เอเบลไม่ได้พูดอ้อมค้อมเช่นกัน “ก่อนอื่นเราอยากให้เธอดูสิ่งนี้...” เขาผ่ายมือไปยังอีกทางที่ผมก็เพิ่งสังเกต มันถูกปิดด้วยผ้าม่านจนมองไม่เห็นข้างใน ผมขมวดคิ้ว มองอย่างชั่งใจแล้วเดินไปแง้มดู
กลิ่นยาที่ได้กลิ่นั้แ่เข้ามาในห้องชัดเจนยิ่งขึ้น ข้างในกว้างกว่าที่เห็นภายนอก เป็เตียงเดี่ยววางเรียงรายกันอย่างไม่เป็ระเบียบ คนที่นอนอยู่ต่างนิ่งเงียบ...นิ่งจนเกินไป และเมื่อผมสังเกตก็พบว่าลมหายใจของพวกเขาเบามาก มีทั้งเด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ ทุกคนต่างอยู่ในสภาพไม่สู้ดีนัก
“่นี้เกิดโรคบางอย่างขึ้นกับพวกเรา ที่ต้องบุกโกดังต้องขอโทษด้วย แต่มันคือตัวยาไม่กี่อย่างที่พอช่วยพวกเราได้” เอเบลเดินมาปิดผ้าม่านลง สีหน้าเขาดูเคร่งเครียดและไม่ไว้วางใจ “ว่ากันว่ามันคือโรคที่พวกมนุษย์ใส่เอาไว้ให้แล้วกระตุ้นมันเพื่อให้พวกเราตายอย่างช้าๆ แต่ข้อสรุปนี้ยังไม่มีคำยืนยัน พวกเราคงพูดอะไรไม่ได้”
“สาเหตุที่เอาเื่นี้มาพูดกับเธอซึ่งเป็สัตว์เลี้ยงของตระกูลนั้นอาจเป็ความคิดที่โง่มาก เอสเปอร์คงไม่ยอมแน่ เขาพยายามขโมยยาจากในโกดังหลายครั้งเพื่อช่วยทุกคน แต่ตอนนี้พวกเรา้าความช่วยเหลือที่มากกว่านั้น”
เอเบลก้มศีรษะลง ทำให้ผมรู้สึกมึนงงเล็กน้อย
“ขอร้องล่ะ ช่วยเจรจากับเขาให้ที”
เขาที่ว่าคงหมายถึงเกวนสินะ
ไม่ทันให้ผมได้ตอบอะไร ประตูก็ถูกเปิดออกด้วยฝีมือของเอสเปอร์
“หัวหน้า ทำไมถึงตัดสินใจแบบนั้นล่ะครับ” เสียงของเอสเปอร์ไม่ได้เบานัก เอเบลปิดประตูที่เชื่อมกับห้องคนป่วยลงอย่างรวดเร็วแล้วเอ่ยปรามคนอายุน้อยกว่า
“เอสเปอร์ ฉันบอกแล้วว่าให้รออยู่ข้างนอก”
“มันกะทันหันเกินไปแล้ว ทั้งที่ตัดสินใจว่าจะ....”
“เธอไม่ใช่หัวหน้าฝูงนะ การกระทำเมื่อวานเป็เื่ร้ายแรงมาก หากพลาดเพียงนิดเดียวพวกเราตายหมด”
“แต่ว่าการที่เอาเื่นี้มาพูดกับสัตว์เลี้ยงของพวกมันก็นับว่าตัดสินใจผิดพลาดเหมือนกัน” เอสเปอร์ดูไม่พอใจอย่างหนัก “เ้านี่ไม่ใช่พวกเดียวกับพวกเรานะครับ”
เสียงข่มขู่คล้ายสัตว์ป่าดังลอดออกมาจากเอเบล ดวงตาของชายที่ดูเรื่อยเอื่อยเริ่มดุดันสะท้อนกับแสงไฟในห้องวาววับ “ตอนนี้บริษัทของคุณเกวนมีนโยบายคอยช่วยเหลือพวกเรา การไปปล้นของๆเขาโดยไม่ได้รับอนุญาตมันไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะยังไง หรือเธอจะขัดคำสั่งของไซม่อนกัน” น้ำเสียงแหบต่ำดูน่ากลัวจนผมเผลอถอยออกมา เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเลยว่าทำไมคนๆนี้ถึงเป็หัวหน้า
“อึก...” เอสเปอร์ยอมสงบลงแต่โดยดี เหงื่อไหลตามใบหน้าอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากเอเบลเห็นว่าไม่มีใครคัดค้านแล้วจึงพูดต่อว่า “นโยบายนั่นอาจแค่มีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่พวกเราอยากขอความช่วยเหลือจากคุณ ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้ไปพูดกับเ้านายของคุณด้วยตัวเอง แต่ทางเรา้าความมั่นใจ....”
‘ผมไม่คิดว่าเกวนจะยอมช่วยพวกคุณง่ายๆ’ หลังจากไปถล่มโกดังของเขาซะเละ
แล้วแน่ใจเหรอครับว่าผมไปคุยแล้วจะไม่ถูกจับถลกหนัง
‘หากพวกคุณเป็กลุ่มคนที่้าให้ปล่อยตัวใครสักคนในสถานกักกัน ผมไม่รู้หรอกนะว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ขอมาแบบนี้ไม่คิดว่ามันมากไปหน่อยเหรอครับ?’
เื่เมื่อคืนฝ่ายของเกวนเสียหายไปไม่น้อย ทั้งทรัพยากรและคน ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่ถูกต้องเลย
“งั้นเอาชีวิตของฉันไป แต่ห้ามยุ่งกับพวกเขา”
ทว่าอีกฝ่ายก็ให้คำตอบที่ทำเอาผมผิดคาด
“หัวหน้า!”
“อย่ายุ่งกับคนในหมู่บ้าน แต่ค่าหัวของฉันก็นับว่าไม่น้อย ขอแค่คุณให้การช่วยเหลือ ฉันจะยอมทุกอย่าง”
คราวนี้เอเบลถึงกับก้มหัวขอร้อง จนเหมือนมาดผู้นำเมื่อครู่เป็เื่โกหกไปเลย คนที่มีกำลังขนาดนั้นถึงกับเอ่ยปากขอร้อง...ผมควรรู้สึกยังไงดีนะ
ผม...ไม่มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจ ยกเว้นแค่เื่เดียว
‘...ผมมีเป้าหมายแบบเดียวกับคุณ’ ผมใช้การพูดคุยทางจิตสนทนากับเอเบลแทน ทำให้อีกฝ่ายเงยหน้ามองอย่างแปลกใจ
‘ผมจะช่วย ดังนั้นอย่ายุ่งกับเกวนอีกก็พอ’
ผมไม่รู้จักพวกเขา ผมไม่ได้เห็นใจอะไรพวกเขา แต่หากพวกเขายอมสัญญาว่าจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เกวน มันก็น่าเสี่ยงดู
และอีกอย่างผมมีความคิดที่ดีกว่านั้น
ใบหน้าของเอเบลดูงุนงงใน่แรก เมื่อเข้าใจจึงก้มลงขอบคุณหลายต่อหลายครั้ง
“ขอบใจ ขอบใจจริงๆ”
“แต่ถ้าเ้านี่มันหลอกพวกเราล่ะ” เอสเปอร์โพล่งออกมา เขายังคงไม่ไว้วางใจ
“เราไม่มีทางเลือก หากไม่ทำแบบนี้เด็กๆในหมู่บ้านคงไม่รอด เราไม่สามารถใช้ชีวิตแบบนี้ได้หรอก”
เอเบลพูดเสียงสั่น แต่สีหน้าของเขาดูดีขึ้นมาเล็กน้อย คล้ายกับว่าถึงจะเป็แค่การรับคำปากเปล่าก็สร้างความหวังให้ตัวของเขามากแล้ว
ผมมองไปยังหลังผ้าม่านที่ตัวเองเพิ่งดูไป ตัดสินใจเปิดมันอีกครั้งโดยไม่สนใจสายตาของคนอื่น เอเบลก็ไม่ได้พูดห้ามปรามอะไร
ผมเดินเข้าไปสำรวจ คนที่นี่อาการไม่ดีจริงๆ มีเด็กหลายคนนอนอยู่กับเตียงไม้ที่ใช้ร่วมกัน ตามแขนขามีร่องรอยของาแ บางคนเริ่มหายใจรวยรินเต็มทีแล้ว
เพราะแบบนั้นเอกสารบนโต๊ะและหนังสือของเอเบลถึงมีแต่หนังสือการแพทย์และยา บางทีพวกเขาคงพยายามเต็มที่แล้ว แต่ปัจจัยสำคัญเลยคือต้นทุนและพื้นที่ที่ไม่ใช่ในป่าอับชื้น
โรคอะไรกันนะ... แล้วที่ว่ามนุษย์จงใจปล่อยมันเข้ามาเอามาจากไหนกัน
“เดี๋ยวก็ติดเชื้อโรคไปด้วยหรอก” เอสเปอร์ยื่นผ้าปิดปากกับจมูกมาให้ผมเอาไปใส่
‘เื่มันเกิดขึ้นั้แ่เมื่อไหร?’ ผมเขียนข้อความถามเอสเปอร์
“เป็มาสามเดือนแล้ว แต่พวกเราไม่มีความสามารถพอจะดูแลตัวเอง ...เมื่อวานเราเสียไปอีกสามคนเพราะพวกเรามาไม่ทัน”
เพราะเมื่อวานมัวแต่ยุ่งกับผมสินะ
ผมเงยหน้ามองเอสเปอร์ เ้าตัวดูไม่ได้โทษเขาในเื่นั้น เ้าตัวแค่บอกเล่าถึงความตายที่เกิดขึ้นหน้าตาเฉยในขณะที่หยิบผ้าห่มที่เด็กคนนึงเตะมันร่วงลงพื้นคลุมให้ร่างเล็กตามเดิม
มันทำให้ผมรู้ว่าบางทีผมกับเขาอาจจะมีอะไรที่เหมือนกัน คนๆนี้ซื่อตรงกับตัวเองเอามากๆ ผมคิดว่าคนแบบนี้อ่านง่ายกว่าเอเบลที่ทำตัวนอบน้อมหลายเท่า เพราะแบบนั้นผมจึงคิดว่าพวกเขาไม่ได้สร้างเื่เพื่อหลอกลวงอะไร
ผมเขียนบอกพวกเขาว่าผมต้องรีบกลับก่อนที่เกวนจะรู้สึกตัว เอสเปอร์จึงอาสาพาไปส่ง
ผมรู้ว่าเอสเปอร์ยังข้องใจจุดประสงค์ของผมและของเอเบล แต่ไม่ว่าจะยังไง ผมคิดว่าในเขาไม่มีสิทธิ์จะออกความคิดเห็น ยิ่งมีชนักติดหลังอยู่ก่อนแล้ว ช่วยไม่ได้จริงๆนะครับ
“จำไว้ ถ้านายเล่นตุกติกแม้แต่นิดเดียวล่ะก็...”
ยังไม่วายมองผมด้วยสายตาจิกกัดอีกแหนะ แต่ยังดีที่เอสเปอร์ไม่คิดจะคุกคามผมต่อ พอใกล้ถึงบริเวณที่พักเขาก็ผละออกไปโดยไม่พูดอะไร ผมมองตามหลังเขาไปจนกระทั่งมีแต่ความมืดและความเงียบ
คืนนี้เป็ค่ำคืนที่ยาวนานกว่าทุกวัน
กว่าจะหาทางกลับก็พบว่าเป็ตอนเช้ามืดเข้าไปแล้ว โชคดีที่ทุกคนกำลังเปลี่ยนกะเลยมีช่องว่างพอให้ผมแอบเข้าไปในที่พัก คนในบ้านยังไม่มีใครตื่น
ถึงจะรับปากแบบนั้น มันอาจจะเป็อะไรที่ทำผมถูกฆ่าหมกป่าได้เลย
ผมก็หวังว่าเกวนจะเข้าใจเื่นี้นะ ...อาจจะนะครับ