“เ้ารู้แล้วหรือยังว่าน้องชายของเ้าสอบซิ่วไฉผ่านแล้วนะ ผ่านพร้อมกับอาชางกับอาชุนเลย ข้าคิดว่าคราวนี้เขาน่าจะเข้าสอบจวี่เหรินพร้อมกับเ้า นี่ถ้าไม่ติดว่าเ้าถูกแม่เลี้ยงกีดกันมาหลายปี ป่านนี้เ้าคงสอบได้เป็จอหงวนอายุน้อยที่สุดของแคว้นไปแล้ว น่าเสียดายจริงๆ” เฉียนไหลเฉิงบอกกับฟู่ซีซวน
“ข้าไม่มีน้องชาย” ฟู่ซีซวนตอบเสียงเรียบ
“เ้าลืมไปแล้วหรือไงไหลเฉิง ตอนนี้ซีซวนไม่ได้เป็คนของสกุลฟู่แล้ว บิดาของเขาไม่ใช่รองเ้ากรมอาญาฟู่ แต่เป็ท่านอ๋องฉีต่างหาก พี่ชายของเขาเป็ถึงซื่อจื่อเชียวนะ คนเกเรอย่างฟู่วั่งเสียนจะมาเป็น้องชายของสหายเราได้ยังไง” เจียวซิ่งพูดขึ้น
“เ้านี่มันเกินเยียวยาจริงๆ เื่แค่นี้ก็จำไม่ได้ มิน่าถึงสอบซิ่วไฉไม่ผ่านสักที” จางเหว่ยพูดขึ้นอีกคน
“แล้วเ้าสองคนสอบผ่านหรือไง ก็สอบไม่ผ่านเหมือนกันนั่นล่ะ” เฉียนไหลเฉิงตอบอย่างไม่สนใจ
“พวกเ้าสามคนไม่คิดที่จะสอบซิ่วไฉกันต่อแล้วหรือ ดูอย่างอาชางกับอาชุนยังสอบผ่านเลย” ฟู่ซีซวนถามสหาย
ความจริงแล้ว สหายทั้งห้าของฟู่ซีซวนไม่ใช่คนหัวไม่ดี เพียงแต่ออกจะเกเรและี้เีท่องตำราไปสักหน่อย เมื่อพวกเขาสอบผ่านระดับถงเซิงก็ยิ่งทำตัวเกเรและไม่สนใจเรียนยิ่งกว่าเดิม จะมีก็แต่คู่แฝดโจวชางกับโจวชุนเท่านั้นที่ครอบครัวเคี่ยวเข็ญให้ท่องตำราและคัดอักษร ทำให้ทั้งคู่สอบผ่านซิ่วไฉในการสอบครั้งที่ผ่านมานี่เอง
“เ้าหยุดความคิดของเ้าเลยนะสหายรัก” เฉียนไหลเฉิงกอดไหล่ฟู่ซีซวน “ข้ามีความตั้งใจใหม่แล้ว เพราะต่อไปนี้ข้าจะเข้าไปดูแลกิจการของครอบครัวอย่างเต็มตัว ข้าก็เลยคิดว่าปีหน้าข้าจะไม่มาเรียนต่อแล้ว ข้าไม่อยากมาเสียเวลากับเื่ที่ข้าไม่ถนัด”
“ข้าก็มีความคิดเหมือนกับไหลเฉิง อีกอย่างข้าเป็ลูกชายคนเดียว ข้าต้องเร่งเรียนรู้งานของครอบครัวให้มากขึ้น ข้าจะทำตัวเหลวไหลเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้วเหมือนกัน” เจียวซิ่งพูดสนับสนุน
“ข้าก็จะไม่เรียนแล้วเหมือนกัน แต่เหตุผลของข้านั้นง่ายมาก เพราะข้าสมองไม่ดี อ่านหนังสือเท่าไหร่ก็ไม่เข้าหัว สู้ออกไปตระเวนทำการค้ากับครอบครัวดีกว่า อีกอย่างไม่ใช่ว่าเ้ากับพี่สะใภ้้าให้ข้าเลี้ยงวัวนมกับเลี้ยงไก่เพิ่มหรอกหรือ ท่านพ่อก็เลยยกหน้าที่นี้ให้ข้าดูแล เพราะต่อไปหากมีการแยกบ้านระหว่างข้ากับพี่ชาย พวกเราจะได้ไม่มีปัญหาเื่การแบ่งสมบัติกันทีหลัง ท่านพ่อข้าเป็คนมองการณ์ไกล แม้แต่เื่นี้ก็คิดไว้หมดแล้ว ซึ่งข้าก็เห็นด้วย” จางเหว่ยอธิบาย
“แล้วพวกเ้าเล่า คิดจะเลิกเรียนเหมือนสามคนนี้หรือเปล่า” ฟู่ซีซวนหันไปถามโจวชางและโจวชุน
“พวกเราทำตามที่ตกลงกับท่านพ่อสำเร็จแล้ว เพราะท่านพ่อบอกว่าหากข้ากับอาชุนสอบได้เป็ซิ่วไฉ ต่อไปพวกข้าอยากจะทำอะไรเขาก็จะไม่ห้าม ข้ากับอาชุนก็เลยอยากออกมาดูแลโรงงานอาหารแปรรูปอย่างเต็มตัว เราสองคนไม่อยากเอาเปรียบเ้ากับพี่สะใภ้ ในเมื่อพวกเราออกทุนกันคนละครึ่ง พวกเราก็ไม่ควรเอาเปรียบเื่แรงงานแล้วโยนงานทั้งหมดให้เ้ากับพี่สะใภ้เป็คนจัดการอีก หากเป็อย่างนั้น ข้ากับอาชุนคงไม่มีหน้ามาแบ่งผลกำไรกับเ้าหรอก” โจวชางตอบ
“เราสองคนยังไม่มีประสบการณ์ด้านการค้ามาก่อนก็เลยอยากทุ่มเทกับงานที่โรงงานให้มาก หากเรียนไปด้วยแล้วก็ทำงานไปด้วย คิดว่าผลลัพธ์คงออกมาไม่ดีสักทาง” โจวชุนอธิบายเพิ่ม
“ในเมื่อพวกเ้าคิดดีแล้วก็ตั้งใจทำให้สิ่งที่ตัวเองตัดสินใจให้ดีล่ะ มีปัญหาติดขัดตรงไหนก็มาปรึกษาข้าได้ ไม่ใช่ว่าข้ามีความรู้เก่งกาจมากมาย เพียงแต่หากพวกเรามาช่วยกันคิดแก้ไขปัญหาคงดีกว่าไปนั่งกลุ้มใจอยู่คนเดียว” ฟู่ซีซวนบอก
“เราจะทำอย่างนั้นได้ยังไง อีกไม่กี่วันเ้าก็จะเข้าสอบจวี่เหรินแล้ว เราไม่เอาเื่ปวดหัวนี้ไปรบกวนเ้าหรอก เ้าแค่ทำตัวให้สบายก่อนเข้าสอบก็พอ พวกข้ายังหวังจะได้กินเลี้ยงที่เ้าสอบผ่านอยู่นะ นานแล้วที่เราไม่ได้กินอาหารฝีมือพี่สะใภ้ ถ้าเ้าสอบผ่าน...” เฉียนไหลเฉิงทำสีหน้าคาดหวัง “รบกวนเ้าบอกให้พี่สะใภ้เป็คนลงมือทำอาหารได้ไหม”
“เ้านี่มันเห็นแก่กินจริงๆ เลย” ถึงแม้คำพูดจะดูเหมือนบ่น แต่ฟู่ซีซวนกลับภูมิใจอย่างยิ่ง แต่มันก็คือเื่จริงที่ภรรยาของเขามีฝีมือในการทำอาหารชั้นยอด แม้แต่พ่อครัวในจวนอ๋องที่เคยเป็ถึงพ่อครัวหลวงยังยอมรับ ทั้งยังมาขอคำแนะนำด้านการทำอาหารจากนางอยู่บ่อยๆ ฟู่ซีซวนกลั้นยิ้มแล้วหันไปทางสหายอีกสี่คน “อาซิ่ง อาเหว่ย อาชาง แล้วก็อาชุนไม่เห็นจะร่ำร้องเหมือนอย่างเ้า พวกเขาดีกว่าเ้ามากนักที่รู้จักเกรงใจภรรยาของข้า”
แต่เมื่อฟู่ซีซวนหันไปมองหน้าสหายทั้งสี่คนอีกครั้งกลับเห็นพวกเขาส่ายหน้าปฏิเสธ และไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเขาเลยสักคน เฉียนไหลเฉิงเห็นอย่างนั้นก็หัวเราะออกมาเสียงดัง “เ้าพวกนี้ก็เป็ผีตะกละเหมือนกับข้านั่นล่ะ เพียงแต่พวกเขาไม่กล้าบอกกับเ้าเท่านั้นเอง แต่ข้าไม่เป็อย่างนั้นหรอก เงียบไว้ก็ไม่ได้กินของอร่อยน่ะสิ”
ฟู่ซีซวนแยกกับสหายที่หน้าสำนักศึกษา ระหว่างที่เขานั่งรถม้ากลับจวนก็มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น ทำให้รถม้าของเขาต้องหยุดรอเพราะไม่สามารถเคลื่อนตัวผ่านไปได้
“ข้างหน้าดูเหมือนจะมีเหตุทำร้ายกันขอรับ แต่ว่าเราไม่มีเส้นทางอื่นให้เลี่ยงไปได้แล้ว คงต้องรอจนกว่าเ้าหน้าที่จะมาจัดการเื่ให้เรียบร้อย” คนขับรถม้าเปิดม่านมารายงาน
จังหวะที่คนขับรถม้าเปิดม่านออก ฟู่ซีซวนก็มองเห็นภรรยายืนอยู่ท่ามกลางผู้คนด้วยท่าทางใ แม้นางจะมีองครักษ์ติดตามอยู่ถึงสองคน แต่เพราะเหตุชุลมุนนั้นจึงทำให้องครักษ์พาตัวนางออกมาจากที่เกิดเหตุได้อย่างลำบาก
“พวกเ้ารีบไปพาฮูหยินมา” ฟู่ซีซวนะโสั่งองครักษ์ของตนเอง ไม่นานจูจื้อโหยวก็ถูกพาขึ้นมานั่งบนรถม้า
“ท่านพี่เ้าคะ เกิดเื่แล้วเ้าค่ะ คนที่ถูกทำร้ายอยู่ตรงนั้นคือพี่ฟู่เจ๋อ หลานชายคนเดียวของปู่ใหญ่ เอ่อ...ผู้าุโสกุลฟู่น่ะเ้าค่ะ”
“เป็ใครที่ทำร้ายเขา” ฟู่ซีซวนขมวดคิ้วถาม เขามีโอกาสได้เจอกับฟู่เจ๋ออยู่บ่อยๆ เพราะเมื่อก่อน ฟู่เจ๋อเป็ทั้งญาติและเป็เพื่อนร่วมชั้นเรียนของเขา และพวกเขายังสอบเป็ซิ่วไฉได้ในปีเดียวกัน เพียงแต่หลังจากนั้นไม่นานฟู่เจ๋อก็มาขอลาออกจากสำนักศึกษา เพราะบิดาและมารดาถูกโจรฆ่าชิงทรัพย์ระหว่างที่ทั้งคู่เดินทางไปติดต่อค้าขายที่ต่างเมือง ถึงแม้ปู่ใหญ่ฟู่จะมีสถานะเป็ถึงผู้าุโประจำตระกูล มีผู้คนนับหน้าถือตามากมาย แต่สถานะการเงินของครอบครัวปู่ใหญ่กลับไม่ได้ดีอย่างที่คนภายนอกเห็น เพราะบิดาของฟู่เจ๋อได้นำเงินเก็บของทั้งบ้านไปลงทุนทำการค้า แต่ยังไม่ทันจะเห็นผลกำไรกลับต้องมาถูกโจรฆ่าตายไปเสียก่อน ทั้งยังทิ้งภาระหนี้สินไว้ให้ท่านปู่ใหญ่และฟู่เจ๋อต้องรับผิดชอบอีกมากมาย
“คุณชายใหญ่ฉิน บุตรชายของอัครเสนาบดีฝ่ายขวาเ้าค่ะ ท่านพี่เ้าคะ เราหาทางช่วยพี่ฟู่เจ๋อก่อนดีไหมเ้าคะ ข้าเห็นเขาถูกทำร้าย คิดว่าอาการคงสาหัสมาก”
“เื่นี้เกินความสามารถของเราที่จะจัดการได้” ฟู่ซีซวนพูดเสียงเครียด ถึงแม้เขาจะได้ชื่อว่าเป็คุณชายรองของจวนอ๋องฉี แต่เขารู้ดีว่าตัวเขาเป็เพียงบุตรชายบุญธรรม ดังนั้นเขาไม่ควรเอาชื่อเสียงของจวนอ๋องมาใช้อย่างไม่สมควร
“คุณชายรองขอรับ รถม้าของซื่อจื่อจอดอยู่ด้านหลังขอรับ” คนขับรถม้าร้องบอก
ฟู่ซีซวนกับจูจื้อโหยวลงจากรถม้าไปหาซ่งอี้เซวียนทันที และไม่ใช่มีแค่ซ่งอี้เซวียนเท่านั้น ยังมีซ่งจินเยว่ที่นั่งอยู่บนรถม้าด้วยอีกคน
“รถม้าของพวกเ้าก็ผ่านไปไม่ได้เหมือนกันหรือ ตกลงว่าข้างหน้าเขามีเื่อะไรกัน” ซ่งอี้เซวียนถาม
“คุณชายใหญ่ฉินกำลังทำร้ายคนผู้หนึ่งอยู่เ้าค่ะ เขาเป็ลูกพี่ลูกน้องกับท่านพี่ของข้า” จูจื้อโหยวตอบ
“ฉินซีหลางกล้าก่อเื่กลางวันแสกๆ เลยหรือ ในเมื่อชายคนนั้นเป็ญาติของเ้าแล้วทำไมพวกเ้าไม่เข้าไปดูเสียหน่อยเล่า อ้อ...ข้าลืมไปว่าตอนนี้เ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับสกุลฟู่แล้ว เช่นนั้นก็ช่างมันเถอะ หมาบ้าอย่างฉินซีหลางเราไม่ควรเข้าไปยุ่ง ไม่เช่นนั้นมันคงกัดเราไม่ปล่อยแน่” ซ่งอี้เซวียนพูดจบก็อธิบายให้น้องชายกับน้องสะใภ้ฟัง “ไม่ใช่ว่าพี่ใหญ่จะกลัวพวกเขา อะแฮ่ม...เ้าก็เคยเห็นแล้วไม่ใช่หรือโหยวเอ๋อว่าคุณหนูฉินคนนั้นเป็ยังไง หากข้ายื่นมือเข้าไปยุ่งเื่นี้ ครอบครัวนั้นต้องเข้าหาข้าและต้องพูดเื่ผูกสัมพันธ์ไร้สาระอะไรนั่นขึ้นมาอีก”
จูจื้อโหยวจำวันที่ฉินซีหลินมาอาละวาดที่หน้าจวนอ๋องได้เป็อย่างดี หากผู้หญิงคนนั้นมีโอกาสเข้าใกล้พี่ชายซื่อจื่อของนางได้จริง คิดว่าชาตินี้พี่ชายคงใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขไม่ได้อีกแน่ แต่พี่ฟู่เสียนก็เป็คนที่น่าสงสารคนหนึ่งเช่นกัน
ฟู่ซีซวนเห็นสีหน้าสับสนของภรรยาก็เข้าใจความรู้สึกของนาง แต่เขาก็เข้าใจความหมายที่ซ่งอี้เซวียนสื่อเป็อย่างดี มันไม่ใช่แค่เื่ผูกสัมพันธ์หรอก แต่มันเป็เื่ที่ตระกูลฉินกับจวนอ๋องไม่ถูกกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้วต่างหาก เพราะอัครเสนาบดีฉินมีอำนาจดูแลเื่กองทัพ แต่กองทหารม้าที่เก่งกาจที่สุดของแคว้นกลับไม่ได้อยู่ในปกครองของเขา อีกทั้งไม่นานมานี้ฝ่าายังมอบองครักษ์ประจำวังหลวงและกองกำลังพิทักษ์เมืองให้กับอ๋องฉีเป็ผู้ดูแลอีก เมื่ออ๋องฉีได้ดูแลกองกำลังที่ดีที่สุดทั้งสามหน่วย แล้วกองทัพในความดูแลของอัครเสนาบดีฉินยังจะนับว่ามีความสำคัญอีกหรือ
“เรากลับจวนกันก่อนเถิด เื่ฟู่เจ๋อเราค่อยหาวิธีช่วยเหลือเขาทีหลัง” ฟู่ซีซวนพูดขึ้นพร้อมกับหันไปปลอบภรรยา “เอาไว้ข้าจะหาเวลาไปพบปู่ใหญ่ และจะดูว่าเราพอจะช่วยเหลืออะไรพวกเขาได้บ้าง เวลานี้เราไม่ควรไปยุ่งกับคนของตระกูลฉินจริงๆ”
จูจื้อโหยวก็ไม่ใช่คนมองสถานการณ์ไม่ออก นางหันไปพูดกับซ่งจินเยว่ “นิสัยไม่ดีทั้งพี่ทั้งน้องเลย ดีแล้วล่ะเยว่เอ๋อที่เ้าไม่ไปคลุกคลีกับคุณหนูฉินอะไรนั่น ไม่งั้นนิสัยแย่ๆ ของนางจะมาเปื้อนตัวเราเปล่าๆ”
“พี่สะใภ้อย่าได้เอ่ยชื่อนางเชียวนะเ้าคะ ไม่งั้นนางจะโผล่มายืนต่อหน้าเราจริงๆ” ซ่งจินเยว่รีบพูดเตือน
แต่ไม่นานทั้งสี่คนก็ได้ยินเสียงแม่นางน้อยคนหนึ่งดังขึ้น “ท่านหญิงจินเยว่! ท่านก็อยู่ที่นี่เหมือนกันหรือ ช่างบังเอิญจริงๆ”