ภายในโรงเตี๊ยมแสงเงิน
จิวหยางกำลังฟังรายงานจากตู้กู่เจี้ยนด้วยใบหน้าสบายๆแม้กระทั้งยกชาขึ้นมาดื่มพร้อมกับฟังดนตรีด้วยซ้ำ
ไม่นานนักตู้กู่เจี้ยนก็เข้ามาพร้อมกับรายงานของสำนักหยกสมุทรให้กับจิวหยางฟัง
“ หัวหน้าดูเหมือนว่าพวกมันจะรู้ข้อมูลของพวกเราแล้วและพวกมันก็ไม่กล้าที่จะสร้างปัญหาให้กับพวกเราแล้วด้วย นอกจากนี้ข้ายังพอรู้มาว่าพวกมันกำลังรอให้บรรพชนมาก่อนแล้วค่อยคิดหาวิธีสร้างความสัมพันธ์กับพวกเรา ” ตู้กู่เจี้ยนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ พวกมันรู้ตัวเองก็ดีแล้ว เพราะพวกมันแค่หยิ่งผยองผิดที่ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ในเมื่อทวีปแห่งนี้เป็นเพียงทวีปเล็กๆ และพวกมันก็อยู่บนจุดสูงสุดของทวีปการที่จะหยิ่งผยองจึงเป็นเรื่องปกติ ” จิวหยางกล่าวพร้อมกับหมุนถ้วยชาในมือ
“ แล้วจะว่าไปพวกกองกำลังที่เล่นงานพวกเรา ส่งคนไปจัดการแล้วหรือยัง? ” จิวหยางถามขึ้น
“ เรื่องนั้นข้าได้ส่งคนไปแล้ว แต่ส่งคนไปแห่งละสองคนเท่านั้นแต่แค่นั้นก็น่าจะพอแล้วเนื่องจากคนที่ส่งไปก็อยู่ในระดับเซียนยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ทั้งสิ้น ” ตู้กู่เจี้ยนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
จิวหยางพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ จากนั้นเขาถามขึ้นอีกครั้งว่า “ แล้วตอนนี้เรื่องโรงเตี๊ยมจัดการถึงไหนแล้ว? ”
“ เรื่องของโรงเตี๊ยมข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจองเป็นโรงเตี๊ยมแสงเงินแห่งนี้กับโรงเตี๊ยมชิงหยู ซึ่งทั้งสองโรงเตี๊ยมนี้เป็นโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่และมีห้องรวมกันมากกว่าหนึ่งพันห้อง น่าจะเพียงพอต่อการพักอาศัยของนายท่านแล้ว ” ตู้กู่เจี้ยนตอบ
“ งั้นก็ดี ” จิวหยางพยักหน้ารับเบาๆ
จนกระทั้งผ่นไปหนึ่งเดือน
ในช่วงหนึ่งเดือนทีผ่านมา ภายในเมืองต้านไห่เงียบสงบเป็นอย่างมากไม่มีการปะทะกันระหว่างศาลาชุนหมิงและสำนักหยกสมุทรแม้แต่ครั้งเดียว ราวกับว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทีโรงเตี๊ยมแสงเงินไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งเรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้กับกองกำลั้งทั้งหลายเป็นอย่างมาก
ตอนแรกทุกๆคนคิดว่าจะต้องเกิดการต่อสู้ที่ดุเดือด แต่สุดท้ายทุกๆอย่างก็เงียบสนิทไม่มีอะไรเกิดขึ้น จะมีก็แต่ทางฝั่งของศาลาชุนหมิงและนิกายเทียนซูที่ออกท่องเที่ยวกันตามปกติ ส่วนสำนักหยกสมุทรราวกับว่าพวกเขาเก็บตัวและไม่ออกมาพบเจอคนอื่นๆ
เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างศาลาชุนหมิงและสำนักหยกสมุทร กองกำลังใหญ่อีกเจ็ดแห่งก็รู้เรื่องเช่นเดียวกัน ตอนแรกพวกเขาคิดว่าสำนักหยกสมุทรจะกวาดล้างศาลาชุนหมิงและนิกายเทียนซูจนสิ้นซาก แต่ทว่าสำนักหยกสมุทรก็อยู่เฉยๆไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ ทำให้พวกเขาประหลาดใจและรู้สึกสนใจศาลาชุนหมิงขึ้นมาทันที
นอกจากนี้พวกเขาก็ยังได้ยินข่าวลือที่ว่าศาลาชุนหมิงก็มียอดฝีมือระดับจ้าวยุทธ์อยู่เหมือนกัน สำหรับพวกเขาแล้วยอดฝีมือจ้าวยุทธ์เพียงคนเดียวก็ทำให้ศาลาชุนหมิงเทียบชั้นกับแปดกองกำลังใหญ่แล้ว
และด้วยข่าวลือนี้เองทำให้พวกเขาไม่ได้แปลกใจมากนักทำไมสำนักหยกสมุทรถึงได้นิ่งเงียบแบบนี้ ถ้าหากเป็นพวกเขา พวกเขาก็จะอยู่เฉยๆเพื่อตรวจสอบเรื่องราวอย่างละเอียดก่อนที่จะลงมือ เพราะแบบนี้ทำให้กองกำลังใหญ่อีกเจ็ดแห่งจับตาดูศาลาชุนหมิงอย่างใกล้ชิด แถมพวกเขายังส่งคนไปที่เมืองเทียนซูเพื่อตรวจสอบข้อมูลของศาลาชุนหมิงอีกด้วย
เพียงไม่นานกองกำลังใหญ่ทั้งเจ็ดแห่งจึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว ข่าวลือนั้นเป็นเรื่องจริงไม่สิต้องบอกว่าข่าวลือนั้นประเมินศาลาชุนหมิงต่ำเกินไป เพราะพวกเขาได้รับรู้ว่าแท้จริงแล้วศาลาชุนหมิงมียอดฝีมือระดับจ้าวยุทธ์อยู่และมีมากกว่าสิบคนด้วยซ้ำ
ด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้เกรงว่าแม้กระทั้งราชวงศ์ไป๋จินหรือนิกายดาบอสูรซึ่งเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาแปดกองกำลังนี้ยังต้องรู้สึกหวาดกลัวและหวั่นเกรง
เนื่องจากราชวงศ์ไป๋จินและนิกายดาบอสูร พวกเขามีจ้าวยุทธ์มากถึงเจ็ดคนและมีจ้าวยุทธ์ขั้นกลางอยู่ในกองกำลัง เพราะแบบนี้พวกเขาจึงถูกนับว่าเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุด แต่เมื่อพวกเขามาเทียบกับศาลาชุนหมิง พวกเขาดูอ่อนแอเลย
หลังจากที่รู้ข่าวนี้เจ็ดกองกำลังที่เหลือก็รู้สึกสงสารสำนักหยกสมุทรจริงๆที่ทำตัวผยิ่งผยองแบบนี้ อีกทั้งพวกเขาก็รู้สึกโชคดีมากที่ไม่ได้หาเรื่องศาลาชุนหมิง ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะต้องเสียใจกับการกระทำของตัวเองเป็นแน่
และตอนนี้พวกเขาก็ได้ปรึกษากันภายในกองกำลังและหารือเกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์กับศาลาชุนหมิง สำหรับกองกำลังต่างๆแล้วพวกเขาคิดว่าการมีสหายย่อมดีกว่าการมีศัตรู และยิ่งเป็นศาลาชุนหมิงที่ลึกลับที่จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นมากระทันหันแบบนี้
เพราะแบบนี้เองภายในโรงเตี๊ยมแสงเงินจึงมีคนของเจ็ดกองกำลังใหญ่เข้ามาทักทายและเชื้อเชิญให้ศาลาชุนหมิงไปที่เมืองของพวกเขาเพื่อสร้างสาขาขึ้นที่นั้น
ซึ่งการพบปะกันระหว่างศาลาชุนหมิงและเจ็ดกองกำลังใหญ่ก็เป็นที่รู้กันทั่ว เพราะศาลาชุนหมิงเป็นคนประกาศเองเกี่ยวกับเรื่องนี้และเจ็ดกองกำลังใหญ่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ แถมพวกเขายังออกมายอมรับเรื่องนี้อีกด้วย
ทำให้กองกำลังน้อยใหญ่ทั้งหลายรู้สึกสับสนกับการกระทำของเจ็ดกองกำลังใหญ่เป็นอย่างมาก แต่พวกเขาก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา พวกเขาเพียงแค่พอคาดเดาได้เท่านั้นว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ภายในโรงเตี๊ยมฟ้าจรัส
ตอนนี้บรรพชนทั้งสามของสำนักหยกสมุทรได้เดินทางมาถึงแล้วและตอนนี้พวกเขากำลังพูดคุยกันไห่เหรินเนี่ยอยู่ที่ห้องรับแขก
บรรยากาศภายในห้องรับแขกค่อนข้างอึมครึมเป็นอย่างมาก
บรรพชนเจี๋ยหวนมองดูแขนที่ขาดของไห่เหรินเจี๋ยก่อนที่จะถอนหายใจออกมา จากนั้นเขาก็กล่าวขึ้นว่า “ ข้าเคยบอกเจ้าแล้วใช่ไหมว่าอย่าทำตัวหยิ่งผยองมากนัก สักวันท่าทีหยิ่งผยองของเจ้าจะนำภัยกลับมาสู่ตัวเองและวันนี้มันก็มาถึงแล้ว ”
บรรพชนเจี๋ยหวนคืออาจารย์ลุงของไห่เหรินเนี่ย ในอดีตทั้งสองค่อนข้างสนิทกันเป็นอย่างมากในตอนที่บรรพชนเจี๋ยหวนรับตำแหน่งผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักหยกสมุทร ส่วนอาจารย์ของไห่เหรินเจี๋ยก็คือผู้อาวุโสสี่ของสำนักหยกสมุทรในตอนนั้น
ซึ่งบรรพชนเจี๋ยหวนและผู้อาวุโสสี่ที่เป็นอาจารย์ของไห่เหรินเนี่ยเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกัน โดยบรรพชนเจี๋ยหวนเป็นศิษย์พี่ ส่วนอาจารย์ของไห่เหรินเนี่ยเป็นศิษย์น้อง
เพียงแต่หลายพันปีก่อนผู้อาวุโสสี่ได้เสียชีวิตเพราะการต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับเซียนขั้นสมบูรณ์ หลังจากนั้นบรรพชนเจี๋ยหวนก็ดูแลไห่เหรินเนี่ยแทนศิษย์น้องของเขา
ไห่เหรินเนี่ยมองไปที่บรรพชนเจี๋ยหวนก่อนที่จะก้มหน้าลงราวกับเด็กที่ถูกผู้ใหญ่ดุ
“ ช่างเถอะแล้วข้อมูลของศาลาชุนหมิงที่เจ้านำมาเป็นความจริงใช่ไหม? ” บรรพชนเจี๋ยหวนหันไปมองอี้เจินที่ยืนอยู่ด้านหลังของไห่เหรินเนี่ย
อี้เจินพยักหน้าและกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ เป็นอย่างที่ข้อมูลแจ้งมา ข้าได้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วก็พบว่าศาลาชุนหมิงนั้นแข็งแกร่งมากจริงๆ เกรงว่าแม้กองกำลังใหญ่ทั้งแปดร่วมมือกันก็ไม่อาจสร้างปัญหาให้กับศาลาชุนหมิงได้เลย ”
บรรพชนเจี๋ยหวนนิ่งเงียบ ส่วนบรรพชนอีกสองคนมองหน้ากันก่อนที่จะเห็นถึงแววตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
ต้องบอกก่อนว่าแปดกองกำลังใหญ่มียอดฝีมือระดับจ้าวยุทธ์รวมกันก็ไม่ต่ำกว่าสามสิบคน แต่ทว่าอี้เจินบอกว่าต่อให้รวมกันก็ยังต้องพ่ายแพ้ให้กับศาลาชุนหมิง แล้วแบบนี้ศาลาชุนหมิงแข็งแกร่งขนาดไหนกันแน่?!
และยิ่งข่าวนี้มาจากปากของอี้เจินบรรพชนทั้งสามย่อมเชื่ออย่างสนิทใจและไม่ได้เคลือบแคลงแม้แต่น้อย เพราะสำหรับพวกเขาแล้วอี้เจินนับว่าเป็นคนที่เก่งกาจในเรื่องของการสืบข่าว ซึ่งข่าวที่นางสืบมาได้เก้าส่วนคือเรื่องจริงทั้งหมด เพราะฉะนั้นแล้วบางครั้งที่สำนักหยกสมุทรต้องการข้อมูลใดๆพวกเขาก็จะสั่งให้อี้เจินไปสืบมาให้
“ แล้วแบบนี้พวกเราจะเอายังไงกันต่อ? ” บรรพชนติงซูถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
บรรพชนฝู่ซาถอนหายใจและกล่าวขึ้นว่า “ จะทำอย่างไรได้ล่ะ? ก็ไปขอโทษศาลาชุนหมิงสิหรือว่าเจ้าจะรอให้พวกเขามาหาถึงที่นี้? ”
บรรพชนติงซูก็เกาท้ายทอยด้วยความอายเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องง่ายๆแต่เขากลับคิดไม่ถึง
บรรพชนเจี๋ยหวนมองไปที่ไห่เหรินเนี่ยและกล่าวขึ้นว่า “ เหรินเนี่ยเรื่องนี้เจ้าเป็นคนก่อ เช่นนั้นเจ้าต้องไปขอโทษศาลาชุนหมิงด้วยตัวเอง ไม่ว่าศาลาชุนหมิงมีข้อเรียกร้องใดๆก็ตอบรับไปเสีย ”
ไห่เหรินเนี่ยพยักหน้ารับและคิดว่านี้ก็เป็นเพียงทางออกเดียวสำหรับพวกเขาแล้ว ไม่อย่างนั้นถ้าเกิดศาลาชุนหมิงไม่พอใจ พวกเขาอาจจะมาลงกับสำนักหยกสมุทรได้
“ เข้าใจแล้วอาจารย์ลุง ข้าจะไปขอโทษพวกเขาด้วยตัวเอง ” ไห่เหรินเนี่ยกล่าวขึ้นด้วยท่าทีจริงจัง
ทันทีที่สำนักหยกสมุทรที่นำโดยผู้อาวุโสใหญ่ไห่เหรินเนี่ยที่ปรากฏตัวขึ้นที่โรงเตี๊ยมแสงเงิน กองกำลังน้อยใหญ่ก็พากันครุ่นคิดและวิเคราะห์ว่าข่าวลือที่ศาลาชุนหมิงมียอดฝีมือระดับจ้าวยุทธ์เป็นความจริง ไม่อย่างนั้นกองกำลังใหญ่เหล่านี้จะมาที่โรงเตี๊ยมแสงเงินเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีหรือการที่จู่ๆสำนักหยกสมุทรมาขอโทษด้วยตัวเอง ต่อให้เป็นคนที่ฉลาดน้อยก็สามารถคาดเดาได้อย่างรวดเร็ว
ด้วยเหตุนี้ทำให้กองกำลังน้อยใหญ่ต่างก็รีบส่งคนมาที่โรงเตี๊ยมแสงเงินเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับศาลาชุนหมิง แต่ทว่าพวกเขาก็ต้องผิดหวังเพราะศาลาชุนหมิงปิดประตูไม่พบใคร จะมีก็แต่นิกายเทียนซูที่สามารถเข้าออกโรงเตี๊ยมแสงเงินได้อย่างไม่มีปัญหา
ทำให้กองกำลังน้อยใหญ่ต่างก็อิจฉานิกายเทียนซูเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาได้เกาะต้นขาขนาดใหญ่ได้สำเร็จ ตอนนี้แม้กระทั้งกองกำลังที่แข็งแกร่งอย่างแปดกองกำลังใหญ่ก็ไม่กล้าที่จะสร้างปัญหากับนิกายเทียนซู
สำหรับนิกายเทียนซู เสียนเหอกวงรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งกับความฉลาดและมองการณ์ไกลของเขา ทำให้ตอนนี้ไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ใดก็กลายเป็นจุดสนใจของผู้คน
เวลาเดียวกันบนท้องฟ้าห่างจากเมืองต้านไห่ไปประมาณสามร้อยลี้
เรือบินตระกูลหนานก็ได้มาถึงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“ เป็นเมืองใหญ่จริงๆแถมบรรยากาศก็ยังเย็นสบายอีกด้วย ” หนานหมิงมองดูเมืองขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปด้วยท่าทีสบายๆ
สายลมอ่อนๆที่พัดมาพร้อมกับความเย็นทำให้ร่างกายของหนานหมิงรู้สึกสดชื่นอย่างมาก สำหรับหนานหมิงแล้วเขาชอบอากาศเย็นสบายแบบนี้มากกว่าอากาศร้อนๆ โชคดีที่เทือกเขาเฟิงหลงนั้นบรรยากาศค่อนข้างเย็นสบาย ส่วนฤดูหนาวของที่นั้นก็ไม่ได้หนาวมากนัก เพราะสำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้วพวกเขาสามารถต้านทานอุณหภูมิได้มากกว่าลบหนึ่งร้อยองศาด้วยซ้ำ
ส่วนคนอื่นๆก็มองดูเมืองต้านไห่ด้วยความสนใจเช่นเดียวกัน แม้ว่าเมืองต้านไห่จะเป็นเมืองขนาดเล็กแต่ทว่าก็ดูยิ่งใหญ่และงดงามเมื่อเทียบกับเมืองเฟิงหลงที่พวกเขาอยู่เป็นอย่างมาก ราวกับว่าเมืองเฟิงหลงเป็นเมืองชายแดน ส่วนเมืองต้านไห่นั้นเป็นเมืองหลวงเลยก็ทีเดียว
ทางฝั่งของจิวหยาง หลังจากที่เขาได้รับรายงานว่าตอนนี้อีกไม่ถึงหนึ่งเค่อ เรือบินของนายท่านจะมาถึงเมืองต้านไห่แล้ว เขาก็รีบแต่งตัวและพาคนของศาลาชุนหมิงไปต้อนรับพวกเขาทันที
การที่จู่ๆจิวหยางซึ่งเป็นผู้นำของศาลาชุนหมิงออกจากโรงเตี๊ยมและยังพาคนจำนวนมากติดตามไปด้วย ทำให้กองกำลังน้อยใหญ่ที่สั่งให้คนของตัวเองเฝ้าอยู่ที่โรงเตี๊ยมแสงเงินรับรู้ได้ทันที
ผู้นำกลุ่มของกองกำลังน้อยใหญ่ต่างก็รีบติดตามจิวหยางและคนอื่นๆไปทันที พวกเขาอยากรู้ว่าเพราะเหตุใดจิวหยางถึงได้พาคนออกไปเป็นจำนวนมากแบบนี้
ไม่นานนักทุกๆคนก็เห็นว่าจิวหยางและคนของศาลาชุนหมิงมาหยุดอยู่หน้าเรือบินขนาดใหญ่ลำหนึ่ง
ต้องบอกว่าเรือบินลำนี้ใหญ่โตและดูทรงพลังเป็นอย่างมาก เพียงแค่กลิ่นอายก็ทำให้พวกเขาไม่กล้าที่จะเข้าใกล้แล้ว
เพียงแต่สิ่งที่พวกเขาเห็นต่อไปนี้ก็ทำให้ทุกๆคนพากันตกใจ
“ จิวหยางคาระวะนายท่าน ” จิวหยางกล่าวพร้อมกับโค้งคำนับให้กับเรือบินด้านหน้า
ผู้ติดตามของจิวหยาง พวกเขาก็โค้งคำนับให้กับเรือบินพร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่นว่า “ คาระวะนายท่าน ” เช่นเดียวกัน
ดวงตาของกองกำลังยักษ์ใหญ่ทั้งแปดรวมไปถึงกองกำลังน้อยใหญ่เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ จากนั้นพวกเขาก็มองไปที่เรือบินก่อนที่จะเห็นว่าบนเรือบินนั้นมีธงของศาลาชุนหมิงอยู่ เพียงแต่ธงของศาลาชุนหมิงนั้นต่ำกว่าธงอันหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีธงอีกหนึ่งอันที่เทียบเท่ากับธงของศาลาชุนหมิง
“ นี้คือกองกำลังอะไรกันแน่ ทำไมแม้แต่ศาลาชุนหมิงที่แข็งแกร่งก็ยังต้องให้ความเคารพ? ”
“ นั้นสิ แถมธงนั้นก็ยังบ่งบอกว่ายังมีอีกกองกำลังหนึ่งที่เทียบเท่ากับศาลาชุนหมิงอยู่ ”
เหล่าผู้นำกองกำลังทั้งหลายพากันมองไปยังเรือบินด้านหน้าด้วยแววตาตื่นตระหนกและตกใจ
ทางด้านของแปดกองกำลังใหญ่ พวกเขามองดูสัญลักษณ์บนธงของเรือบินด้วยแววตาสงสัย
ทันใดนั้นด้านหน้าของอี้เจินพลันปรากฏยันต์ส่งสาร นางรีบอ่านข้อความบนยันต์ส่งสารก่อนที่จะแสดงสีหน้าตกใจและไม่อยากเชื่อออกมา จากนั้นนางก็พึมพำขึ้นว่า “ เป็นไปไม่ได้!! ”