ตอนที่ 30 ต้นอ่อนปีศาจ = ใบ…?!
‘ใบกะเพรา!!’
ชายหนุ่มพินิจและกัดชิมรสชาติของผักสีเขียว ที่เขาได้ถืออยู่ในมือด้วยแววตาที่ตื่นเต้นยินดี
มันคือผักที่ขึ้นอยู่ใกล้ๆ กับทางเข้าของป่าดาราฉาย ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากร้านอาหารของเขาประมาณ 100 เมตร
หลังจากที่ขาของเขาเริ่มที่จะกลับมาเดินได้อย่างคล่องตัว ไลท์ก็อยากที่จะสำรวจร้านแห่งนี้ให้มากขึ้น เขาได้เดินสำรวจรอบร้านๆ จนครบทุกซอกทุกมุม ก่อนจะพาตัวเองออกไปยังภายนอกของร้าน
เขาพบเห็นพืชผักสวนครัวที่คุณตาเกลได้ปลูกไว้อยู่ด้านหลังของร้าน ซึ่งเป็สวนเล็กๆ ไม่กี่แปลง ที่คุณตาเกลได้ปลูกต้นหอมและผักชี รวมไปถึงผักอื่นๆ อีกหลายชนิด โดยทั้งหมดเอาไว้สำหรับใช้ประกอบอาหารภายในร้านนั่นเอง
ไลท์เดินสำรวจสิ่งต่างๆ จนกระทั่งเขาได้เหลือบไปเห็นผักใบเขียว ที่มีรูปร่างคุ้นตาอย่างต้นกะเพรา ขึ้นอยู่ตรงใกล้ๆ กับป่าดาราฉาย
ลักษณะของใบกระเพาะ ล้วนเหมือนกับโลกก่อนของเขาทุกประการ ดังนั้นเขาจึงค่อยๆ ตัดในส่วนที่เขา้าจะใช้กลับมาและพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ต้นกะเพราได้รับความเสียหายจนมันตายไป
เพราะถึงอย่างไรแล้ว เขาก็ยังอยากที่จะมีกินมีใช้ ผักคู่บ้านคู่เรือนชนิดนี้ ในภายภาคหน้าอยู่ดี!!
ไลท์ถือใบกะเพรากลับเข้ามาในร้านอาหารและในทันทีที่สองตายายเหลือบมาเห็นผักที่อยู่ในมือของไลท์ ทั้งสองก็พลันใ
“พ่อหนุ่มเธอไปเก็บผักวัชพืชแบบนั้นมาทำไม?!” คุณตาเกลเอ่ยถาม
“วัชพืช??!!” ไลท์งุนงงเล็กน้อย ที่สองตายายต่างเรียกใบกะเพราในมือของเขาว่าเป็วัชพืช
หากทั้งสองเรียกเ้าสิ่งนี้ว่าวัชพืชในโลกก่อนของเขาละก็ คงได้ถูกผู้คนหัวเราะเยาะอย่างแน่นอน หรือไม่มันก็อาจจะไปแทงใจ ผู้คนจากประเทศไทยมากทีเดียว
เพราะเ้าวัชพืชสิ่งนี้เอง คือหนึ่งในอาหารยอดฮิตที่คนไทย นิยมรับประทานเป็อันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้
ไลท์นั้นไม่ชอบไปกำหนดนิยามหรือจัดอันดับอาหารยอดฮิตสักเท่าไหร่ เพราะทุกคนต่างก็มีความชอบที่แตกต่างกันออกไป บางคนอาจจะยกให้กะเพราคืออันดับหนึ่ง บางคนอาจนิยมชมชอบข้าวผัด
ซึ่งมันไม่มีสิ่งใดผิดหรือสิ่งใดถูก หากจะมาโต้เถียงกันว่าอาหารใดคืออันดับหนึ่ง...เช่นนั้นคงเถียงกันทั้งวันไม่รู้จบ...เป็คำถามโลกแตกเสียยิ่งกว่า ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันเสียอีก!
อย่างน้อยๆ ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน มันยังพอจะมีหลักวิทยาศาสตร์มารองรับกันได้บ้าง แต่เื่อาหาร ไม่มีสิ่งใดจะวัดได้นอกจากลิ้นของผู้กินคนนั้นๆ
“เธอดูมันสิ ใบหยิกๆ งอ แถมมีขนอะไรก็ไม่รู้ขึ้นตามลำต้นของมันอีกด้วย...นี้ยังไม่พูดถึงกลิ่นของมันที่มีกลิ่นฉุนอยู่นิดหน่อย” คุณตาเกลอธิบายถึงใบกะเพราตามที่คนในโลกนี้รู้จักให้กับไลท์ได้รับทราบ
คนในโลกนี้ต่างเรียก ใบกะเพราว่าต้นอ่อนปีศาจ เป็วัชพืชที่ผู้คนมักจะถอนทิ้งอยู่เสมอๆ และไม่มีใครเอามันมาประกอบเป็อาหาร
“ไม่มีใครกินมันเหรอครับ...ถ้าอย่างนั้น เอาไว้ผมจะทำให้ตากับยายกินดูสักครั้งก็แล้วกัน รับรองว่าเด็ดถึงใจ แน่นอนครับ!!” ไลท์อยากที่จะลบอคติของคนในโลกนี้ทิ้งไป
มันเหมือนการสอนวิธีการกินอาหารของคนเอเชียให้กับคนยุโรป ที่เดิมที อาหารจากภาคพื้นเอเชียไม่ได้รับความนิยมจากผู้คนในแถบยุโรปสักเท่าไหร่ ในเมื่อหลายสิบปีก่อน
แต่เมื่อพวกเขาได้ลิ้มรสของอาหารจากประเทศไทย หรือประเทศในแถบเอเชีย คนภาคพื้นยุโรปตลอดจนคนผิวสี ก็ต้องแทบจะตกตะลึงไปกับรสชาติที่แสนอร่อย ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ เค็มและจืด อย่างที่พวกเขาเคยคุ้นชินกัน
จนในปัจจุบันนี้มีร้านอาหารไทย ได้เปิดกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก แม้จะมีการปรับเปลี่ยนสูตรกันไปบ้างตามความเหมาะสม แต่ก็ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันอาหารไทยได้แผ่หลายไปสู่ภายนอกประเทศ มากพอสมควร.
ตัดกลับมายังสถานการณ์ปัจจุบัน หลังจากกลุ่มของร็อคได้แบกสังขารออกมาจากป่าดาราฉายและได้คุณยายเฮลีย์เข้าไปดูแล
พวกมันต่างก็ทิ้งตัวลงนอนด้วยสภาพที่อเนจอนาถเต็มลานหน้าร้าน “ว่าแต่มาร์คัส ไม่ได้ไปกับพวกเธอเหรอ เห็นก่อนหน้านี้เขาบอกกับยายว่าจะเดินทางไปกับพวกเธอ??!!” ในระหว่างที่คุณยายเฮลีย์กำลังเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้กับกลุ่มของร็อค
หญิงชราก็ได้เอ่ยถามถึงลูกชายของเธอ จากกลุ่มคนดังกล่าว ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครสักคนที่อ้าปากตอบเธอถึงความจริงที่ว่า ลูกชายของเธออาจถูกฆ่าตายแล้ว หรือแม้กระทั่ง การที่พวกเขาทิ้งมาร์คัสให้ตายอยู่ในป่าตามลำพัง!
“มาร์คัส? ยายแก่เลอะเลือนใหญ่แล้ว มาร์คัสไม่ได้มากับพวกฉันสักหน่อย!!” ร็อคตอบกลับด้วยคำพูดโกหกและใช้น้ำเสียงที่ดูรำคาญหญิงชราเป็การบ่ายเบี่ยงประเด็น
‘หมอนั้นโกหก!!’
ไลท์พูดขึ้นในใจ การกระทำของร็อคที่ดูร้อนรน ผนวกกับการใช้คำพูดที่ดูวางอำนาจ
ทั้งหมดนี้คือหนึ่งในวิธีการป้องกันตัวของมนุษย์ ที่คนโกหกหรือคนหลอกลวง มักจะใช้น้ำเสียงที่ดูวางก้าม รำคาญแก่อีกฝ่ายเพื่อไม่ให้อีกฝ่าย ซักไซ่มากไปกว่านี้
ไลท์ที่เดินทางไปเรียนและทำงานอยู่ตามประเทศต่างๆ ในโลกก่อน เขานั้นพบเห็นผู้คนมาก็มาก เจอทั้งคนดี เจอทั้งคนชั่ว ปะป่นกันไป
ดังนั้นเขาจึงค่อนข้างที่จะมองเล่ห์เหลี่ยมของคนอื่นได้บ้าง ไม่มากก็น้อย ซึ่งการแสดงออกของร็อค มันก็โจ่งแจ้งเสียเหลือเกิน...ขอเพียงเป็คนที่รู้ทันคนอยู่สักหน่อย ก็ดูออกได้ง่ายๆ เลยว่าหมอนี้ต้องพูดโกหกอยู่แน่ๆ
แต่ไฉนเลยที่คนใจดี อย่างคุณยายเฮลีย์จะล่วงรู้ทันคน หญิงชราผู้นี้ แม้จะมีอายุแล้วก็จริง แต่ลำพังเธอนั้น...ที่ใช้ทั้งชีวิตเติบโตขึ้นที่เขตป่าดาราฉายเพียงแห่งเดียว มีหรือจะรู้ทันคนอื่นๆ ได้
หญิงชราที่โดนตอกกลับด้วยน้ำเสียง รำคาญ ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเช็ดตัวให้กับคนที่ทิ้งลูกของเธออย่างโง่งม
กระนั้นไลท์ที่เห็นผู้มีพระคุณ กำลังถูกโกหกต่อหน้าต่อตา จึงทนเห็นคุณยายเฮลีย์ถูกร็อคหลอกไม่ได้
“ขอโทษนะ ฉันว่าคุณยายเฮลีย์ไม่ได้เลอะเลือน...เพราะก่อนที่มาร์คัสจะออกไป เผอิญฉันเองก็ได้ยินเขาพูดว่าจะไปกับพวกคุณเหมือนกัน!!”
ไลท์ไม่ได้เดินออกไปนอกร้าน เขาแค่พูดออกไปลอยๆ โดยสองมือก็ยังคงขะมักเขม้นกับการเด็ดใบกะเพรา เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่การกระทำของเขาแค่นั้นมันก็มากพอ ที่จะทำให้ ร็อค สะดุ้งเฮือกด้วยความใอยู่ไม่น้อย!
“แกเป็ใคร!! มายุ่งเื่อะไรด้วย” ร็อคมองปราดขึ้นไปตามเสียงที่ได้ยิน ก่อนจะพบเห็นชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งที่มันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน กำลังนั่งอยู่ภายในร้าน
“ฉันเป็ใครนั้นไม่สำคัญ...แต่ทางที่ดี คุณควรพูดดีๆ กับผู้าุโอย่างคุณยายเฮลีย์ให้มากกว่านี้!!” ไลท์ไม่เคยกลัวคนที่ตัวโตกว่าเขาอยู่แล้ว
อย่างที่ได้บอกไป ไลท์นั้นพบเห็นผู้คนมามาก ซึ่งผู้คนในชาติตะวันตกต่างก็มีรูปร่างที่สูงใหญ่ด้วยกันแทบทั้งสิ้น
ทำให้เขาพอจะคุ้นชินกับคนตัวใหญ่ จนไม่มีความหวั่นกลัวใดๆ ต่อรูปร่างของ ร็อค เลยสักนิด! อีกทั้งด้วยอาการาเ็ของร็อคในตอนนี้ ลำพังแค่ยืนทรงตัวยังยากเลย...หากจะให้เดินขึ้นไปหาเื่ไลท์ที่อยู่ในร้าน บอกเลยว่า...เป็ไปไม่ได้!!
ร็อคกัดฟันกรอด นอกจากมันจะไม่สามารถทำอะไร ชายแปลกหน้าอย่างไลท์ที่อยู่ในร้านได้แล้ว มันยังถูกคำพูดของชายแปลกหน้า ไล่ต้อนจนมุมอีกด้วย!
“เออๆ ฉันยอมรับว่ามาร์คัสมันไปกับพวกฉัน แต่ตอนปะทะกับอสูรในป่า พวกเราเกิดพลัดหลงกันขึ้นมา อีกเดี๋ยวมาร์คัสก็คงกลับออกมาได้เองแหละ!!” ร็อคเมื่อถูกซักไซ่จากคุณยายเฮลีย์และไลท์มากๆ เข้า ในที่สุดมันก็ยอมเปิดปากพูด
เพียงแต่เื่ทั้งหมด ล้วนมีส่วนที่จริงและไม่จริง ผสมปนเปกันไป ถึงแม้ไลท์จะพอรู้ทันคนอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะอ่านใจของอีกฝ่ายได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ว่าสิ่งที่ร็อคบอกเล่ามา มีเื่ใดที่จริง เื่ใดที่ไม่จริง?!
“สิ่งที่ฉันรู้ก็บอกไปหมดแล้ว ที่นี้พอใจแล้วหรือยัง พวกฉันจะได้กลับหมู่บ้าน!!” ร็อคคำรามออกมาด้วยความหงุดหงิด
ก่อนจะรีบพยุงกันไปยังรถลากที่คุณตาเกล เป็คนตระเตรียมเอาไว้ให้กับพวกมันได้ยืมไปใช้ พร้อมๆ กับที่คุณตาเกลจะแวะเข้าไปในหมู่บ้าน เพื่อหาซื้อวัตถุดิบมาเติมในร้านอีกด้วย
ใน่เวลาสองวันที่ผ่านมา นับั้แ่ไลท์เริ่มลงมือเข้าครัว ร้านอาหารสามเวลาก็ดูจะมีลูกค้าเข้ามามากขึ้น
แม้จะไม่อยากนับกลุ่มของร็อคและพรรคพวกของมันว่าเป็ลูกค้า เพราะพวกมันนั้นกินโดยไม่ได้เสียเงิน เนื่องด้วยมาร์คัสลูกชายของตน รับปากว่าจะเลี้ยงอาหารพวกมัน
แต่กระนั้นวัตถุดิบในการทำอาหาร ก็ยังคงต้องใช้ไปอยู่ดี...คุณตาเกลเลยถือโอกาสนี้แวะเข้าหมู่บ้านไปด้วยเลย
ครืน~!
เสียงรถลากได้ลากผ่านเส้นทางเดินไปอย่างช้าๆ เพียง 30 นาที ก็ได้มาจอดอยู่ที่หน้าปากทางเข้าของหมู่บ้านดาราฉายเป็ที่เรียบร้อย
หมู่บ้านดาราฉายนั้นถือเป็หมู่บ้านขนาดเล็ก ค่อนไปทางระดับกลาง มีผู้คนอยู่อาศัยนับ 100 หลังคาเรือน มีโบสท์ของศาสนจักรแห่งแสงเล็กๆ ค่อยรักษาผู้คนและนักผจญภัยที่ได้รับาเ็ ประหนึ่งโรงพยาบาล
นอกเหนือจากนั้นทางหมู่บ้านเอง ก็มีร้านเรือนต่างๆ ที่เปิดขายของกันอย่างคึกคัก ผิดกับทางด้านร้านอาหารสามเวลาที่เงียบเหงาและโดดเดียว ราวกับอยู่คนละโลก
คุณตาเกลเข็นรถลากที่บรรทุก ร็อค ที่ได้รับาเ็มาส่งยังโบสท์ของศาสนจักรแห่งแสง ตามคำสั่งของร็อค
ก่อนที่ชั่วเวลาต่อมา ทางด้านในของโบสท์แห่งศาสนจักรแห่งแสง จะมีเสียงร้องะโดังรอดออกมา!
“พวกแกทั้งหมดกำลังเล่นตลกอะไรกัน...ร่างกายของพวกแกได้รับการรักษา ด้วยพลังแห่งแสงกันไปหมดแล้ว ไม่เข้าใจหรือไง!!”
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy
ตารางการลงนิยายทุกวันเวลา 18.00
(ในอนาคตอาจมีการปรับตารางลงใหม่เพื่อให้ตัวผู้แต่งมีเวลาพัก ขอบคุณครับ)