วิหารวงกต[ทักทายจอมปีศาจ]
... หลายครั้งเหมือนกันที่ตัวเล็กเห็นเปลวไฟไหวมาัั หากแต่ว่ามันไม่มีอุณหภูมิใด ๆ ให้รู้สึก ตัวเล็กได้แต่ข่มใจไม่เชื่อ ว่ามันโดนตัว
เธอเห็น ซากโครงกระดูกสีดำที่ไม่ยอมหยุดดิ้นกระแด่วบนพื้น แต่ละตัวพยายามคลานเข้ามา
ในขณะที่พวกมันคืบเคลื่อน มันส่งกรอบตากลัวโบ๋เข้ามาทักทายเป็อันดับแรก ลึกลงไปข้างในนั้นเต็มไปด้วยความมืดลึก ราวกับจะสามารถดูดกลืนทุกแสงสว่างให้หายไปได้ด้วยเบ้าตาหลุมนั้น
ขากรรไกรของมันคล้ายกับคนกำลังยิ้มแสยะ ฉับพลันก็ฉีกปากอ้าพะงาบงับเร็วระรัว มุ่งมาดจะกินเืฉีกเนื้อ เสียงกรามกระทบกันดังระงมดั่งเสียงประทัดแตก
อาวุธในมือของมันเงื้อง่าพร้อมสับฟัน หากเธอเข้าไปในระยะ แม้จะเป็่ปลายคมอาวุธหากฟันโดนก็เพียงสะกิดให้เืซึมเป็ยางบอน พวกมันก็ไม่ลังเลที่จะหวดลง
เกร้ง! ๆ ๆ เสียงเหล็กกระทบหินดังขึ้นเป็ระยะพร้อมกับประกายไฟแลบแปลบปลาบ
วงล้อมกระชั้นเข้ามาเรื่อย ๆ ไล่หลังตัวเล็กมาติด ๆ
ก่อเกิดความประหวั่นพรั่นพรึงถึงหายนะแห่งชีวิตปะทุเดือดอยู่ใต้จิตสำนึก บังคับให้เอาตัวรอดด้วยสัญชาตญาณ
การมองเห็นพร่ามัวทว่ารับรู้ได้ทุกความเคลื่อนไหว ขึ้นอยู่กับว่าร่างกายจะตอบสนองได้รวดเร็วแค่ไหนเท่านั้น
ตัวเล็กะโหลบคมดาบที่ฟาดลงมาหวิดจะโดนปลายเท้าของเธอ ก่อนจะได้ยินชายผอมกะหร่องที่อยู่ข้างหน้าสี่วาะโกลับมา
“เห็นทางออกแล้ว รีบตามมานะ” เ้าของเสียงยังคงใช้อาวุธแปลก ๆ ของเขาฟาดฟันปีศาจต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ยอมหยุด
กรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใต้ซุ้มโค้งครึ่งวงกลมบนกำแพงที่ตัวเล็กมองเห็นนั่นคือกรอบประตู เด็กผู้หญิงเร่งมุ่งไปทางนั้น
โครงกระดูกผีที่ชายร่างผอมทุบกระจายรายรอบเผยให้เห็นช่องว่างที่จะเล็ดลอดออกไปจากห้องได้อย่างชัดเจน
“ออกไปก่อน” เสียงของชายหนุ่มดังขึ้นมาอีกครั้ง
ตัวเล็กรีบทำตามคำสั่งด้วยสัญชาตญาณ
เด็กผู้หญิง วิ่งฝ่ากองกระดูกสีดำแตกหักกองระเนระนาด ไปจนถึงกรอบประตูหิน
พ้นขอบประตูนั้นได้แค่ก้าวเดียว เธอกลับต้องสะดุดล้มและกรีดร้อง
บางสิ่ง ตวัดมารัดข้อเท้าเธอเอาไว้ ฉุดกระชากขาเธอให้กลับเข้าไป เด็กหญิงเซถลาหน้าคะมำ
ก่อนจะเกิดเสียงเหล็กกระทบพื้นพร้อมกับเศษกระดูกมือดำ ๆ ของปีศาจแตกกระจาย
คนจร รุดเข้ามาถึงตัวเล็ก ซึ่งพยายามดีดเท้าทั้งสองข้าง ไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ดึงรัดข้อเท้าเธอไว้เมื่อครู่ได้หลุดออกไปแล้ว
นิ้วเรียวผอมไม่ต่างจากโครงกระดูกเพียงแต่ว่ามีหนังหุ้มอยู่พุ่งเข้ามาจับแขนเธอเขย่า ฉุดให้ลุกขึ้น ก่อนพลักเธอให้เดิน “ออกไปเร็ว ประตูบานนั้น” เ้าของมือพูดพลางชี้ไปเบื้องหน้าของตัวเล็ก
ในกรอบหินของช่องประตูที่นิ้วชี้ไป มองเห็นช่องประตูโล่ง ๆ เรียงตรงกัน ทะลุไปอีกไม่กี่ช่องก็มองเห็นสิ่งที่อยู่สุดทาง
นั่นคือสนามโล่ง เงาต้นไม้ชัดเจนเป็ฉากหลังเพราะแสงจันทร์สาดส่อง
ทว่า...พอกึ่งวิ่งกึ่งเดินถึงกลางห้อง ปรากฏเสียงลั่นครืนพื้นสั่นไหว ตัวเล็กที่ออกตัววิ่งตรงไปยังช่องประตูฝั่งตรงข้าม ก็ถูกฉุดจนตัวลอยถอยกลับ ด้วยมือที่ผลักเธอก่อนหน้านี้นั่นเอง
ตัวเล็กหงุดหงิดที่ไม่รู้สาเหตุกระทั่งเธอหันหลังกลับไปดู แผ่นหลังของเธอจึงรู้สึกเย็นวูบวาบ
พื้นตรงหน้าที่เธอเพิ่งเหยียบ ทางที่จะออกไปสู่อิสรภาพ พังครืนร่วงลงไปด้านล่าง
เผยให้เห็นเหล็กแหลมแทงขึ้นมาจากพื้นเรียงเป็ตับ ถัดกันเป็แถบหวิดทะลุร่างเล็ก ๆ ของเธอก่อนหน้านี้เพียงเสี้ยววินาที ตัวเล็กไม่รู้ตัวด้วยซ้ำหากเธอไม่หันกลับไปมอง
พื้น เหลือให้เดินได้ครึ่งห้อง ซึ่งจะพาทั้งคู่ไปยังประตูซ้ายมือที่เหลืออยู่ ให้เข้าไปได้เพียงบานเดียว
“ไม่นะ! มันจะเป็แบบนี้ไปได้ยังไง ฉันผ่านเข้ามาทางนั้น แต่ตอนนี้กลับมีกับดักขวางไว้” ชายหนุ่มพึมพำ
เขาลากแขนตัวเล็กผ่านประตูที่เหลือเข้าไป ถึงตัวเล็กไม่มีความเต็มใจไปกับเขาเลยก็ตาม
คบไฟริมผนังส่งเปลวสีเหลืองส้มขึ้นสู่เบื้องบน แสงสว่างกระจายตัวออก ทำให้มองเห็นภายในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตัวเล็กเพิ่งสังเกตเห็นและรู้ว่า มองเห็นรอบ ๆ ได้เพราะอะไรก็ตอนนี้เอง
ดีที่พื้นส่วนนี้ไม่ถล่มเป็กับดักไปด้วย
ห้องนั้น มีทางไปต่อคือทางซ้ายมือริมกำแพงและด้านหน้าสุดทางเดิน
ผีร้ายซึ่งอยู่เต็มห้องที่แล้ว พวกมันทยอยเดินกะเผลกเข้าสู่ห้องกับดักเรื่อย ๆ
มนุษย์หมดทางที่จะหวนกลับไปทิศเื้ัได้อีกต่อไป
ตัวเล็กสังเกตเห็นชายผมยาวหันรีหันขวาง ราวกับว่าสถานที่นี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
ในที่สุด ชายผมยาวลากแขนของตัวเล็กพาให้เข้าประตูทางซ้าย ทว่ายังไม่ทันได้เข้า
ทั้งคู่ต้องหยุดชะงัก รอบกำแพงมีแสงจากคบไฟส่องให้เห็นทั่วบริเวณ ยกเว้นส่วนที่กำลังจะวางเท้าลงไป
พื้นของห้องนั้นเป็หลุมมืดลึกราวกับปากเหวสู่นรกอเวจี หากก้าวพลาดไปคงไม่มีวันได้กลับขึ้นมา เหลือเพียงทางเดียวเท่านั้นให้ทั้งคู่สามารถไปต่อ
เข้ามาจากประตูสุดทางเดิน ก็พบว่าในห้องนี้ทุกประตูยังมีบานไม้เก่า ๆ ของมันเหลืออยู่ บอกว่าสามารถออกไปได้ทั้งสี่ทิศ
จากความรู้สึกของตัวเล็ก เธอว่าประตูที่อยู่ตรงหน้าจะเป็ทางที่ปลอดภัยที่สุด
ทว่าชายผมยาวกลับลากแขนเธอไปด้านขวา เขาเปิดประตูดูภายในห้องทันที ห้องนี้ไม่ต้องมีคบไฟให้ความสว่างไสวก็สามารถมองเห็นรอบห้องได้ด้วยแสงจากภายนอก
บรรยากาศที่เต็มไปด้วยดวงดาวและแสงจันทร์เต็มดวงส่องลงบนพื้นหญ้า ทั้งยังสาดเข้ามาให้เห็นภายในห้องอย่างกระจ่างชัด
พื้นที่โล่งเหนือราวหินสลัก บอกด้วยสายตาเลยว่าห้องนี้เป็ห้องระเบียง สามารถปีนออกไปได้
ชายหนุ่มแทบโยนตัวเล็กผ่านประตูเข้าไปเลยทีเดียว หากไม่ใช่เพราะว่าเขาจำเป็ต้องพิสูจน์ความปลอดภัยภายในห้องก่อนแล้วละก็นะ
หลังปิดประตู คนจรปล่อยมือที่จับแขนเด็กผู้หญิง เดินนำไปที่ระเบียงด้วยความรวดเร็ว “เดี๋ยวตามฉันมานะ” เขาพูด
มือข้างหนึ่งจับอาวุธอีกข้างหนึ่งแตะขอบระเบียงเพื่อดันตัว สองขาดีดสุดแรง ส่งร่างตัวเองให้ข้ามขอบระเบียงออกไปสู่ภายนอก สู่อิสรภาพเห็นตรงหน้า
ปัง! ถึงกับผงะหงายหลัง เพราะใบหน้าและร่างของเขากระทบเข้ากับอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น ร่วงลงพื้นก้นจ้ำเบ้าในเวลาไม่นาน ตัวเล็กอาจจะแอบขำในใจอยู่บ้างเหมือนกัน
ชายผมยาวลุกขึ้นได้ คว้าอาวุธโดยจับที่ห่วงวงกลม ทิ้งส่วนที่เป็กึ่งดาบกึ่งกระบองทั้งสามห้อยถ่วงลงตามแรงดึงดูด เสียงคมอาวุธกระทบกัน กรุ้ง! กริ้ง!
“เธอถอยไปอยู่ติดผนังนั่นก่อน” เขาหันมาพูดกับตัวเล็ก
จากนั้นเดินถอยหลังสองก้าวเอนตัวเหวี่ยงแขนไปทางด้านหลัง ทิ้งปลายดาบถ่วงน้ำหนัก หน่วงเป็แรงเหวี่ยง ก่อนตวัดแขนขึ้นดันตัวท่อนบนไปข้างหน้า แรงเหวี่ยงส่งให้ปลายอาวุธโค้งเป็วง หวดไปสุดแรง “มันก็แค่กระจก” เขาพูดขณะฟาด
กรั้ง! เสียงวัตถุกระทบกันดังลั่น ทว่าอาวุธในมือกลับกระดอนออกมาทันทีที่ปะทะ
อาวุธไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนให้สิ่งที่เห็นว่าเป็แค่กระจกบานนั้นได้เลย “อะไรกันวะ” น้ำเสียงเดือดดาลดังก้อง
ชายผมยาวไม่ยอมแพ้ เขาฟาดอาวุธของเขาไปที่กระจกใสราวอากาศครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะกี่ครั้ง ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
รอยร้าวหรือแม้แต่ลายขีดสักนิดก็ไม่มี
ตัวเล็กก้มลงมองพื้นด้วยความอ่อนใจสังเกตเห็นแสงไฟสีเขียวกวาดความมืดสลัวเข้ามาจากใต้ประตู เธอจึงรีบเข้าไปฉุดแขนชายคนนั้นให้หยุดโดยไม่กล้าส่งเสียง
สองคนยื้อยุดโดยที่ชายผมยาวไม่รู้ว่าตัวเล็กจะหยุดเขาเพราะ้าอะไร
เขาหันหน้ามามองตัวเล็กด้วยอารมณ์เดือดขีดสุด ยังดีที่ผมยาวสยายของเขาทำให้เกิดเงาทาบปิดบัง ตัวเล็กจึงมองไม่เห็นใบหน้าโกรธเกรี้ยวนั้น
ทันทีที่ชายผมยาวหยุดและหันมา ตัวเล็กก็ชี้มือไปใต้ประตู แสงสีเขียวทวีความสว่างมากขึ้นกว่าเดิมเห็นได้ชัดขึ้นโดยไม่ต้องมองหาอะไรมากมาย
มนุษย์ผอมกะหร่องหยุดสิ่งที่ทำลงทันทียืนนิ่งเงียบกริบ
ท่ามกลางแสงสลัวของดวงจันทร์ ตัวเล็กไม่ทราบว่าชายคนนั้นกำลังคิดอะไรอยู่หรือแสดงสีหน้าอย่างไร
รู้แค่ว่าเขาได้แต่ยืนนิ่งจ้องมองเส้นแสงเขียวที่โผล่เข้ามา มันเพิ่มความสว่างมากขึ้นอีก คราวนี้ตามมาด้วยเสียงวัตถุลากไปกับพื้น
เงาวับแวมพาดตัดแสงให้ พยาบ ไหวเป็จังหวะ เวลานี้ปีศาจโครงกระดูกที่ทั้งคู่ไม่เคยรู้จักพวกมันมาก่อนเลยในชีวิต เดินขวักไขว่อยู่เต็มห้อง
มีเพียงประตูไม้เก่า ๆ บานเดียวเท่านั้นที่ขวางพวกมันกับพวกเราอยู่ ความคร่ำครึของมันคงไม่สามารถหยัดยืนอยู่ได้ หากปะทะเข้ากับอาวุธของเหล่าผีแม้เพียงครั้งเดียวก็ตาม
อีกฝั่งยิ่งเป็กระจกที่ไม่มีวันแตก เท่ากับห้องนี้ถูกปิดตายด้วยหายนะ ทางรอดของทั้งคู่จะอยู่ที่ไหนกัน...
..........................................................
...บรรยากาศของห้องเงียบสนิท ได้ยินแค่เสียงลากอาวุธดังเข้ามาจากด้านนอก สองมนุษย์นั่งกันคนละฝั่งของผนังห้องแคบ ๆ ตั้งใจฟังเสียงของหัวใจตนกำลังเต้นตุบ ๆ
“ฉันไม่ได้พาเธอมาที่นี่นะ” เสียงหนึ่งในมุมมืดสลัวดังขึ้นทำลายความเงียบ เป็เสียงกระซิบแ่เบา
“แล้วหนูมาที่นี่ได้ยังไง?” เสียงกระซิบจากอีกฝั่งของห้องกระจก แว่วตอบเบา ๆ เช่นกัน
“เธอเป็คนเดินมาเอง จะเชื่อฉันหรือไม่ก็แล้วแต่นะ ฉันรู้ตัวว่าพูดความจริง”
“หนูไม่เชื่อ หนูรู้สึกตัวตลอด และรู้ว่ากำลังนอนอยู่ไม่ได้เดินลุกออกจากที่เลยแม้แต่ก้าวเดียว”
“มันจะเป็ไปได้ยังไงกัน ฉันตามรอยเท้า...”
“หยุดพูดเลยนะ ยังไงหนูก็ไม่เชื่อ และไม่มีวันเชื่อ”
“ก็ได้ ๆ ไม่ว่ายังไงเธอก็เห็นฉันเป็คนพาเธอมานี่สินะ?”
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก หนูไม่แน่ใจ”
ถึงแม้ว่าภายในใจของตัวเล็กจะเชื่อความคิด ว่าชายผมยาวเนื้อตัวมอมแมมผอมกะหร่อง เป็คนพาเธอมาพบอันตรายที่นี่อย่างแน่นอนก็ตาม
แต่ด้วยเหตุการณ์เกิดขึ้นราวกับเป็ภาพฝัน และชายคนนั้นก็เพิ่งพาเธอพ้นจากกองทัพผีกระดูก ทำให้ในใจเกิดความสงสัยจึงไม่พูดออกไปตรง ๆ
ถึงจะรอดพ้นจากการถูกคมอาวุธโบราณเ่าั้มาได้ ก็ยังต้องมาติดอยู่ในห้องกระจกคับแคบไร้ทางออก จะให้เชื่อคำพูดเขาได้อย่างไร
“ฉันอยากรู้ ที่เธอรู้สึกตัวว่านอนอยู่ เธอฝันหรือว่าความจริงแล้วเธอยังไม่หลับ” เสียงกระซิบเบาดุจเสียงลมเป่าดังขึ้นอีกครั้ง
ตัวเล็กจึงเล่าเหตุการณ์ของภาพฝันที่ปรากฏกับมโนจิตของเธอ จนกระทั่งได้ยินเสียงเขาตกลงมาในปล่องแล้วเธอก็สะดุ้งตัวตื่นให้ฟัง
ชายคนนั้นฟังแล้วกลับนิ่งเงียบไป ราวกับ กลายเป็เงาติดผนัง ชั่วครู่หนึ่งเขาเหมือนจะเค้นคำอะไรบางอย่างที่ติดอยู่ในลำคอของเขาออกมา ทว่ายังไม่ทันจะได้พูดอะไร
“ฮ่า! ๆ ๆ” พลันเสียงหัวเราะแหลมสูง ฟังแล้วเหมือนกับกำลังโดนเ้าของเสียงดูถูกหยามหยันยังไงยังงั้น ดังขึ้น
ไม่ใช่เสียงของคนที่อยู่ภายในห้องกระจกนี้ เพราะมันดังมาจากรอบทิศ ราวกับว่าผนังและกระจกสามารถเอ่ยปากได้เอง
เสียงหัวเราะดังอยู่ไม่รู้หยุด จนปรากฏสิ่งที่คาดว่าจะเป็ต้นตอของคลื่นโซน่าแห่งความเย้ยหยัน
สิ่งนั้นลอยลงมาจากอากาศช้า ๆ ภายนอกระเบียง ความใสของกระจกสามารถมองเห็นรูปร่างนั้นได้อย่างชัดเจน ถึงมันจะลอยบังแสงจันทร์อยู่ก็ตาม “ข้ารู้สึกดีที่ได้เห็นพวกแกดิ้นรน ฮ่า! ๆ ๆ พวกแกจะไปได้สักกี่น้ำในวิหารวงกตของข้า ข้ามีเกมให้พวกแกได้เล่นจะให้พวกแกได้สนุก ก่อนที่พวกแกจะตายด้วยกลมนต์ตราที่ข้าสร้าง หรือหากพวกเ้าสามารถผ่านวิหารวงกตนี้ออกไปสู่ข้างนอกได้ แน่นอนว่าพวกเ้าจะเป็อิสระ” คำพูด ดังมาจากร่างเศษผ้าผืนใหญ่ขาดวิ่นคลุมไว้บนอากาศว่างเปล่า
ใต้ผ้าคลุมนั้นไม่ปรากฏส่วนที่เป็ลำตัวให้เห็น ราวกับมันเป็บางสิ่งที่ล่องหน มีเพียงมือสองข้างที่แกว่งไกวไหวไปมาในอากาศ กับส่วนศีรษะที่อยู่ใต้ผ้าคลุม เป็หน้ากากยิ้มแสยะ รอยยิ้มบนนั้นฉีกกว้างจนแทบจะถึงรูหู
เหนือหัวของมันสวมสิ่งที่เรียกว่ามงกุฎอยู่ด้วย
มงกุฎ ที่ดูเหมือนถูกสานขึ้นจากกิ่งไม้ หรือไม่ก็เถาวัลย์หนาม มีเงี่ยงแตกแขนง สานไขว้กันไปมาชูปลายแหลมคมขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบน
สองมนุษย์ที่อยู่ภายในห้องคับแคบ ต่างเงียบกริบไม่มีใครปริปากถาม หรือพูดอะไรออกมา ราวกับตกอยู่ใต้อำนาจมนต์สะกด
“แก...ไอ้มนุษย์น่าโง่...ที่เข้ามาหมายจะชิงเครื่องพลีกรรมของข้า หากคิดว่าจะผ่านวิหารวงกตนี้ไปได้ง่าย ๆ ข้าบอกแกได้เลยว่าแกกำลังคิดผิด เพราะข้าจะไล่ล่าฆ่าแกจนกว่าแกจะตายด้วยน้ำมือข้า ไม่ก็เหนื่อยจนตายอยู่ภายในวิหารนี้ ฮ่า ๆ ๆ” คำพูดและน้ำเสียงนั้นแหลมลึกลงไปถึงภายในใจ
“ส่วนเ้า ยัยหนูตัวน้อย เ้าจะต้องกลายเป็เครื่องพลีกรรมของข้า หากไอ้หน้าโง่นี่ปล่อยให้เ้าคลาดสายตา ปีศาจของข้าจะจับตัวเ้ามาหาข้า และนั่นก็ถือว่าพวกเ้าพ่ายแพ้ ฮ่า ๆ ๆ”
พูดจบประโยคปีศาจนอกกระจกตวัดสองมือของมันขึ้น พร้อมกับเสียงหัวเราะแหลมคมกรีดประสาทดังติด ๆ กันไม่เว้นระยะ
ทันใดนั้นห้องที่ทั้งสองยืนอยู่ก็เกิดแรงกดจาก้าอย่างหนักหน่วง พร้อมกับความสั่นะเื
ทิวทัศน์ภายนอกสลับจากพื้นราบเป็ภาพท้องฟ้า ขยายกว้างราวกับยืนอยู่บนหน้าผา สนามหญ้าเคลื่อนตัวลงไปอยู่เบื้องล่าง
เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมากไม่กี่วินาที ห้องที่มองออกไปเห็นพื้นดิน กลับกลายเป็ห้องที่ลอยอยู่บนอากาศไปซะแล้ว
©Witchmedal