เด็กน้อยช่างเจรจาคงไม่รู้ความหมายของคำว่า ‘เ้าสาว’ ดีแน่เขาอยากจะแก้ไขความเข้าใจผิดของนางอยู่บ้าง แต่เพราะคิดดูแล้วหากอธิบายไป เด็กน้อยเช่นนางก็คงยังไม่เข้าใจอะไรอยู่ดีความ้าของนางล้วนอยู่เหนือเหตุผลทั้งปวง เถียนเยวี่ยก็เลยไม่กล่าวอะไร
หลังจากเถียนเยวี่ยกลับไปแล้ว หลันซิ่วจูจึงได้เรียนรู้จากบิดา
‘เสี่ยวจูอยากอยู่กับท่านอาเถียนตลอดไป’
‘เขาไม่ใช่บิดาเ้า เ้าไม่ใช่ลูกเขาทั้งยังไม่ใช่ภรรยา มีเพียงสามีภรรยาเท่านั้นที่เป็ดั่งยวนยางและผีเสื้อ[1]ที่ติดตามผูกพันด้วยรักและความตายเท่านั้นที่พรากห่าง’
‘ถ้าอย่างนั้นเสี่ยวจูจะเป็ภรรยาท่านอาเถียน’ บิดาฟังแล้วแทบตกเก้าอี้
‘เด็กโง่เอ๋ย หน้าที่ภรรยาเป็เยี่ยงไรเ้ารู้แล้วหรือ’
ทำกับข้าว ดูแลบ้าน เย็บปักเป็อยู่ด้วยกันทุกวันก็มีลูก...ตามที่ได้ฟังสาวใช้บ้านหวงบอก หน้าที่ของภรรยามีเท่านี้เองนางทำได้อยู่แล้ว!
หลันซิ่วจูเชื่อในสิ่งที่รับฟังมาโดยที่นางไม่เข้าใจความหมายของคำว่า...อยู่ด้วยกันทุกวันก็มีลูกอย่างถ่องแท้แม้แต่น้อย
‘ก็เสี่ยวจูอยากให้ท่านอาสอนวรยุทธ์ให้นี่เ้าคะท่านพ่อ’
ติดตามท่านอาไปทุกที่ได้ เขาก็จะมีเวลาสอนนางได้ทุกอย่างหากท่านพ่อไม่อยู่ ขึ้นเขาหรือออกนอกเมืองไปเก็บสมุนไพรนางกับเขาก็จะได้อยู่ด้วยกันตลอด
‘พูดอย่างนี้ เ้าคงไม่อยากเป็หมอรักษาคนแล้วสิ’
เด็กหญิงทำท่าครุ่นคิด แล้วสรุป ‘เสี่ยวจูจะเป็หมอที่มีวรยุทธ์’
เพราะลูกน้อยยังไร้เดียงสา พูดไปก็คงไร้ความหมายหลันิจึงละเลิกที่จะอธิบายให้นางเข้าใจ โดยไม่คาดคิดว่าปีต่อมาเมื่อเถียนเยวี่ย กลับมาเยี่ยมหลันซิ่วจูในวัยแปดขวบได้เอ่ยปากทวงถามสัญญาที่นางร่างขึ้นเองฝ่ายเดียวกับชายหนุ่มว่า...
‘ท่านมารับเสี่ยวจูไปเป็ภรรยาใช่หรือไม่’
จะด้วยคำถามน่าสะพรึงนี้ใช่หรือไม่ มิอาจเอ่ยถามสองปีให้หลังเถียนเยวี่ยจึงไม่ว่างมาเยือนสองพ่อลูกสกุลหลันที่เมืองถูหยางชายหนุ่มหายหน้าไปจนหลันซิ่วจูทวีความคิดถึงเป็อักโข บิดาตามใจนาง ท่านอาเถียนก็ตามใจนางเด็กน้อยคิดเพียงว่านั่นเป็เหตุผลที่นางรักและคำนึงถึงพวกเขา
เวลานานสองปีกว่าเชียวนะ ที่ชายหนุ่มหายหน้าไป จดหมายก็ไม่มีมาถึงแต่ในที่สุด เขาก็กลับมาในวันเกิดปีที่สิบเอ็ดของนาง...คิดแล้ว หลันซิ่วจูก็ยิ้มกว้างเต็มวงหน้า
“ท่าน...ท่านอามารับเสี่ยวจูไปเป็เ้าสาวใช่หรือไม่”
หลังฟังประโยคทวงถามสัญญาฝ่ายเดียวแล้ว เถียนเยวี่ยก็นิ่งค้างราวทั้งร่างถูกผนึกด้วยหิมะพันปีไปชั่วขณะหนึ่งจึงหาทางออกให้ตัวเองได้
“เ้าอยากให้ข้ารับเป็ศิษย์มิใช่หรือศิษย์และอาจารย์ย่อมแต่งงานกันไม่ได้”
“เอ๋” นางร้องออกมาสั้นๆยังมิทันยอมรับสถานะหรือเอ่ยความใดต่อ ชายหนุ่มตรงหน้าก็ล้วงเข้าไปในอกเสื้อแล้วยื่นสิ่งหนึ่งให้นาง
ในห่อผ้าแพรสีแดงมีปิ่นเงินติดหยกแกะเป็ดอกอวี้หลัน[2]สีขาวมีระย้าสามสายร้อยด้วยหยกเม็ดเล็กๆ สีแดงสด
หลันซิ่วจูตาลุกวาวกับของขวัญสุดพิเศษที่ท่านอาเถียนนำมามอบให้เอาเถอะ...ถือว่าลบล้างความผิดในสองปีที่เขาปล่อยให้นางต้องห่วงกังวลและรอเก้อก็แล้วกัน
“เสี่ยวจูจะเอาไปอวดท่านพ่อ” นางเอียงศีรษะกลมได้รูปพร้อมกับยื่นปิ่นปักผมในมือให้เถียนเยวี่ยเป็ธุระช่วยปักในตำแหน่งที่เหมาะสม
เด็กหญิงเต็มวัยสิบเอ็ดขวบยังไว้ผมเปีย ชายหนุ่มจึงสอดปิ่นเข้ายังโคนผมเปียแม้ตำแหน่งของปิ่นจะดูตลกเล็กน้อย แต่หลันซิ่วจูก็พึงใจยิ่งนักกับของขวัญที่ได้รับเมื่อปิ่นอยู่บนศีรษะเรียบร้อยแล้ว นางก็เดินไปหาบิดาอย่างลิงโลดปล่อยให้สายระย้าตุ้งติ้งสะบัดกระทบกันส่งเสียงไพเราะข้างหู
ค่ำนั้นสกุลหลันสองพ่อลูกพาเถียนเยวี่ยไปเลี้ยงรับรองด้วยมื้อพิเศษจากฝีมือพ่อครัวใหญ่ที่โรงเตี๊ยมเลื่องชื่อบนถนนหลงอู่
บนชั้นสองของโรงเตี๊ยมใหญ่เป็อันดับหนึ่งเมืองถูหยางที่มุมระเบียงซึ่งมองเห็นทิวทัศน์วงกว้างและผู้คนบนถนนหลงอู่ไปจนเกือบสุดสาย ดวงตาัเหนือประตูหลงไห่เหมินสว่างด้วยคบไฟใหญ่มองเห็นอยู่ไกลๆ
“ทำไมท่านอาไม่พกกระบี่ออกมาด้วยเ้าคะ” กระบี่ยาวราวสี่ฉื่อสามชุ่น[3]คมปลาบ ด้ามกระบี่สลักลายัเหินแทรกในหมู่เมฆาดวงตาของัฝังด้วยอัญมณีสีแดงสด ผิดกลับฝักกระบี่ที่แลดูธรรมดาเพราะนางออดอ้อนเอาใจหรอกนะ ท่านอาถึงยอมให้นางลูบคลำจนฝักกระบี่เก่าๆนั้นมันแผล็บ
“ข้ามากินข้าว มิได้ตั้งใจมาต่อยตีกับผู้ใดนี่” เถียนเยวี่ยบอก แล้วคีบอาหารบนจานเข้าปาก
“มีแต่อันธพาลเท่านั้นที่มักจะวางท่าใหญ่โตเมื่อมีอาวุธอยู่ในมือ วรยุทธ์อยู่กับตัวไยต้องอวดอ้าง”หลันิกล่าวเสริม
“ก็ถ้าเผื่อมีคนมารังแกพวกเรา”
“พ่อกับเ้าเคยมีศัตรูที่ไหนเล่า” เห็ดหอมชิ้นโตถูกวางลงในชามข้าวของหลันซิ่วจูหวังให้ลูกรักหยุดปากซักถามสักเพลา
“อันธพาลรังแกคนไม่เลือกที่เสี่ยวจูก็คิดเผื่อว่าถ้าหากเราโชคร้ายเจอคนนิสัยไม่ดีพวกนั้น”
“ต่อให้ไม่มีกระบี่ สำหรับผู้มีเพลงยุทธ์แม้ตะเกียบก็กลายเป็อาวุธฆ่าคนได้เหมือนกัน”
หลันซิ่วจูทำตาโตมองตะเกียบคู่ในมือของตน หมายมาดอยู่ในใจคงมีสักวันที่นางจะสามารถใช้ตะเกียบเป็อาวุธได้!
“ฝึกดาบใช้เวลาหนึ่งปี ฝึกกระบี่ใช้เวลาสิบปีถ้าเ้าจะฝึกใช้ตะเกียบแทนกระบี่...” ชายหนุ่มชำเลืองมองเด็กหญิง
“ท่านอาสบประมาทเสี่ยวจูหรือนี่ ก็ใช่น่ะสิมีศิษย์แต่ตัวอาจารย์ไม่อยู่สอน โทษตัวท่านดีกว่า” นางเป็ศิษย์เขาแล้วนะหวังว่าเขาจะไม่ลืม
นางร้ายไม่เบา!
เถียนเยวี่ยส่ายหน้า รอยยิ้มติดอยู่เพียงมุมปาก ไม่ต่อคำกับนาง
หลันิจึงใช้ปลายตะเกียบจิ้มแก้มลูกสาวไปหนึ่งหนเพื่อปรามนางอยู่ในที
มีเสียงดนตรีจากคณะละครเร่ดังมาจากลานกว้างที่อยู่ไม่ไกลนักหลันซิ่วจูเริ่มมีอาการนั่งไม่ติดแม้สำรับบนโต๊ะจะพร่องไปเพียงครึ่ง
[1] แต่โบราณเชื่อกันว่านกเป็ดน้ำและผีเสื้อเป็สัญลักษณ์ของความรักที่อยู่เป็คู่
[2] ดอกแมกโนเลีย พืชวงศ์จำปี
[3] ๑ ชุ่นจะประมาณ๒.๒๗-๒.๓๑เิเ ๑๐ ชุ่น เป็ ๑ ฉื่อ