บทที่ 22 ท้องหรือไม่ท้อง
สะใภ้อ้วนคิดไม่ถึงว่าเผยเสวี่ยซงจะยอมถ่ายทอดวิชาก่อเตาให้กับลุงของเธอ จึงถามด้วยความเป็ห่วง “อาจารย์เผย ทำไมถึงกะทันหันแบบนี้ล่ะคะ?”
อาจารย์เผยเพียงส่งยิ้มให้ และถือไม้เท้าออกจากร้านขายของชำไปโดยไม่พูดอะไร
คืนวันนั้น สะใภ้อ้วนก็บอกข่าวดีกับสามีของตน พอสามีได้ฟังก็เห็นว่าเป็เื่ที่ดี จึงโทรไปที่บ้านเกิดด้วยความยินดีปรีดาพร้อมกับขอให้คนส่งข่าวบอกคุณลุงให้เดินทางมาหาเขาที่ศูนย์อนุรักษ์
อีกด้านหนึ่ง หลังจากที่จางฉือได้ลิ้มรสฝีมือของลู่จิ่วอัน ก็เริ่มรู้สึกว่ากับข้าวที่โรงอาหารนั้นไร้รสชาติสิ้นดี
ยิ่งตอนที่เขาได้ยินว่าหญิงสาวทำเกี๊ยวน้ำไส้วอลนัตแสนอร่อยให้เซี่ยอวิ้นหนิงเป็มื้อเที่ยงก็น้ำลายสอด้วยความอิจฉา
นั่นปะไรเล่า ทันทีเลิกงานจางฉือก็ตามติดเพื่อนสนิทตนอย่างหน้าไม่อาย
“เหล่าเซี่ย เหล่าเซี่ย เย็นนี้บ้านนายทำของอร่อยอะไรเหรอ?”
เซี่ยอวิ้นหนิงมองหน้าจางฉือ “นายจะขอกินฟรีสินะ?”
“เหล่าเซี่ย นายก็รู้นี่ว่าฉันไม่ชอบทำอะไรนอกจากกิน ฉันขอฝากท้องกับพวกนายด้วยเถอะนะ จะจ่ายค่าอาหารให้ด้วยก็ได้” จางฉือเดินเข้ามาหาเซี่ยอวิ้นหนิงและพูดอย่างมีลับลมคมใน “เหล่าเซี่ย พวกนายสองผัวเมียต้องใช้เงินซื้อของขึ้นบ้านใหม่ เงินเดือนแค่นั้นของนายพอที่ไหนกัน ถ้านายให้ฉันกินข้าวด้วย ฉันจะยกคูปองของฉันให้หมดเลย อีกอย่างก็แค่มีคนกินข้าวเพิ่มมาอีกหนึ่ง พวกนายลองไปปรึกษากันดูนะ”
จางฉือแทบอดใจรอกินฝีมือของลู่จิ่วอันไม่ไหวเลยทีเดียว
ความฝันของนักกินอย่างเขาคือการได้แต่งงานกับภรรยาผู้มีฝีมือในการเข้าครัวเป็เลิศเช่นนี้
“ไม่ได้”
เซี่ยอวิ้นหนิงปฏิเสธทันควันโดยไม่แม้แต่คิดจะปรึกษากับลู่จิ่วอัน
“เหล่าเซี่ย!”
จางฉือเดินตามหลังเซี่ยอวิ้นหนิงต้อย ๆ หวังจะโน้มน้าวให้เขายอมเปลี่ยนใจ
ชายหนุ่มยังคงปฏิเสธการร่วมโต๊ะของจางฉือโดยยึดหลักการเดิม เขาพูดไปเพียงว่า “ฉันไปขอพี่สะใภ้ให้แนะนำผู้หญิงให้เอาไหม?”
“ถ้างั้นก็ลืมมันไปซะเถอะ”
ทันทีที่จางฉือได้ยินเื่แต่งงานก็วิ่งหนีหายวับไปกับตา
เซี่ยอวิ้นหนิงยืนมองแผ่นหลังของเพื่อนจอมทะเล้นที่ค่อย ๆ ไกลออกไป จากนั้นก็เดินกลับบ้านของตัวเอง
“กลับมาแล้วเหรอ?” ลู่จิ่วอันยกอาหารออกมาจากในครัวพร้อมกับบอกอย่างอบอุ่น “ล้างมือแล้วมากินข้าวสิ”
อาหารเย็นในคืนนี้เป็แบบเรียบง่าย เกี๊ยวทอดไส้วอลนัต โจ๊กฟักทอง และยำผักรวมที่ลู่จิ่วอันนำสมุนไพรป่ามาคลุกเคล้าให้เข้ากัน
“วันนี้จางฉือมาขอกินข้าวเย็นที่บ้าน แต่ผมปฏิเสธไป” เซี่ยอวิ้นหนิงเช็ดมือ จากนั้นก็นั่งลงบนเก้าอี้ แล้วพูดกับลู่จิ่วอัน “จิ่วอัน จางฉือบอกว่าอยากมาฝากท้องกับพวกเราทุกวัน คุณคิดว่ายังไง?”
“ฉันไม่เอาด้วยหรอก”
ลู่จิ่วอันคิดว่าหากตนเองท้องขึ้นมา แม้แต่ควันยังทนได้กลิ่นไม่ได้ แล้วจะเอาเรี่ยวแรงจากไหนมาทำอาหารกัน?
“ผมปฏิเสธเขาไปแล้วล่ะ”
เกี๊ยวทอดและเกี๊ยวน้ำให้รสััที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
เกี๊ยวทอดที่ภายนอกกรอบฟู แต่เมื่อกัดเข้าไปก็จะได้ลิ้มรสน้ำซุปที่ทำเอาน้ำลายสอ
กลิ่นหอมของเนื้อหมู ผลวอลนัต และต้นหอมป่าผสมผสานจนเกิดเป็รสชาติอันเป็เอกลักษณ์
ยำผักรวมเป็ยอดอ่อนของต้นแดนดิไลออนให้รสขมอ่อน ๆ เซี่ยอวิ้นหนิงกินแต่ยำผักรวมโดยเหลือเกี๊ยวทอดไว้ให้ลู่จิ่วอัน
“เซี่ยอวิ้นหนิง เกี๊ยวทอดเก็บไว้ไม่ได้แล้วนะ” ลู่จิ่วอันพูดพร้อมกับคีบเกี๊ยวทอดหนึ่งชิ้นใส่ชามของเซี่ยอวิ้นหนิง “จริงสิ วันนี้อาจารย์เผยรับปากแล้วว่าจะก่อเตาให้เรา แต่ว่าต้องเตรียมอิฐ ทรายแล้วก็ปูน ฉันว่าราคาคงจะแพงน่าดู คุณว่าพวกเราควรทำเตาใหม่อยู่หรือเปล่า?”
“ทำสิ”
ตอนที่ล้างจาน เซี่ยอวิ้นหนิงสังเกตเห็นเตาไฟแตกร้าวหลายจุด หากต้องคอยใช้โคลนอุดรอยรั่วไปตลอดก็ดูจะไม่ใช่เื่
“แล้วก็ คุณว่าเราเลี้ยงไก่กับหมูด้วยดีไหม?”
ลู่จิ่วอันเห็นว่าคนที่ทำงานในศูนย์อนุรักษ์ต่างก็เลี้ยงหมูและไก่กันทุกบ้าน อย่างน้อยการเลี้ยงไก่ไว้สักสองสามตัวก็รับประกันได้ว่าที่บ้านจะไม่ขาดแคลนไข่ไก่
ส่วนหมูนั้น คนส่วนใหญ่จะเลี้ยงหมูไว้หนึ่งตัว พอถึงสิ้นปีก็จะเชือดมาทำเป็เนื้อรมควัน
“เลี้ยงไก่ได้ ส่วนเลี้ยงหมูลืมไปได้เลย” เซี่ยอวิ้นหนิงเห็นว่าตอนนี้แม้แต่คนยังมีอาหารไม่พอกิน หากว่าเพิ่มหมูมาอีกตัว ลู่จิ่วอันก็ต้องออกไปเก็บหญ้ามาเลี้ยงหมู จริงอยู่ที่ตอนนี้ยังไม่มีปัญหา แต่จะไปหาหญ้ามาจากไหนเมื่อฤดูหนาวมาเยือน “ถ้าคุณอยากเลี้ยง พวกเราค่อยเลี้ยงตอนต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้าดีกว่า”
“ถ้างั้นปีหน้าค่อยว่ากัน”
“ตกลง”
หลังจากอาหารเย็น ลู่จิ่วอันก็ลากตัวเซี่ยอวิ้นหนิงไปวัดขนาดของห้องครัว ทั้งเธอและเขาไม่เคยก่อกำแพงมาก่อนจึงไม่รู้ว่าต้องใช้อิฐและปูนซีเมนต์จำนวนเท่าไร
เซี่ยอวิ้นหนิงคัดลอกแบบร่างของลู่จิ่วอันขึ้นมาใหม่ เสร็จแล้วก็ทำเครื่องหมายที่ขนาดกว้างยาวอย่างละเอียด
“จิ่วอัน พรุ่งนี้พวกเราไปถามอาจารย์เผยกันเถอะ”
“ตกลง”
ยามค่ำคืนในศูนย์อนุรักษ์ไม่มีกิจกรรมรื่นเริง ทุกคนจึงรีบอาบน้ำและเข้านอนกันแต่หัวค่ำเพื่อเป็การประหยัดไฟ
เซี่ยอวิ้นหนิงคิดฟุ้งซ่านขณะนอนกอดภรรยาบนเตียงหลังใหม่
ในความมืดมิด ชายหนุ่มใช้มือขนาดใหญ่กอดเอวบางของหญิงสาวไว้อย่างแแ่ ลู่จิ่วอันรู้สึกได้ถึงความ้าของอีกฝ่าย เธอจึงหันไปกอดเขาโดยปล่อยให้เป็ไปตามธรรมชาติ
เตียงหลังใหม่แข็งแรงเสียจนไม่ว่าเซี่ยอวิ้นหนิงจะโยกตัวแรงแค่ไหนก็ไม่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดออกมาแม้แต่นิดเดียว
ลู่จิ่วอันอยู่ในอ้อมกอดของเซี่ยอวิ้นหนิงและปล่อยให้เขาพาตนไปสู่จุดสุดยอดในแบบที่ไม่เคยก้าวข้ามมาก่อน
เมื่อถึงจุดสุดยอด เธอก็ได้ัักับรสชาติอันแสนวิเศษเป็ครั้งแรกในชีวิต
อาจเป็เพราะอารมณ์ที่ต่างออกไป ลู่จิ่วอันทำร่างกายให้ผ่อนคลาย จึงย่อมััได้ถึงความสุขสม ในที่สุดเธอก็เข้าใจว่าทำไมบรรดาสาวใหญ่ในชาติที่แล้วถึงได้หลงใหลหนุ่มน้อยหน้าตาดีกันนัก
เซี่ยอวิ้นหนิงเปิดไฟ พลางมองใบหน้าแดงก่ำของหญิงคนรักและอดจูบลงไปไม่ได้
ลู่จิ่วอันหมดเรี่ยวแรงไม่อยากแม้แต่ขยับนิ้ว ไม่นึกมาก่อนเลยว่าสามีตนจะแรงดีถึงขั้นทำให้เธอแทบขาดใจขนาดนี้
ขณะเดียวกันนั้น ความคิดก็โลดแล่นเข้ามาในหัวของลู่จิ่วอันอีกครั้ง ทำไมชาตินี้เธอถึงรู้สึกสบายและมีความสุขไปกับมัน ในขณะที่ชาติก่อนมีเพียงการต่อต้านขัดขืนและความเ็ป?
เซี่ยอวิ้นหนิงชุบผ้าด้วยน้ำร้อนในกาต้มน้ำแล้วยื่นให้ลู่จิ่วอันเช็ดตามร่างกาย เธอรับมันมาจากนั้นก็เหลือบมองอีกฝ่ายด้วยความอ่อนเพลียพลางคิดกับตัวเองว่า เซี่ยอวิ้นหนิงฟิตปั๋งขนาดนี้ ถ้ารู้ว่าตัวเองท้องเมื่อไรก็จะแยกห้องนอนทันที!
ลู่จิ่วอันวางมือลงบนหน้าท้องโดยไม่รู้ตัว พร้อมกับสวดภาวนาในใจ
ขอพระเ้าอวยพรให้ฉันตั้งครรภ์ลูกชายอย่างราบรื่นด้วยเถิด
เธอนับนิ้วคำนวณ อีกสิบกว่าวันก็จะรู้แล้วว่าตัวเองตั้งท้องหรือเปล่า!
ไม่ว่ายังไง!
ก็ต้องท้องให้ได้!
ผีเสื้อในท้องก็อย่าหวังว่าจะพัดพรากลูกชายสุดที่รักของเธอไปได้!
ลู่จิ่วอันเครียดมากจนอยากให้หมอเทวดาจับชีพจรมันซะตอนนี้แล้วบอกเธอว่า คุณกำลังตั้งครรภ์!
ถ้าเป็แบบนั้นเธอจะได้เลิกวิตกกังวลเสียที
หลังจากทำความสะอาดเนื้อตัวแล้ว เซี่ยอวิ้นหนิงก็ล้มตัวลงนอนข้างลู่จิ่วอัน เธอหันมาพร้อมกับพูดเบา ๆ
“เซี่ยอวิ้นหนิง ถ้าฉันท้องแล้ว พวกเราแยกเตียงนอนกันเถอะ!”
ท้อง?
แยกเตียงนอน?
พวกเรายังเป็คู่ข้าวใหม่ปลามันอยู่เลยนะ
เซี่ยอวิ้นหนิงรู้สึกงุนงงนิดหน่อย เขาอธิบายท่าทางจริงจัง “ในหนึ่งเดือนผู้หญิงมีโอกาสครั้งเดียว ส่วนผู้ชายมีอสุจิแสนล้านตัว โอกาสหนึ่งในแสนล้านแบบนี้…”
มีหรือที่ลู่จิ่วอันจะฟังไม่ออกว่าเซี่ยอวิ้นหนิงไม่อยากให้ตนเองตั้งท้อง เธอโมโหและเตะขาของเซี่ยอวิ้นหนิงอย่างแรง
“เงียบไปเลย!”