บทที่ 10 องค์หญิงฉงิ
สถานที่ประลองวรยุทธ์มีชื่อว่า ‘ลานจินอู่’ ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางยิ่งนัก รอบด้านมีผู้คนมามุงดูอยู่ไม่น้อย มีทั้งผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป และเหล่าเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์บนอัฒจันทร์
สิ่งที่ฉินเทียนให้ความสนใจมีเพียงสตรีผู้หนึ่งที่ใช้ผ้าคลุมหน้าสีขาวซึ่งนั่งอยู่กลางอัฒจันทร์
สตรีผู้นี้อยู่ในระดับนิพพาน มีสง่าราศีไม่ธรรมดา สวมชุดกระโปรงสีขาว รูปร่างส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน นับเป็โฉมงามที่หาได้ยากยิ่ง
นาน ๆ ครั้งจะได้มาดูความครึกครื้นเช่นนี้ เขาจึงตัดสินใจเฝ้าดูต่อ ดังนั้นเขาจึงนำชุดโต๊ะเก้าอี้ออกมาจากแหวนเก็บของ แล้วหาที่ว่างนั่งลง
ผ่านไปไม่นาน ฉินเทียนก็ถูกเหล่าสตรีที่มามุงดูสังเกตเห็น
"คนผู้นั้นคือใครกัน หล่อเหลาเหลือเกิน!"
"นั่นสิ ไม่รู้ว่าเขามีคนในดวงใจแล้วหรือยัง!"
แม้แต่ิอีเหลียน สตรีที่นั่งอยู่กลางอัฒจันทร์ก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองฉินเทียนหลายครั้ง ในฐานะองค์หญิงใหญ่แห่งอาณาจักรฉงิ นางเห็นคนหน้าตาดีมามากมาย
แต่คนที่หล่อเหลาถึงเพียงนี้ เป็ครั้งแรกที่นางได้พบเห็น
ฉินเทียนไม่ได้ใส่ใจเื่เหล่านี้เลย เขาเพียงชงชาให้ตัวเองถ้วยหนึ่ง ทันใดนั้น กลิ่นหอมของชาก็ขจรขจายไปทั่ว
"นี่... นี่คือชารู้แจ้งหรือ?"
"ใช่แล้ว นี่คือชารู้แจ้ง"
"ชารู้แจ้งมีมูลค่าเทียบเท่ากับสมุนไพริญญาระดับปฐี ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ"
กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรที่มุงดูอยู่เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ฉินเทียนกันยกใหญ่ ฉินเทียนยกน้ำชาขึ้นจิบคำหนึ่ง แล้วเฝ้าดูการประลองต่อไป
มีสาวงามหลายคนพยายามเข้ามาทักทาย แต่ล้วนถูกฉินเทียนปฏิเสธทั้งหมด หลังจากดูไปได้สักพักและเริ่มรู้สึกเบื่อ เขาจึงลุกขึ้นเตรียมจะจากไป
แต่ในขณะนั้นเอง กลุ่มคนชุดคลุมสีดำก็พุ่งตรงไปยังอัฒจันทร์
"คุ้มกัน! ปกป้ององค์หญิง!" เหล่าทหารในชุดเกราะทองคำรีบเข้ามาขวางหน้าิอีเหลียนอย่างรวดเร็ว
ฉินเทียนมองไปทางนั้น พร้อมกับเผยสีหน้าชิงชังออกมา
คนชุดคลุมสีดำคือคนของนิกายมาร นิกายมารทำงานเด็ดขาดและโเี้ ไร้ซึ่งมนุษยธรรม ดังนั้นฉินเทียนจึงไม่ชอบ
พอเห็นว่าเป็คนของนิกายมาร ผู้คนที่มุงดูอยู่ต่างใและพากันวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง พวกเขาไม่อาจล่วงเกินคนของนิกายมารได้ และไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวด้วย
หลังจากฝูงชนแยกย้ายไป ในลานก็เหลือเพียงฉินเทียนยืนอยู่เพียงลำพัง
ขณะนี้การปะทะกันของทั้งสองฝ่ายได้เริ่มขึ้นแล้ว เห็นได้ชัดว่านิกายมารเตรียมตัวมาอย่างดี ผู้นำกลุ่มเป็ถึงาุโระดับสรรค์สร้างขั้นสอง
ในทางกลับกัน ฝั่งของิอีเหลียน ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือหัวหน้าหน่วยองครักษ์ที่อยู่ระดับนิพพานขั้นสาม
ิอีเหลียนมองดูเหล่าองครักษ์ที่ค่อย ๆ ล้มตายลง แม้แต่หัวหน้าหน่วยก็ได้รับาเ็
นางเริ่มรู้สึกร้อนรนในใจ ในร่างกายของนางมีสายเืชิงหลวน หากถูกนิกายมารจับตัวไป ผลลัพธ์ที่ตามมาคงจินตนาการได้ไม่ยาก
ดังนั้นนางจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า ต่อให้ต้องตายก็จะไม่ยอมให้นิกายมารทำสำเร็จ ในขณะที่นางกำลังสิ้นหวัง นางก็ได้เหลือบไปเห็นฉินเทียนที่อยู่ไม่ไกล
ตอนนี้นอกจากกองกำลังทั้งสองฝ่ายแล้ว ในลานประลองก็มีฉินเทียนเพียงคนเดียว เมื่อนางเห็นสีหน้าของฉินเทียนที่ดูสงบนิ่งและเยือกเย็นยิ่งนัก ย่อมแสดงว่าเขามีที่พึ่งพิงบางอย่าง
นางจึงวิ่งตรงไปหาฉินเทียนตามสัญชาตญาณ เพื่อหวังจะคว้าฟางเส้นสุดท้ายนี้ไว้
ในขณะที่คนของนิกายมารไล่ตามหลังมาติด ๆ
"คุณชาย ข้าคือองค์หญิงิอีเหลียนแห่งอาณาจักรฉงิ หวังว่าท่านจะช่วยข้า ข้าจะตอบแทนท่านอย่างงามแน่นอน" พูดจบ นางก็มองฉินเทียนด้วยสายตาคาดหวัง
ฉินเทียนยิ้มบาง ๆ โดยไม่พูดอะไร แต่กลับหันไปมองศิษย์นิกายมารที่อยู่ด้านหลังนาง
"เ้าหนู ใจกล้าไม่เบานี่" สิ้นคำพูดของศิษย์นิกายมาร ฉินเทียนก็สะบัดมือวูบหนึ่ง
เพียะ!
ศิษย์นิกายมารผู้ที่พูดเมื่อครู่กระเด็นลอยออกไปทันที ใบหน้าถูกตบจนเนื้อตัวเหวอะหวะ
เมื่อเห็นภาพนี้ ิอีเหลียนก็เผยสีหน้ายินดี
ทว่าผู้าุโนิกายมารกลับมีสีหน้าเคร่งขรึม คนตรงหน้าดูเหมือนจะเป็เพียงระดับจิติญญาเคลื่อนไหว แต่เขากลับสามารถตบศิษย์นิกายมารระดับนิพพานขั้นหนึ่งให้พ่ายแพ้ได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดา!
"น้องชาย นิกายมารมาทำธุระ หวังว่าเ้าจะให้เกียรติแล้วถอยออกไปดี ๆ" เสียงของผู้าุโนิกายมารดังมาจากที่ไม่ไกล
"ถ้าข้าไม่ให้ล่ะ?" ฉินเทียนกล่าวอย่างเรียบเฉย
สีหน้าของผู้าุโนิกายมารเปลี่ยนไปมา สุดท้ายก็คำรามด้วยความโกรธ "ถ้าไม่ให้ก็จงไปตายเสียเถอะ!"
พูดจบ ร่างทั้งร่างก็กลายเป็หมอกสีดำพุ่งเข้าจู่โจมฉินเทียน
กรงเล็บจู่หลง!
ตูม!
ฉินเทียนไม่ได้แปลงกายเป็ั แต่ฟาดฝ่ามือออกไปโดยตรง ส่งผลให้ร่างผู้าุโนิกายมารกระเด็นลอยขึ้นไปบนอากาศ
จู่หลงทะยานฟ้า!
หมัดสีทองพุ่งทะยานจากล่างขึ้นบน ซัดผู้าุโนิกายมารที่อยู่กลางอากาศจนตายคาที่
ทันใดนั้น ทุกคนต่างมองฉินเทียนด้วยความตกตะลึง อายุยังน้อยแต่กลับเก่งกาจถึงเพียงนี้? คงจะเป็ผู้าุโที่ใช้วิชาคงความอ่อนเยาว์กระมัง!
หลังจากผู้าุโนิกายมารตายลง เหล่าสมุนมารก็ไร้ซึ่งผู้นำ จึงพากันแยกย้ายหนีตายไปคนละทิศละทาง
ิอีเหลียนเห็นว่าวิกฤตผ่านพ้นไปแล้ว จึงกล่าวกับฉินเทียนด้วยความซาบซึ้ง
"ขอบคุณคุณชายที่ช่วยชีวิต ท่านสามารถกลับไปยังวังหลวงกับข้าได้ เสด็จพ่อของข้าจะต้องตอบแทนท่านอย่างดีแน่นอน"
"ข้าไม่มีเวลา" ฉินเทียนส่ายหัวแล้วหันหลังเดินจากไปทันที เพราะในขณะนั้นเขาได้รับภารกิจจากระบบ
[ช่วยชีวิตองค์หญิงแห่งชิงชิว องค์หญิงกำลังถูกไล่ล่าทีู่เาเหลี่ยงเจี้ย การทำสัญญานายบ่าวกับนางถือเป็การทำภารกิจสำเร็จ]
การที่ระบบมอบภารกิจให้นั้นเป็เื่ที่แปลกมาก ดังนั้นเขาจึงเตรียมตัวจะไปดู
...
อีกด้านหนึ่ง
พวกของอันเมี่ยวหลิงเข้าสู่ดินแดนลับเซียวเหยาได้สำเร็จ
"ดินแดนลับจะเปิดทุก ๆ ยี่สิบปี ได้ยินว่าทุกครั้งที่เปิดจะมีอัจฉริยะจากสำนักต่าง ๆ ตายเป็จำนวนมาก ดังนั้นทุกคนโปรดระวังตัวด้วย" เยี่ยนชิงซือในฐานะศิษย์พี่ใหญ่เอ่ยเตือน
"จะกลัวอะไร มีศิษย์น้องอันอยู่ด้วยนี่นา" เซวียนเหลยหัวเราะ
ั้แ่อันเมี่ยวหลิงเอาชนะไป๋เส้าหัวและกู้หน้าคืนให้สำนัก เขาก็เริ่มเลื่อมใสในตัวอันเมี่ยวหลิงอย่างมาก
"ระวังไว้ก่อนย่อมไม่เสียหาย" อันเมี่ยวหลิงกล่าวประโยคหนึ่งก่อนจะเริ่มสำรวจดินแดนลับ
ลึกเข้าไปในดินแดนลับ ภายในวังเทียนหมัว
เหลิ่งหยากำลังนำกลุ่มคนชุดคลุมสีดำของนิกายมาร พูดคุยกับร่างิญญาตนหนึ่งด้วยความเคารพ
"ท่านประมุข ผู้ที่เข้ามาในดินแดนลับครั้งนี้ มีผู้หนึ่งที่ปลุกสายเืเฟิ่งหวงน้ำแข็งาได้สำเร็จขอรับ"
"หืม? จริงหรือ?"
"ขอรับ ก่อนหน้านี้ข้าได้พบกับนางในฐานะผู้าุโใหญ่แห่งสำนักเผิงไหล นอกจากนี้ นางยังบรรลุเจตจำนงแห่งกระบี่ขั้นสมบูรณ์อีกด้วย"
“ฮ่าฮ่าฮ่า! หลายปีมานี้ ในที่สุดก็มีร่างกายที่เหมาะสมกับข้าเสียที เ้าจงหาวิธีล่อให้นางมาที่นี่" ร่างิญญาที่พูดอยู่นี้คือมู่อี่หาน ประมุขแห่งวังเทียนหมัวในจงโจว
ในอดีต วังเทียนหมัวเคยเป็สำนักแนวหน้าในจงโจว ต่อมาเพราะล่วงเกินจักรพรรดินีผู้ไร้ใจ ทำให้ระดับสูงถูกสังหารไปมากมาย
จักรพรรดินีผู้ไร้ใจผู้นั้น ก็คืออันเมี่ยวหลิงก่อนที่จะกลับชาติมาเกิดใหม่นั่นเอง
หลังจากนั้นวังเทียนหมัวก็ถูกขุมกำลังศัตรูฉวยโอกาสบุกโจมตีจนเกือบจะถูกล้างสำนัก ในการศึกครั้งนั้น ร่างกายของนางถูกทำลาย เหลือเพียงดวงิญญาที่หลบหนีออกมาได้
ต่อมานางได้นำกลุ่มผู้รอดชีวิตหนีมายังตงโจว และสุดท้ายก็ซ่อนตัวอยู่ในดินแดนลับแห่งนี้
เนื่องจากดินแดนลับนี้มีข้อจำกัด ผู้ที่อยู่เหนือระดับนิพพานไม่สามารถเข้ามาได้ แม้จะใช้วิธีพิเศษเข้ามาได้ ก็จะถูกขับออกไป
แต่ในฐานะร่างิญญา นางกลับไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ ส่วนลูกน้องที่เหลือของนาง ได้ก่อตั้งนิกายมารขึ้นมาเพื่อเริ่มพัฒนาขุมกำลัง
แน่นอนว่ายังมีผู้แข็งแกร่งอย่างเหลิ่งหยา ที่แฝงตัวเข้าไปอยู่ในสำนักหรือขุมกำลังอื่น ๆ ด้วย
เหลิ่งหยาตอบว่า "ข้าได้ปล่อยแผนที่ขุมทรัพย์ออกไปแล้ว นางน่าจะมาขอรับ หากไม่ได้ผล ต่อให้ต้องจ่ายราคาแพงเพื่อปลดผนึกพลัง ข้าก็จะลากตัวนางมาให้ได้"
มู่อี่หานพยักหน้าด้วยความพอใจ "หลายปีมานี้ ลำบากเ้าแล้วที่ช่วยล่อเหล่านักบำเพ็ญอัจฉริยะมาให้ข้ากลืนกิน มิเช่นนั้นร่างิญญาของข้าคงไม่มั่นคงไปนานแล้ว
เมื่อข้าได้ร่างกายคืนมา ข้าจะรวมตงโจวให้เป็หนึ่งเดียว ถึงตอนนั้นเ้าจะได้รับรางวัลอย่างงามแน่นอน"
เหลิ่งหยาดีใจอย่างยิ่ง "ขอบคุณท่านประมุขที่ไว้วางใจ เช่นนั้นข้าขอตัวออกไปดูสถานการณ์ก่อนขอรับ"
....
พวกของอันเมี่ยวหลิงเดินทางมาถึงป่าทึบแห่งหนึ่ง ต้นไม้ในป่ามีขนาดมหึมา ทำให้ทัศนวิสัยย่ำแย่มาก
ระหว่างทาง พวกนางเก็บสมุนไพริญญาพันปีมาได้ไม่น้อย โดยพื้นฐานแล้วทุกคนต่างได้รับของล้ำค่า
แต่ความสุขนั้นสั้นนัก ทันใดนั้นในป่าทึบก็เกิดหมอกขึ้น จากนั้นฝูงสัตว์อสูรก็พุ่งออกมา ในจำนวนนั้นมีหลายตัวที่อยู่ในระดับนิพพาน อันเมี่ยวหลิงไล่ตามสัตว์อสูรระดับนิพพานขั้นสามตัวหนึ่งเพื่อสังหารมัน
เมื่อนางฟันสัตว์อสูรตายลง กลับพบว่าตนเองพลัดหลงกับพวกของเยี่ยนชิงซือเสียแล้ว
ในตอนนั้นเอง นางสังเกตเห็นว่าภายในร่างของสัตว์อสูรมีบางอย่างกำลังส่องแสงอยู่