วิชาโอสถและการฝึกฝน
คืนวันผ่านไปในเรือนลับท่ามกลางขุนเขา หลี่ิเริ่มต้นชีวิตใหม่ใต้การชี้แนะของท่านยายหลัน การฝึกฝนวิชาโอสถและวรยุทธ์ดำเนินไปอย่างเข้มข้นแต่สงบงาม ในรุ่งอรุณยามหมอกบางลอยอ้อยอิ่งเหนือยอดไม้ เขาจะตื่นขึ้นมาฝึกฝนร่างกายและลมปราณตามที่ท่านยายชี้แนะ ท่วงท่ากระบี่และมวยจีนถูกถ่ายทอดให้เขาทีละกระบวน หมัดของเขาฟาดออกไปในอากาศประหนึ่งกำลังวาดพู่กันเป็ตัวอักษร ศึกษาความสมดุลของหยินหยางในทุกการเคลื่อนไหว
“กำลังภายในต้องหลอมรวมกับจิตใจที่สงบ” ท่านยายหลันเตือนสติขณะเฝ้าดูหลานชายร่ายรำกระบวนท่าใต้ร่มสน “หากใจร้อนดั่งเพลิง ลมปราณก็จะแปรปรวน ยามรักษาคนไข้หรือยามต่อสู้ เ้าจำต้องควบคุมใจให้เยือกเย็นดุจน้ำ” คำสอนของนางลึกซึ้ง หลี่ิรับฟังแล้วพยายามซึมซับให้ขึ้นใจ แม้เหงื่อจะชุ่มร่างจากการฝึก แต่เขาก็รู้สึกถึงพลังสงบนิ่งที่เริ่มก่อตัวภายใน
ครั้นถึงยามสาย เขากับท่านยายจะเข้าป่าไปเก็บสมุนไพรด้วยกัน ป่าูเาอุดมไปด้วยพฤกษานานาพันธุ์ บ้างเป็สมุนไพรหายากที่ใช้รักษาโรค บ้างเป็พืชมีพิษที่อันตรายถึงชีวิต ยามเดินไปใต้ร่มไม้รกครึ้ม หญิงชราจะชี้ให้หลานชายดูต้นไม้ใบหญ้าต่างๆ พร้อมบอกสรรพคุณ “ดูใบของมันสิ สีเขียวเข้มเป็มันเช่นนี้ นี่คือต้นป๋วยกั๊ก ใช้เมล็ดปรุงยาบำรุงกำลังได้” นางเด็ดใบไม้ส่งให้หลี่ิ “ลองขยี้ดมกลิ่นดู เ้าจะได้จำมันแม่นยำ”
หลี่ิทำตามก็ได้กลิ่นหอมฉุนเย็นๆ ของสมุนไพร เขาจดจำทั้งกลิ่นและรูปทรงใบไว้ขึ้นใจ จากนั้นท่านยายหลันก็ชี้ไปยังดอกไม้สีแดงสดใกล้ๆ กัน “นั่นคือปิ่นแดงพิษ หากเผลอกินเข้าไปแม้เพียงกลีบเดียว เืในกายจะร้อนระอุจนิญญาดับสิ้น จำไว้ให้ดี รูปลักษณ์มันสวยงามล่อตา แต่กลับแฝงยาพิษไว้เต็มกลีบ” หลี่ิพินิจดูดอกไม้นั้นพลางพยักหน้ารับ ด้วยจิตใจที่ตระหนักถึงความละเอียดอ่อนของสรรพสิ่งในธรรมชาติ
เมื่อเก็บเกี่ยวสมุนไพรและตัวอย่างพืชต่างๆ ได้มากพอ ทั้งสองก็กลับมายังกระท่อม ในยามบ่ายคล้อยใต้เงาไม้เย็นสบาย หลี่ิจะฝึกปรุงยาและพิษตามตำรับที่ท่านยายหลันถ่ายทอดให้ นางวางหม้อดินใบย่อมบนเตาถ่าน เปลวไฟลุกพราว แสงแดดอ่อนลอดผ่านหน้าต่างส่องต้องควันบางๆ จากหม้อยาต้มสมุนไพร กลิ่นหอมและฉุนของรากไม้เปลือกไม้หลายชนิดคลุ้งทั่วห้อง
หลี่ิค่อยๆ ใส่สมุนไพรตามลำดับที่ร่ำเรียน ลงในหม้อน้ำเดือดพล่าน “จำไว้นะหลานรัก ปริมาณและจังหวะการใส่สมุนไพรแต่ละชนิดสำคัญยิ่ง ไม่ต่างอะไรกับจังหวะก้าวย่างในเพลงหมัดของเ้า” เสียงท่านยายหลันเอ่ยขณะจับเวลาต้มยา “หากใส่มากไปหรือน้อยไป ยาที่ได้ก็อาจไม่ขลัง หรือกลายเป็พิษทำร้ายผู้ป่วยเสียเอง”
เด็กหนุ่มตั้งใจทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด เขาคนน้ำซุปยาเบาๆ ตามเข็มนาฬิกาเพื่อสกัดตัวยา พลางใช้ประสาทััทั้งหมดจับกลิ่นและสีของน้ำยา เมื่อครบกำหนดเวลา เขาจึงยกหม้อลง กรองเอาแต่น้ำยาใส่ถ้วยไว้ สีของน้ำยาเป็สีเขียวเข้มข้นส่งกลิ่นฉุน ท่านยายหลันหยิบช้อนดินเผาตักขึ้นเป่าให้เย็นเล็กน้อยก่อนส่งให้หลี่ิ “ลองชิมดู” นางกล่าว
หลี่ิลังเลเล็กน้อยแต่ก็ตัดสินใจรับมาชิม รสขมจัดแล่นปราดไปทั่วลิ้นจนเขาต้องนิ่วหน้า หญิงชราหัวเราะเบาๆ “มิใช่ให้เ้าชิมเพื่อดื่มด่ำรสชาติ แต่เพื่อให้รู้ถึงสรรพคุณและความแรงของยา” นางอธิบาย “ยาต้มชุดนี้คือยาบำรุงกำลังและรักษาาแภายใน เ้าเองก็อ่อนล้าจากการฝึก ลองดื่มสักถ้วยเถิด”
หลี่ิพยักหน้า เชื่อฟังยกถ้วยยาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด แม้รสชาติขื่นฝาดจะติดปลายลิ้น หากไม่นานนักเขาก็รู้สึกถึงความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วกาย ราวกับโลหิตที่ไหลเวียนขับเคลื่อนด้วยพลังที่เข้มแข็งกว่าเดิม
นอกจากการปรุงยาแล้ว ท่านยายหลันยังสอนวิธีการปรุงพิษและยาแก้พิษให้หลี่ิด้วย นางมอบภาชนะดินเผาเล็กๆ ใบหนึ่งให้เขา ในนั้นบรรจุผงสมุนไพรสองสามชนิดปนกัน “นี่คือพิษอำพรางนภา พิษชนิดนี้ไม่มีสีไม่มีกลิ่น หากละลายในน้ำจะแลดูเป็เพียงน้ำใสสะอาด แต่เมื่อผู้ใดดื่มเข้าไป อีกหนึ่งชั่วยามต่อมาจะเกิดอาการอ่อนแรงและหมดสติ” นางกล่าว พลางส่งขวดแก้วอีกใบหนึ่งให้ “ส่วนในขวดนี้คือยาแก้พิษของมัน ทำจากรากหญ้าหยกเขียวและดีงู”
หลี่ิรับมาอย่างระมัดระวัง ใจเต้นระทึกที่ได้เห็นพิษจริงๆ ครั้งแรกในชีวิต “ให้ข้าลองทำสิ่งใดหรือขอรับ?” เขาถาม
หญิงชรายิ้มบางๆ “ภารกิจของเ้าคือแยกผงสมุนไพรในถ้วยนี้ออกมาให้ได้ว่าอะไรเป็อะไร และปรุงยาถอนพิษขึ้นมา โดยใช้ขวดน้ำยานี้เป็ตัวทดสอบ” นางวางขวดน้ำที่ผสมพิษอำพรางนภาเจือจางแล้วลงบนโต๊ะ “ถ้ายาถอนพิษของเ้าสำเร็จ น้ำยาในขวดนี้ก็จะเปลี่ยนสีหรือเกิดตะกอนให้เห็น แต่ถ้าล้มเหลว มันจะไม่มีปฏิกิริยาใดๆ”
หลี่ิเบิกตากว้างกับการทดสอบ เขาระบายลมหายใจช้าๆ ตั้งสติให้มั่น ดวงตาจดจ้องผงสมุนไพรตรงหน้าอย่างจริงจัง จากความรู้ที่ร่ำเรียนมาใน่หลายวัน เขาพอจะแยกแยะลักษณะผงของพืชบางชนิดได้ “ผงสีเหลืองอ่อนนี้น่าจะเป็รากหญ้าหยกเขียวบดแห้ง ส่วนผงสีขาวนี่…กลิ่นออกหวานนิดๆ คงเป็ดอกซ่อนกลิ่นพิษ” เขาพึมพำกับตนเอง ขณะที่มือค่อยๆ แยกผงออกเป็กองเล็กๆ ตามชนิด จากนั้นจึงเริ่มปรุงยาถอนพิษโดยใช้รากหญ้าหยกเขียว น้ำคั้นใบชา และน้ำดีงูผสมกันในชามดิน ใจเขาเต้นระทึกแต่มั่นคงจดจ่อกับทุกขั้นตอน
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาหยดยาถอนพิษที่ปรุงได้ลงในขวดทดสอบ สองตาจับจ้องผลลัพธ์เบื้องหน้า อย่างช้าๆ น้ำในขวดซึ่งใสราวน้ำเปล่านั้นเริ่มเปลี่ยนเป็สีขุ่น ก่อนจะตกตะกอนเป็ผงสีดำจมลงก้นขวด
“สำเร็จแล้ว!” หลี่ิอุทานออกมาอย่างตื่นเต้น ท่านยายหลันยิ้มกว้างด้วยความภูมิใจ “ดีมากหลานข้า เ้าเรียนรู้ได้ไวจริงๆ” นางกล่าวชื่นชมพร้อมลูบศีรษะเขาเบาๆ “จงจำไว้ การปรุงโอสถหรือพิษก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือสติและความรู้แจ้งในธรรมชาติของมัน เมื่อเข้าใจแก่นแท้ของสมุนไพรทุกชนิด เ้าก็จะควบคุมพิษและยาได้ดั่งใจปรารถนา”
ในยามค่ำคืน หลี่ิมักจะใช้เวลาอ่านตำราเก่าๆ ที่ท่านยายหลันสะสมไว้ แม้จะยังมิใช่ตำรายาหยกปัญญาโดยตรง แต่ก็มากด้วยความรู้พื้นฐานด้านการแพทย์แผนจีนโบราณ เช่น การปรับสมดุลหยินหยางในร่างกาย การใช้เข็มเงินลงจุดชีพจรเพื่อรักษาโรค และปรัชญาการเป็ผู้รักษาที่ดี “หน้าที่ของผู้มีวิชาโอสถ คือการเยียวยาชีวิต ไม่ใช่พรากชีวิต แต่บางคราวการใช้พิษเพื่อหยุดยั้งคนชั่วก็เป็ความจำเป็” ข้อความหนึ่งในตำราเน้นย้ำให้เขาเข้าใจถึงความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง
ใต้แสงจันทร์นวลที่ส่องผ่านหน้าต่างเล็กๆ ของห้องลับ หลี่ิวางตำราลงแล้วหลับตาครุ่นคิดตามลำพัง เขาตระหนักว่าความรู้และพลังที่ตนกำลังฝึกฝนนั้นไม่ใช่เพื่อแก้แค้นอย่างเดียว หากแต่เพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์มิให้ต้องทนทุกข์จากพิษภัยใดๆ อีก เปลวเทียนในห้องลับริบหรี่ใกล้ดับลง แต่เปลวไฟแห่งปณิธานในใจเด็กหนุ่มกลับโชติ่ขึ้นทุกขณะ
ศัตรูในเงามืด
ในขณะเดียวกัน ที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งห่างออกไปไม่ไกลจากหุบเขา เงาร่างสองสามสายเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางความมืดของตรอกซอกซอย ชายฉกรรจ์ในชุดดำกลืนไปกับรัตติกาล กำลังสืบข่าวอย่างเงียบเชียบ “มีใครพบเห็นเด็กหนุ่มแปลกหน้าผู้ใดผ่านมาบ้างหรือไม่่นี้?” หนึ่งในนั้นถามชาวบ้านด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบพลางยื่นเหรียญทองเป็สินน้ำใจ
ชาวบ้านส่ายศีรษะด้วยความหวาดกลัวเมื่อเห็นสายตาดุดันของชายชุดดำผู้นั้น พวกเขาไม่ได้เบาะแสอะไร คนแปลกหน้าที่หลบหนีมาก็หายเงียบไปนานแล้ว
“ไร้ร่องรอยโดยสิ้นเชิง” ชายชุดดำอีกคนกระซิบกับสหาย “หรือว่าเด็กนั่นจะตายไปพร้อมแม่ของมันแล้ว?”
“อย่าได้ประมาทไป” ชายคนแรกกัดฟันตอบ “จอมมารเมฆทมิฬสั่งให้เราหาตัวมันให้พบ ไม่ว่าจะเป็หรือตาย เขา้ามั่นใจว่าไม่มีใครเหลือที่จะรู้ที่ซ่อนของตำรา” แววตาของมันฉายแววพรั่นพรึงเมื่อเอ่ยถึงนายเหนือหัว
คนทั้งกลุ่มพยักหน้ารับคำ ก่อนจะแยกย้ายกันออกไปสืบหาร่องรอยต่ออย่างเงียบเชียบ พวกมันบางคนมุ่งหน้าไปตามเส้นทางูเาที่นำสู่หุบเขาลึกลับซึ่งเคยเป็ที่ตั้งของตระกูลหลี่ บ้างแฝงตัวในคราบพ่อค้าเร่เพื่อลอบถามข่าวจากชาวบ้านโดยไม่ให้ผิดสังเกต
ยามราตรีที่เรือนลับในหุบเขา หลี่ิหาได้ล่วงรู้ไม่ว่าในความมืดมิดเบื้องนอกนั้น ศัตรูกำลังตามล่าตัวเขาอย่างเงียบๆ แววตาอำมหิตของเหล่ามัจจุราชในเงามืดเพ่งเล็งไปยังูเาที่เขาพำนักอยู่ หากแต่บัดนี้ยังไม่มีผู้ใดพบร่องรอยของเขาเลย
ในความเงียบสงัดของค่ำคืน เด็กหนุ่มยังคงมุ่งมั่นฝึกฝนวิชาด้วยใจที่แน่วแน่ โดยไม่รู้เลยว่าพายุแห่งภัยอันตรายกำลังก่อตัวขึ้นทีละน้อยที่ปลายขอบฟ้า…