บทที่หนึ่ง เด็กวัด
อาทิตย์ สาดแสงสีทองมุมขอบฟ้า เป็สัญญาณวันใหม่มาเยือน ยามนั้นพอมองเป็เงาเจดีย์ลางเลือนเป็เงาตะคุ่มท่ามกลางเงาไม้แน่นขนัด วัดป่าชายเขายามเช้าแม้สงัดเงียบ แต่ในความเงียบนั้นมีความเคลื่อนไหวให้ปรากฏ
กุฏิหลังน้อยผุดแสงไฟจากตะเกียง ที่แท้ยามนั้นพระสงฆ์ได้ถึงเวลาบิณฑบาตรยามเช้าแล้ว
ชั่วครู่ใหญ่จากเงาตะคุ่มหลายตำแหน่งมารวมตัวกัน ณ ศาลาอุโบสถ ภิกษุสงฆ์เริ่มตั้งแถวแนว เหล่าศิษย์วัดต่างพร้อมหน้ารอเดินตามรับใช้
วัดป่าแห่งนี้นามว่าวัดป่าพุทธะปัญญาตั้งอยู่ชายเขาเลยเขตเมือง หัวเมืองตะวันตกอาณาจักรน่านเ้า แทบติดกับเขตแดน ผู้คนพูดสามสี่ภาษาทั้งภาษาฮั่น ภาษาไตแบบอย่างชาวสยาม ภาษาบาลี จนถึงภาษากูลูกูลีอย่างชาวเขาแต่ละเผ่าล้วนแต่มีภาษาพูดเป็ของตน
หมู่บ้านต่างๆตั้งกระจัดกระจายตามเชิงเขาและชายป่า แล้วแต่ว่าที่แห่งไหนมีแหล่งน้ำและแหล่งอาหาร การดำรงชีวิตของชาวบ้านนั้นไม่ได้มีสิ่งประดับประดาใดๆ สถานที่อันเป็ที่บันเทิงเริงใจ มีเพียงร้านอาหารท้องถิ่น ที่ผู้คนแวะเวียนไปใช้บริการบางตา
ชนส่วนใหญ่ยังนับถือผีปู่ผีย่า อันเป็สํญลักษณ์ของการเคารพบรรพบุรุษ แต่ขณะเดียวกันก็รับศาสนาพุทธเข้ามาเป็สรณะ ดังนั้นแม้ไม่นับว่าสถานะการดำรงคงอยู่ของวัดจะสะดวกดายอย่างใด แต่ก็มิได้นับว่าแร้นแค้นขาดแคลนเพียงทว่าแต่ละวันพระสงฆ์ต้องออกบิณฑบาตเป็ระยะทางอันไกล
ด้านหน้าสุดของแถวนั้น เ้าอาวาสหลวงพ่อฟู เป็พระผู้นำขบวนท่านเป็พระสูงวัยอายุไม่ต่ำกว่าหกสิบปี แต่อายุจริงเท่าใดนั้นไม่มีผู้ใดรู้ชัด ชาวบ้านร้านตลาดเรียกขานเป็หลวงพ่อใหญ่ฟู ท่านเป็พระรูปแรกที่ก่อตั้งวัดในแถบนี้ เมื่อสามสิบปีที่แล้วนับแต่สมัยที่ชาวไตยังมิรวมกันได้เป็ปึกแผ่นจวบจนบัดนี้ที่แปรเป็อาณาจักรน่านเ้าในรัชสมัยพระเ้าโก๊ะล่อฝง ด้านข้างของท่านยืนไว้ด้วยเด็กชายผอมสูงดูเก้งก้างอายุสิบสี่สิบห้าปีผิวค่อนข้างคล้ำผิดจากเด็กวัดอื่นอยู่บ้าง แถบถิ่นนี้แม้ผู้คนไม่ขาวผ่องเหมือนคนเมือง ทว่ายังไม่คล้ำเท่าเด็กน้อยนี้
ท่านเ้าอาวาสเหลือบมองดูทั้งหมดเห็นมากันครบถ้วน จึงเริ่มออกเดิน
ขบวนทั้งหมดประกอบด้วยพระภิกษุสงฆ์เจ็ดรูป เดินไล่เรียงตามพรรษา มิได้จัดสรรตามอายุจริง
ถัดจากท่านเ้าอาวาสเป็พระวัยกลางคนอายุสี่สิบปีพระผวน ตามติดด้วยพระสูงวัยอายุห้าสิบปีใครๆเรียกขานเป็หลวงพ่อเขื่อง
ลำดับเป็ดังนี้เพราะท่านผวนบวชเรียนแต่เล็กแต่น้อยจึงมีพรรษามากกว่าหลายปี
ถัดไปเป็พระแปลก อายุสิบห้าพรรษาอยู่ในวัยไล่เลี่ยกันกับพระผวน ว่ากันว่าท่านเมื่อยังเยาว์เป็เพื่อนรักกันมาก่อน
ลำดับถัดมาพระทองคำ พระขวัญ และพระเกิน ตามลำดับ สามท่านนี้บวชเรียนเมื่อพรรษาที่แล้วล้วนแล้วแต่เป็ผู้คนจากต่างถิ่นมาแต่ก่อน
ถัดมาเป็กลุ่มเด็กวัด ซึ่งบ้างเป็ลูกหลานชุมชนใกล้เคียง หวังจะได้ให้ร่ำเรียนหนังสือตัวขอมคำบาลีเพื่ออนาคตภายหน้า บ้างเป็เด็กไร้ญาติขาดที่พึ่งเช่น ขอน ลูกนายบ้านเขิงบ้านป่าโปง หมู่บ้านที่ใกล้ที่สุด ซึ่งล่วงลับไปแล้ว มีร่างใหญ่โตเกินเด็กสิบห้าทั่วไป ทำตัวเป็หัวโจกอยู่ภายในวัด
ที่เหลือ ได้แก่ แบน ขาว บาน ไผ่ เหล่านี้ล้วนเป็เด็กอายุ สิบสาม สิบสอง ไล่เลี่ยกัน ชื่อมาจากลักษณะประจำกาย เว้นเสียแต่ไผ่ ซึ่งถูกใส่ตะกร้าไผ่สานหยาบวางไว้หน้ากุฏิเ้าอาวาสแต่ยังเป็ทารก จึงได้ชื่อว่าไผ่นับแต่นั้น
ทั้งหมดอยู่ในความสงบเงียบ เนื่องจากท่านเ้าอาวาสหลวงพ่อฟูเป็ผู้กำหนดระเบียบ และเหล่าเด็กวัดต้องดำเนินอย่างเคร่งครัดไม่เช่นนั้นจะต้องถูกทำโทษให้หาบน้ำคนเดียวเป็ระยะทางหลายยี่สิบเส้น(ประมาณครึ่งกิโลเมตรเศษ) จนเพียงพอต่อการใช้สอยแก่ผู้คนในวัดทั้งหมด ต่างเดินตามขบวนหลวงพ่อไปอย่างเงียบๆ
เส้นทางเดินสองข้างเป็ป่าหนาแน่นขนัด
เมื่อหลายสิบปีก่อนยังยากเห็นทางเดิน ั้แ่หลวงพ่อมาจำพรรษาที่นี่ ทั้งเริ่มต้นถากถางทางด้วยตนเอง จนมีพระเณรเริ่มมาบวชเรียนก็นำขบวนมาปรับปรุงอยู่เป็นิจ ชาวบ้านได้รับอานิสงส์นี้กันถ้วนหน้าเกิดเป็ทางสัญจร
ท่านเ้าอาวาสหลวงพ่อฟูเดินนำหน้า ท่านมือเท้ายาวใหญ่ ดูสูงสง่าน่าเกรงขาม ทว่าลักษณะท่าทางเปี่ยมด้วยเมตตา ริมฝีปากเรียวบาง ตากว้างเรียว บางครั้งแลดูเหมือนหรี่อยู่บ้างแต่ทว่าเนื่องจากดวงตาท่านแคบยาว ท่านไม่เคยดุด่าว่ากล่าวผู้ใด แต่ครั้นเอ่ยปากผู้คนก็เพียงแต่ปฏิบัติตามเท่านั้น แม้ไม่ปฏิบัติตามท่านก็ไม่กระไร แต่ผู้นั้นสุดท้ายก็ไม่อาจปฏิเสธว่าสมควรปฏิบัติท่าน ยังกระทำตามการนั้นแต่โดยดี
เด็กผอมดำนั้น ผมเผ้าแม้ยาวแต่รวบมัดไว้ด้านหลังเรียบร้อย บัดเดี๋ยวเดินตาม บัดเดี๋ยวนำหน้า เพื่อไปกำจัดสิ่งกีดขวางเป็ระยะ บางครั้งเป็กิ่งไม้ บางครั้งก็เป็รากไทรระย้าย้อย เพื่อให้ขบวนพระดำเนินไปด้วยอาการสงบสำรวมได้อย่างเรียบร้อย เหล่าพระสงฆ์ให้รู้สึกเอ็นดูนัก
แต่นั่นก็กลับทำให้ ขอน หัวโจกเกิดอาการไม่พึงพอใจนัก เห็นว่าเป็เื่เอาหน้าเอาตา ครั้นจะให้ปฏิบัติตามก็กระไรอยู่ เดี๋ยวจะกลับกลายเป็ให้รู้สึกว่าชิงดีขึ้นมา รู้สึกว่าจะเสียหน้าในฐานะที่เป็หัวหน้าในหมู่เด็กวัด
เด็กผอมดำนั้น วิ่งนำหน้าอยู่สองสามคราในวันนี้ จนผู้คนบางนี้ถือเป็สัญลักษณ์ว่า ขบวนบิณฑบาตรกำลังมาถึง จวบจนผ่านไปสองโยชน์ ขบวนพระสงฆ์พากันประหลาดใจ เมื่อเห็นเด็กผอมดำหยุดยืนเหนือเนินห่างออกไป ไม่ไหวติง พากันเร่งฝีเท้า ภาพที่เห็นทำเอาเด็กวัดทุกคนหัวใจเย็นเฉียบไปตามกัน
เด็กผอมดำนั้นยืนนิ่งไม่ไหวติง มองตรงไปยังข้างหน้า เบื้องหน้าเด็กผอมดำนั้น เป็งูขนาดั์ขนาดลำตัวใหญ่กว่าท่อนขาผู้คน จะว่าไปลำตัวของมันมีขนาดเกือบเท่ากับลำตัวของเด็กผอมดำเสียด้วยซ้ำ
ลำตัวของมันน่าจะยาวยิ่งนัก ส่วนลำตัวของมันหายเข้าไปในพงป่าด้านขวาดูคล้ายกับมันกำลังเลื้อยออกจากแนวรกชัฏและกำลังจะข้ามไปในแนวป่าอีกฝั่งหนึ่ง แต่กลับถูกขัดจังหวะโดยเด็กผอมดำที่วิ่งล่วงหน้าทุกคนมาก่อน
ในตอนนี้มันกำลังยกหัวอันใหญ่โตขึ้นสูงเลยศีรษะของเด็กผอมดำอยุ่หลาย่ บนศีรษะอันใหญ่โตนั้นมีหงอนสีแดงเพลิงเป็พวงประกายตั้งอยู่ สีสันบนลำตัวเขียวเหลื่อมประกายเหลืองเรื่อออกมา มีลักษณะอันน่าดูและน่าหวาดกลัวอยู่พร้อมกัน เหล่าพระลูกวัดต่างพากันอุทานออกมาเบาๆ พระทองคำเปล่งเสียงออกมาดังๆ ด้วยความเป็ห่วง
“หลงน้อย ถอยออกมา” พระทองคำตวาดแล้วขยับจะปราดออกไป แต่ชะงักค้างเอาไว้
เบื้องหน้าท่านเ้าอาวาสฟูก้าวเท้าขวางไปข้างหน้าไว้ก่อน ยกมือปรามทุกคนทุกรูปให้อยู่ในความสงบไว้
ขอน หัวโจก นั้นแต่เดิมอยู่ในแถวด้านหลัง มันไม่ใคร่ชื่นชอบกิจกรรมบิณฑบาตยามเช้านัก ทุกคราจะอยู่ในลำดับที่สองที่สามจากท้ายแถว บางครั้งก็แอบขัดขาเด็กวัดคนอื่นๆจากด้านหลังด้วยความสนุกสนานที่ได้กลั่นแกล้งผู้คน ในตอนนี้สาวเท้ารุดขึ้นมาด้านหน้าหลายคนห่างไปทางขวาท่านเ้าอาวาสสามสี่ก้าว
มันมองเหตุการณ์ด้วยใจระทึก ขอนมีความรู้เื่ลักษณะและเผ่าพันธุ์ของงูมันเพ่งมองงูั์ที่ขนาดใหญ่กว่างูเหลือมที่ใหญ่ที่สุดที่มันเคยพบเห็นแต่ลักษณะของงูั์นี้มิได้อยู่ในตำราหรือคำบอกเล่าที่ใดมาก่อน
ขอน เห็นชัดตาว่า ขณะพระทองคำะโออกมา งูั์ขยับโยกหัวขึ้นคราหนึ่งแผ่แม่เบี้ยออกราวกับจะจู่โจมแต่หากหยุดยั้งเอาไว้เมื่อท่านเ้าอาวาสขยับเท้าออกไป อากัปกิริยาของมันเป็ที่น่าหวาดหวั่นจนแทบทุกผู้คนสะดุ้งออกมา ที่มีขวัญอ่อนนักเช่น แบนกับไผ่ ถึงกับแข้งขาอ่อนไปนั่งพับลงกับพื้น ที่เหลือก็พากันเกาะแขนเกาะไหล่กันด้วยความหวาดกลัว
ในความหวาดหวั่นนั้นงูั์ที่ไม่ทราบลักษณะพันธ์ุแผ่แม่เบี้ยใต้ศีรษะอันใหญ่โตของมันทั้งยังยืดลำตัวขึ้นอีก่หนึ่งทำให้รู้สึกว่าตัวมันใหญ่ขึ้นอีกสามเท่า
แม่เบี้ยสีเหลืองประกายนั้นมีลวดลายอันแปลกตา ทั้งยังคล้ายกับลวดลายนั้นยังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแช่มช้า
หากว่านี่มิใช่งูใหญ่ที่น่าหวาดหวั่นถึงเพียงนี้ ลวดลายของมันกลับยังให้ความงดงามอันยากบรรยาย ชวนให้รู้สึกน่ามองและลึกลับจนขนลุกชูชันในเวลาเดียวกัน
ขอน หัวโจกของเด็กวัด แม้นไม่รู้สึกถูกชะตากับ หลง เด็กผอมดำนั้น แต่ก็โล่งใจแทนเมื่องูั์หยุดยั้งเพียงนั้น เป็ขณะเดียวกันกับเวลาที่ท่านเ้าอาวาสขยับเท้าเดินไปข้างหน้า
พระทองคำทั้งกังวลทั้งอึดอัดที่ไม่ทราบจะทำประการใด อยากจะวิ่งเข้าไปคว้าตัวเด็กน้อยกลับมา
แต่จนใจที่ท่านเ้าอาวาสห้ามเอาไว้จึงต้องหยุดยืนอยู่
หลงเป็เด็กวัดที่ท่านเอ็นดูเป็พิเศษ ไม่ว่าท่านจะเอาสิ่งใดมักจะเรียกหาแต่ เด็กหลง อยู่ทุกครา
ท่านเ้าอาวาสย่างเท้าอย่างแช่มช้าไปด้านหน้า ขณะที่เหล่าศิษย์วัดพากันหายใจไม่ทั่วท้อง งูั์นั้น ขยับโยกตัวไปมาช้าๆ ท่านย่างเท้าไปจนกระทั่งยืนเคียงข้าง เด็กหลง
ขอน หัวโจกของเด็กวัด อยากจะเคลื่อนตัวเดินตามไปข้างหน้าเช่นกัน ไม่ว่ามันจะถูกนับเป็คนเกเรเกรกมะเหรก อย่างไรมันก็รักและนับถือท่านเ้าอาวาสยิ่งนัก แต่ก็ระวังระยะห่างเอาไว้ จนในที่สุดมายืนอยู่ในระยะเดียวกันกับพระทองคำท่านยืนหยัดอยู่
จากมุมที่เห็นนั้น ขอน รู้สึกไม่ชอบใจอะไรบางอย่าง แต่ในตอนนั้นไม่เข้าใจว่าเป็สิ่งใด
ท่านเ้าอาวาส ยกมือพนมขึ้นเสมออก แล้วมือหนึ่งยื่นไปด้านหน้า หงายฝ่ามือลง กล่าวพึมพำบางอย่าง
งูั์ทันใดหุบแม่เบี้ยที่แผ่ลง แล้วโน้มส่วนศีรษะอันใหญ่โตก้มต่ำลงมา ประหนึ่งคำนับ เป็ที่น่าอัศจรรย์ใจแก่ทุกคน จากนั้นเลื้อยอย่างแช่มช้าเข้าไปในพงป่าข้างทางด้านตรงข้ามกับที่ ขอน หัวโจกยืนดูอยู่
พระลูกวัดที่เหลือต่างสืบเท้าเข้ามาหาเด็กหลงด้วยความเป็ห่วง พระทองคำที่ยังตระหนกไม่หายตรงเข้าคว้าไหล่ ไต่ถาม เด็กหลง
“เป็ไร เ้าเป็ไรหรือไม่ คงไม่ทันถูกขบกัดกระมัง”
เด็กหลง ยิ้มจนเห็นฟันขาวตัดกับสีผิว ส่ายหน้าช้าๆ
“ดีที่หลวงพ่อช่วยขับไล่ไปก่อน ไม่เช่นนั้นหลงน้อยต้องไม่รอดชีวิตเป็แน่”
ไถ่ถามกันสักครู่หนึ่ง หลวงพ่อฟูโบกมือเพื่อให้ทั้งหมดหยุดการสนทนา จากนั้นก็เริ่มเดินต่อในอาการสำรวมดุจเดิม ในตอนนั้นมีชาวบ้านที่เดินตามมาด้านหลังอยู่ไกลสองสามคน ในภายหลังจากนั้นเื่นี้เป็ปาฏิหารย์หลวงพ่อฟูเป็ที่เล่าขานกันไปหลายสิบหมู่บ้าน
เมื่อถึง่สายขบวนบิณฑบาตกลับมายังวัด หลวงพ่อฟูสั่งให้ทุกคนไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์อะไรแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายประจำวัน
หลงรับหน้าที่เวรตักน้ำใช้ประจำวัน ห่างออกไปด้านหลังประมาณยี่สิบเส้น เป็ลำธารสายหนึ่งไหลจากภูสูงถัดไป ทั้งสะอาดทั้งเย็นเยือก หลงหาบถังเปล่าบนบ่า กึ่งวิ่งกึ่งเดินลงไปตามทางลาด นี่นับรอบที่สาม อีกเจ็ดรอบก็เพียงพอ
ผู้คนบนภูสูงไม่อาบน้ำกันบ่อยนักเนื่องจากอากาศเย็นเป็ปกติิัแห้งง่ายเพียงล้างหน้าล้างตาในยามเช้าก็เพียงพอแล้ว น้ำส่วนหนึ่งใช้เพื่อล้างทำความสะอาดภาชนะ และเช็ดถูเรือน หากเป็น้ำชำระร่างกายจะนำขึ้นไปสามสี่วันครั้งและจะต้องมีสมัครพรรคพวกอีกสองสามคนเพื่อนำน้ำขึ้นไปให้เพียงพอ พระลูกวัดเองก็จะมาช่วยตักน้ำด้วยเช่นกัน
การชำระล้างร่างกายในถิ่นหนาวเย็นนั้นก็ต้องต้มน้ำให้อุ่นในถังไม้ใหญ่มิเช่นนั้นก็ไม่อาจทานความหนาวเย็นได้ ครั้นพอจะอาบนั้นก็ต้องผลัดกันลงไปอาบตามลำดับาุโเริ่มจากพระผู้ใหญ่ไล่ไปจนถึงเด็กวัด
หลงน้อยวิ่งกึ่งเดินลงมาตามทางเป็รอบที่สี่พ้นทางเลี้ยวโค้งหน้า ลำธารสายใหญ่จวนจะปรากฏต่อหน้า ขอน ยืนอยู่ที่นั่นพร้อมกับ แบน ขาว และ บาน
หลงสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง และนั่นเป็สิ่งที่ทำให้ ขอน รู้สึกหงุดหงิดใจทุกครั้งเมื่อรู้สึกถึงความว่างเปล่าไร้ความหมายในสายตาเมื่อยามเด็กดำผู้นี้เผชิญหน้ากับมัน ไม่มีทั้งความกังวล หรือไม่มีแม้แต่ความสนใจ สำหรับ ขอน ผู้เป็ประหนึ่งพี่ใหญ่ของเด็กแถบนี้แต่เล็กน้อยเป็สิ่งที่ยากทนทาน
หลงเดินมุ่งหน้าไปเรื่อยเลี่ยงหลบขอนที่ยืนขวางอยู่พอประมาณ เพียงวูบผ่าน ขอน พลันระลึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าเมื่อยามหลงน้อยเผชิญหน้ากับงูั์ ขอนเข้าใจถ่องแท้แน่ว่าสิ่งใดรบกวนจิตใจมันมาตลอด สีหน้าของเด็กหลงนั่นเอง ปกติ เด็กหลง มักเงียบเฉยไม่มีภาวะอันยินดียินร้ายา เด็กหลงน้อยครั้งนักที่จะยิ้มหัวกับเพื่อนเด็กวัดด้วยกันให้เห็นสักครั้ง สีหน้าเฉยชาต่อทุกสิ่งเป็ปกติที่ผู้คนมักพบเห็น แต่เมื่อหลงเผชิญหน้ากับงูั์ ขอนไม่ได้ััถึงความกลัวของหลงแต่น้อย ทว่าสิ่งที่ปรากฏในสีหน้าแววตาขณะนั้นคือความแน่วแน่บางอย่าง ที่ขอนไม่เคยเห็น ซึ่งขอนไม่ชอบใจสิ่งที่เห็นยิ่งนัก
เป็ครั้งแรกที่ ขอน เห็นหลงให้ความสนอกสนใจต่อสิ่งอื่น แม้ขอนไม่ใช่งูใหญ่แต่ก็หาใช่อากาศธาตุ ถ้าหาก เด็กหลงเพียงแต่กลัวงูั์เสียหน่อย โทสะของขอนก็คงไม่บังเกิด คิดคำนึงจบ ตวาดว่า
“ไอ้หลง มึงไม่เห็นกูหรือไร” ขอนขึงขังวางก้ามตะเบ็งเสียง
หลงไม่ตอบอันใดแม้เพียงท่าทีหยุดฟังก็ไม่ปรากฏให้ยังคงเดินต่อไปริมธาร ดุจดังเสียงขอนประหนึ่งลมพัดผ่านใบหู
ความโกรธแล่นเป็ริ้วอยู่ในใจ ขอน สาวเท้าเข้าไปด้านหลัง หลง หมายจับให้มั่นตำแหน่งคอ
จะด้วยว่าทางลาดลงอยู่เรื่อยหรือโดยแรงโทสะอันไม่อาจควบคุมรั้งยั้ง ประจวบเวลาที่หลงวางหาบคอนไหล่ลง มือใหญ่หนาของขอนพลาดจากลำคอหลงไปเพียงครึ่งข้อ ร่างอันใหญ่โตเกินเด็กถลาไปข้างหน้าแบบไม่อาจรั้งอยู่ หล่นลงไปในลำธารเย็นเยียบ เสียงตูมใหญ่
แม้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด เพราะน้ำริมลำธารเพียงครึ่งหน้าแข้ง แต่สภาพอันทุลักทุเลเปียกปอนนั้นดูน่าขบขันกระทั่งพวกพ้องยังอดยิ้มทางตามิได้
ขอน สะบัดน้ำจากศีรษะ ถลึงร่างพรวดจากน้ำย่างเท้ายกไหล่ ร่างกายขยายพองด้วยโทสะ สาวเท้าสามเก้าถึงตัวขอน และอย่างรวดเร็วหมัดขวากระทุ้งเข้าที่กลางลำตัวของ หลง หนักหน่วง
เห็นร่างสูงผอมของ หลง งอตัวกลิ้งไปหลายวา ท่ามกลางเสียงหนุนส่งของพวกพ้อง เด็กแถบนี้ล้วนแต่ยกย่อง ขอน เป็ผู้นำกลุ่มเสมอด้วยร่างกายอันแข็งแรงกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน ชนิดที่ผู้ใหญ่บางคนยังไม่กล้าต่อกร ขอน เองเรียนหมัดมวยแต่เล็กกับ กอเข่อ ชาวเขาผู้เป็เ้าถิ่นฉายา เ้าเขาห้าลูก ซึ่งเรียกจากลักษณะที่ตั้งอันมีเขาเรียงติดกันห้าลูก ขอนเรียนวิชาต่อสู้กับกอเข่อทุกเจ็ดวัน กอป่า ลูกชายของ กอเข่อเป็ผู้ชักชวนให้ ขอน คารวะ กอเข่อเป็อาจารย์ เช่นนั้นการที่ หลง ถูกพลังหมัดกลิ้งไกลหลายวา หาใช่เื่ประหลาด
ขอน ตวาดซ้ำ
“ ไอ้หลง วันนี้มึงต้องได้รู้ว่าผู้ใดที่ต้องสยบ”
กล่าวแล้วสาวเท้าตามเตะที่กลางลำตัวซ้ำขณะ หลง ยังนอนตัวงอเป็อยู่ ส่งผลให้ร่างของ หลง หมุนคว้างกลางอากาศอีกคราไปสามตลบ ขอน ตามติดไปถ่มน้ำลายรด ร้องด่า
.”มีงมันไอ้ตัวประหลาด กิริยาผิดผู้คน ใช่แล้ว มึงมันลูกผีสางหรือไร ถึงได้ดูผิดผู้คน กูใคร่เห็นนักว่าบิดามึงเป็ตัวประหลาดเยี่ยงไร”
ไม่ทันสิ้นหางเสียง ร่างของ หลง ที่บิดอยู่คืนตัวโค้งขึ้น ค่อยยันกายแช่มช้าศีรษะก้มต่ำ ขอน เดิมตั้งใจตวัดเท้าเตะซ้ำพลอยชะงักงันไป เด็กหลงเงยศีรษะทีละน้อยเผยให้เห็นแววตาเกรี้ยวกราดแม้ใบหน้ายังเฉยชาดุจเดิม เห็นเด็กหลงรวบหมัดกำข้างลำตัวแล้วยกขึ้น อริยาบทเห็นชัดถนัดตาไม่รวดเร็วแม้แต่น้อย แต่ ขอน พานรู้สึกประหวั่นกับความเคลื่อนไหวลืมเลือนความตั้งใจเสียสิ้น
ท่ามกลางความเงียบของสองฝ่ายในเวลาอึดใจ เสียงคุ้นหูแทรกขึ้น
“คนวัดเดียวกัน กลับวิวาทให้เสียสามัคคี”
หลวงพ่อใหญ่ฟู ท่านเ้าอาวาสหยุดยืนอยู่บนเนินทางโค้ง เด็กวัดทั้งหมดทรุดตัวนั่งลงอย่างหวาดกลัวความผิด ที่จริงหลวงพ่อฟูปกติเปี่ยมด้วยเมตตา แต่ทว่ายังมีลักษณะที่น่าเกรงขามแก่ผู้อยู่ใต้ปกครองทั้งหมดอยู่ดี
“หลวงพ่อลงโทษเ้าทั้งคู่ นับจากนี้จนถึงแรมสิบห้าค่ำเดือนหน้า เ้าขอน และเ้าหลง จงสลับกันเป็เวรตักน้ำผ่าฟืนคนละวัน คนที่ไม่ได้ตักน้ำผ่าฟืนให้เข้าศาลาบำเพ็ญภาวนาสำนึกตน เ้าหลง เ้าตามอาตมาเข้าโบสถ์ไปสำนึกตนก่อน”
กล่าวจบหมุนตัวหายลับโค้งไป
หลง ยืนขึ้นเป็คนแรก ไม่แม้แต่จะมองหน้าคู่กรณี ก้าวเท้าเดินตามเส้นทางเดิมมุ่งหน้ากลับวัด
ครั้นเมื่อ หลง ลับตาไป แบน ขาว และบาน กระหยิ่มยิ้มย่องเดินเข้ามาหาลูกพี่ที่ยังหยุดมองตามอยู่คิ้วยังขมวดมุ่น
แบนรีบกล่าวประจบประแจง
“พี่ขอน หมัดเท้าพี่สุดยอดเลยเห็นไอ้หลงกลิ้งไปหลายวา”
ขอน กัดฟันกรอดตวาดว่า
“พวกเ้าว่ากระไร ไม่เห็นหรือว่าข้าก็โดนทำโทษด้วย พวกเ้าเงียบเสีย น้ำนี่พวกเ้าจัดการต่อให้เรียบร้อย” กล่าวจบเดินกระทืบเท้าจากไปอย่างฉุนเฉียว ทิ้งให้สามผู้ติดตามเกาหัวแกรกกราก
ขอนเดินย้อนกลับไปตามเส้นทาง พลางนึกทบทวนว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ที่ตนหาเื่ทุบตีเด็กผอมดำหลงที่เกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็ว มันเดินพลางขบคิดพลาง ให้งุนงงนัก
ขอน มั่นใจว่าทุกหมัดเท้ากระทบถูกลำตัวเด็กหลงอย่างหนักหน่วง แม้ว่ามันจะมิได้ลงมืออย่างเต็มที่ก็ตามเพราะขอนเองยามฝึกฝนฝีมือก็มีกำลังมากนักสามารถเตะต่อยโค่นต้นกล้วยในคราเดียว
ดังนั้นยามลงไม้ลงมือกับเด็กด้วยกันจึงเผิ่อผ่อนแรงลงเสมอหวังเพียงสั่งสอนหากมีใครคิดตีเสมอหรือท้าทาย แต่ถึงเพียงนั้นเมื่อสักครู่ก็หวังจะสั่งสอนให้เด็กหลงเข็ดหลาบเสียบ้างจึงลงมือโดยกำลังพอสมควญให้าเ็จุกเสียด แต่ไฉนครั้นเด็กหลงคิดหยัดยืน กลับยืนขึ้นอย่างไร้เื่ราวใดๆ ใยมิใช่น่าสงสัยนัก
อีกทั้งสายตาของฝ่ายตรงข้ามเมื่อสักครู่สะท้านขวัญิญญาตนอย่างประหลาด
เด็กหลงเดินเรื่อยตามเส้นทาง เสียงลิงค่างบ่างชะนีดังแว่วมาเป็ระยะ จวบจนระยะทางสามในสี่จะผ่านพ้นแนวป่าด้านหลังวัด ความตื่นตัวก็บังเกิดเมื่อยินเสียงขวับเขวี้ยวของวัตถุแหวกฝ่าอากาศ
หลง วาดขาซ้ายยกขึ้นแทบแนบอก ขณะคิดดีดตัวด้วยขาขวา วัตถุสีดำวิ่งผ่านตำแหน่งที่ขาซ้ายเคยวางอยู่ พลันรู้สึกตึงชาที่ขาขวาจนต้องทรุดตัวลงบนขาข้างหนึ่ง
เสียงทอดถอนใจดังผ่านเงาไม้เบื้องบนริมทางที่ หลง เพิ่งผ่านมา
“ทำได้ดี แต่ไม่ดีพอ ถ้าสิ่งของทั้งสองเป็ลูกธนูของ เวยกร่าง ธนูเสียดฟ้า เ้าก็ไร้ที่ฝัง”
เวยกร่าง ธนูเสียดฟ้า เป็หัวหน้าทหารองค์รักษ์ตำแหน่งเทียบเท่ากับแม่ทัพบัญชาการ ร่ำลือว่ามีฝีมือธนูเป็เอกอุในปฐี มีคำกล่าวว่า ไกลสองโยชน์ยังไม่เกินธนูเวยกร่าง คำยกย่องนี้แม้กล่าวเกินจริงไปบ้างแต่แสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจ
เ้าของเสียงทอดถอนใจจึงยกคำนี้เอ่ยอ้างขึ้นมาเพื่อเปรียบให้เด็กน้อยเข้าใจความสำคัญ
“อาปาน ข้าพเ้าไม่เคยสามารถรับวัตถุไร้เสียงได้สักครั้ง” หลงลูบคลำด้านหลังน่อง เงยดู อาปาน หรือ ปาน สายลมอุดร ที่นั่งห้อยขาบนกิ่งไทรใหญ่ข้างทาง
“ศัตรู คงไม่ปล่อยให้เ้าเรียนก่อน” ปานขมวดคิ้วก่อนว่า
“หาญ ที่อาบอกให้เ้าตั้งสติฟังทุกสรรพสิ่ง แม้แต่เสียงหนอนขบเคี้ยวใบไม้ สิ่งนี้ไม่ได้อยู่ในใจเ้ากระมัง”
ว่าพลาง ปานสายลมอุดร ทิ้งตัวลงจากยอดไม้ เสียงชายเสื้อปะทะลมแ่บางเท่าเพียงเสียงพัดกระพือของปีกแมลงวัน ยามสองเท้าหล่นถึงพื้นไร้สุ้มเสียง จากนั้นก้มกายเก็บวัตถุสีดำหนึ่งขาวหนึ่งดำ ที่แท้เป็เบี้ยหมากล้อมหนึ่งดำหนึ่งขาว
“สรรพสิ่งยามเคลื่อนไหวล้วนมีเสียง บางสิ่งคล้ายไร้เสียงที่จริงมีเสียงของมันเพียงแต่ผู้คนไม่สังเกต อาได้ยินเสียงเท้าของอากระทบพื้นชัดเจน ในขณะที่เ้าไม่ได้ยิน ใช่เกิดจากไร้สิ้นซึ่งเสียง”
หลง หรือ หาญ ที่แท้คือบุตรชายคนเดียวของแม่ทัพพิทักษ์ประจิม ผู้รอดชีวิตจากการตามล้างตามล่าของศัตรูจนในที่สุดได้มาอาศัยอยู่ในวัดป่าแห่งนี้มาหลายปีแล้ว มันพยักหน้ารับคำของปานสายลมอุดร แล้วเอ่ยถามต่อ
“อาปาน ท่านมาั้แ่เมื่อไร"
ปานสายลมอุดรรวบมือไขว้หลังไว้ด้วยกัน หันข้างให้กับหลงหันมามองหลงแล้วกล่าวอย่างแช่มช้า “ทันพอดีพบเห็นเด็กตัวใหญ่นั่นล้มลงไปในลำธาร”
หลงน้อยกล่าวต่อด้วยความหวั่นเกรงอยู่ในน้ำเสียง “เช่นนั้น ท่านได้ยินเื่ราวโดยตลอดแล้วกระมัง”
“ไม่ ข้าอยู่ไกล แต่เพียงพอจะมองเห็นเหตุการณ์ได้ เ้าทำให้อารู้สึกเสียใจ เื่เพียงนี้ ไม่เ็ปทางกายแม้แต่น้อย แต่เ้ากลับยินยอมเปิดเผยตัวตน เพียงเพื่อระบายโทสะ”
เด็กหลง เปลี่ยนเป็หน้าแดงด้วยความละอาย
“ข้าพเ้ายอมรับผิด แต่มันกล่าวพาดพิงถึงบิดา”
ปานสายลมอุดรโบกมือขึ้นมิให้หลงน้อยกล่าวต่อแล้วตำหนิว่า “เ้ามิต้องกล่าวแล้ว ครั้งกระโน้นโกวเจี้ยนเพื่อแก้แค้นยินยอมชิมอุจจาระของฟูไซ** ยังกล้ำกลืนกระทำ เ้ามิอดกลั้นแม้เื่เล็กน้อยเพียงนี้ จะทำการณ์ใหญ่ได้อย่างไร” หลงน้อยเคยรับฟังเื่นี้จากปานสายลมอุดรมาหลายครั้ง ครั้งนี้ยังถูกหยิบยกขึ้นมาย้ำเตือนอีกได้แต่ก้มศีรษะยอมรับ
แต่เื่ที่ทำให้ หลงน้อยจิดใจกวัดแกว่ง เป็หลวงพ่อใหญ่ฟูจึงบอกกล่าวต่อปานสายลมอุดร
“ท่านอาปาน หลวงพ่อฟูใช่มีวิชาต่อสู้หรือไม่ เมื่อสักครู่ข้าพเ้าไม่ได้ยินเสียงการมาของท่านแม้แต่น้อย”
ปาน สายลมอุดร มีสีหน้าครุ่นคิด
“ก่อนที่หลวงพ่อฟูปรากฏข้าเองไม่ได้ยินเสียง จวบจนหลวงพ่อใหญ่ฟูผ่านแนวไม้จึงรับรู้ได้ ข้าติดตามดูหลวงพ่อฟูมานานก่อนจะฝากเ้าไว้ที่นี่ ดูไปไม่พบว่าเป็ผู้มีวิชาฝีมือติดตัว แต่พระนักพรตล้วนมีตบะแก่กล้า เป็ไปได้ว่าหลวงพ่อฟูเข้าสู่ฌานขั้นใดขั้นหนึ่ง ดังนั้นพวกเราไม่ได้ยินการไปมาของท่าน เื่ทางนี้หาใช่วิชาต่อสู้ไม่ หากเป็คนทรงร่างประทับก็นับสิ่งนี้เป็เื่ลี้ลับเทพบัญชา แต่ข้าไม่เชื่อเื่พวกนี้ นักพรตที่บำเพ็ญฌานก็สามารถทำเื่อันแปลกประหลาดได้ แม้มิใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะฝึกฝนให้บังเกิด แต่ก็มิใช่สิ่งลี้ลับ ในเหล่านักสู้เองหากสามารถมีวิชาทางจิตเช่นนี้ย่อมสามารถส่งเสริมวิชาต่อสู้ แต่พูดนั้นง่ายดายอยู่ กระทำยากเย็นนัก ข้าเพียงได้ยินแต่เื่เล่าเท่านั้น” ปานสายลมอุครกล่าว
“เื่นี้พักไว้ก่อน มีคนมา เ้ารีบไปเถอะ คืนนี้พบกันอีกครา หวังว่าเ้าจะรวมจิตเป็หนึ่งพร้อมต่อการฝึกฝน”
จากนั้นคนทั้งคู่เปลี่ยนเป็ลมสองสาย หนึ่งรวดเร็ว อีกหนึ่งรวดเร็วยิ่งกว่า ทะยานจากไป ชั่วไม่กี่อึดใจเท่านั้นจึงแลเห็น เงาร่างของ ขอน เดินขึ้นเนินผ่านมา
หลวงพ่อใหญ่ฟู นั่งบนยกพื้นศาลาวัดอยู่แล้ว เมื่อ หลง เดินข้ามธรณีประตูเข้ามา ศาลาวัดหลังนี้เป็สิ่งปลูกสร้างเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพียงแห่งเดียวของวัด มองจากภายนอกไม่มีสิ่งใดที่บ่งบอกว่าเป็ศาลาวัดได้เลย เว้นแต่ตัวอักษรอัสสัมสามตัวแกะบนป้ายไม้เหนือประตูทางเข้า อ่านได้ว่า ศาลาข้ามฝั่ง มีความหมายมุ่งมั่นสู่พุทธะหลุดพ้นข้ามทะเลทุกข์
หลง ครุ่นคิดถึงเื่เมื่อสักครู่ที่สนทนากับปานสายลมอุดรเกี่ยวกับหลวงพ่อฟูที่ไร้สุ้มเสียงให้สืบสาย จากนั้นรีบสลัดลืมเลือนไป หวนคิดถึงว่านับจากเวลานี้คงต้องตั้งใจสดับฟังเสียงทุกๆอย่างที่ปรากฏให้แม่นยำกว่าเดิม
หลวงพ่อใหญ่ฟู ให้หลงนั่งที่หน้าสัญลักษณ์ธรรมจักร อันเป็สิ่งสักการะเพียงสิ่งเดียว การสักการะมีเพียงกราบไหว้เท่านั้น วิธีการจุดธูปเทียนอย่างพราหมณ์ยังมิได้แพร่หลายในถิ่นแถบนี้
หลงกราบกรานสามครั้ง เป็สัญลักษณ์ว่าทำความเคารพสามสิ่งได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์ จากนั้นนั่งลงเรียบร้อย
หลวงพ่อฟูเหลือบตามอง จากนั้นชี้ให้หลงดูลักษณะการนั่งของท่านเป็เชิงให้ปฏิบัติตาม เด็กหลง ขยับทำท่าตามในทันทีเนื่องจากเห็นท่านนั่งในท่านั้นอยู่บ่อยครั้ง ขาซ้ายงอพับเข้าขวาทับขาซ้ายจากนั้นงัดเท้าซ้ายขึ้นอยู่เหนือขาขวา เป็ท่านั่งบัลลังค์ในทางสงฆ์ ท่านี้ไม่มีกระดูกแม้ส่วนเดียวััพื้น ร่างกายถูกรองยกไว้ด้วยกล้ามเนื้อทั้งหมดส่วนขาทั้งหมด แม้นั่งนานก็ไม่โยกล้ม ไม่เกิดความเ็ปจากการกดทับ
หลวงพ่อฟูเห็นหลงนั่งเรียบร้อยดีแล้วกล่าวว่า
“ต่อจากนี้ให้เ้าหลับตาลง ติดตามดูลมหายใจของเ้าในทุกขณะไม่ว่าเข้าหรือออก”
กล่าวจบเดินผ่านหลงพ้นธรณีประตูไป
หลง หลับตาลง ผ่านไปชั่วน้ำเดือด หลงไม่ได้กำหนดจิตติดตามลมหายใจตามคำสั่งหลวงพ่อแต่อย่างใด
กลับหลับตาและกำหนดฟังเสียงสรรพสิ่งรอบข้างตลอดเวลา สักครู่สามารถจับเสียงความเคลื่อนไหวของจิ้งจกน้อยตัวหนึ่งบนเพดาน ตลอดจนเสียงนกที่บินผ่าน
หลังจากจนแน่ใจแล้วว่าเสียงของจิ้งจกไม่คลาดคลาจากโสตประสาท จึงทดลองจับเสียงแมลงหวี่แมลงรำคาญในห้องเพื่อติดตามว่าแมลงตัวใดจึงโชคร้ายตกเป็เหยื่อจิ้งจกนั้น ในห้วงสมองพลันพบนิมิตอันประหลาด ดุจดังมองเห็นได้ด้วยตา ภาพแมลงหวี่บินไล่เรื่อยผ่านไหล่ขวา เฉียงไปด้านหลังศีรษะจากนั้นวนคว้างหนึ่งรอบเหนือศีระษะอีกครา ก่อนบินสูงไปตามเพดานมุ่งไปริมห้อง
หลง รู้สึกตื่นเต้นเป็กำลังด้วยไม่เคยรู้การเคลื่อนไหวแมลงได้แจ่มชัดเช่นนี้มาก่อน ขณะหลง กำลังจดจ่อกับภาพในใจแมลงน้อยบินคว้างเข้าสู่อาณาเขตจู่โจมของจิ้งจกที่พรางตัวนิ่งอยู่ ก็ต้องสะดุ้งเมื่อมีเสียงดังขึ้น
“หลง เ้าดูลมหายใจอยู่เป็อย่างไร” หลวงพ่อฟูกลับมายืนอยู่ตรงประตูแต่เมื่อใดไม่ทราบได้ ท่านเป็ผู้สอบถาม
หลงลืมตาขึ้นมองหลวงพ่อ
“ลมหายใจเข้าผ่านจมูก สิ้นสุดหน้าท้องและกลับออกมาทางเดียวกันครับ”
หลวงพ่อพยักหน้าน้อยๆ
“ดี ดี ทำต่อไป ทำต่อไป” หลวงพ่อกล่าวจบหันกายจากไป
หลงเงยหน้าขึ้นมองเพดาน เห็นจิ้งจกน้อยกำลังงับกลืนแมลงหวี่ลงคอไป รู้สึกเสียดายอยูบ้างที่ไม่ได้ใช้จิตติดตามการเคลื่อนไหวของสัตว์ทั้งสองต่อ เมื่อกำหนดจิตอีกคราให้เห็นเป็นิมิตรดังเมื่อครู่กลับไม่กระจ่างชัดและไม่สามารถเห็นภาพในใจได้อีก แต่ความสามารถในการสดับฟังคล้ายเพิ่มพูนขึ้นอีกขั้นหนึ่ง ในใจจึงนึกยินดีเมื่อคำนึงถึงคืนวันนี้ว่าตนคงมีความก้าวหน้าสักเล็กน้อยแสดงให้ปานสายลมอุดรได้เห็น
ก่อนเที่ยงคืนเล็กน้อย เด็กหลงวิ่งฝ่าดงไม้ขนัดด้านหลังวัด ตรงเข้าป่าช้าอันเป็สถานที่นัดพบประจำของปานสายลมอุดรและหลง ปกติบริเวณด้านหลังป่าช้าไม่มีผู้ใดกล้าผ่านในเวลาค่ำคืน จึงไม่เป็ที่น่าวิตกว่ามีใครพบเห็น หรือถ้าหากมีผู้บังเอิญผ่านมาจริงๆ ก็คงไม่รอดผ่านโสตประสาทอันปราดเปรียวของปานสายลมอุดรได้ จึงยังมีเวลาหลบซ่อนตัวจากผู้มาเยือน
ทุกๆแรมสิบห้าค่ำ ปานสายลมอุดร จะมาเยี่ยม หลง หรือ หาญ เป็ประจำ หาใช่เพียงคิดคำนึงถึง แต่เพื่อมอบบทเรียนวิชาการต่อสู้ และหาญก็จะเก็บไปฝึกฝนใน่ระหว่างรอบสิบห้าวันเพื่อนำมาสอบกลับเป็ประจำ ทำเยี่ยงนี้มายาวนานถึงห้าปีแล้วั้แ่เมื่อแรกที่นำหาญมาทิ้งไว้ที่นี่
ในวันนี้ก็เช่นกันที่เป็วันกำหนดทดสอบบทเรียนที่ฝึกฝนมาสิบห้าวันก่อน
นามว่า หลง เป็หลวงพ่อฟูตั้งให้เนื่องจาก เมื่อมาถึงแรกๆ หาญไม่ได้พูดจากับใคร เมื่อถามถึงบิดามารดาก็เพียงแต่ส่ายศีรษะและมีสายตาที่หม่นหมองลงเท่านั้น หลวงพ่อใหญ่ฟูจึงให้ชื่อ หลง เป็ความหมายว่า หลงพลัดจากบ้านจากถิ่นมา
ก่อนหน้าที่ปานสายลมอุดร จะนำ หาญ มาทิ้งไว้เมื่อสี่ปีที่แล้ว หาญ ถูกนำไปหลบไว้ในถ้ำน้อยแห่งหนึ่งเชิงเขาห่างออกไปสามลูกจากวัดป่าแห่งนี้เป็ระยะทางเกือบสิบโยชน์ ในดงป่ารกชัฏแน่นขนัดด้วยไม้ยืนต้นสูงใหญ่ ปานนำอาหารและน้ำมาทิ้งไว้ให้ และทุกๆสิบห้าวันจะเดินทางมาครั้งหนึ่ง ทุกครั้งจะสอนการเอาตัวรอดในป่าให้แก่เด็กน้อย
เด็กน้อยหาญสามารถจดจำและเรียนรู้ได้รวดเร็วเพียงสองสามเดือนก็สามารถเดินป่าแถบนั้นได้โดยไม่ต้องกลัวสัตว์ร้าย แม้พบพานก็สามารถเอาตัวรอดได้ จากนั้นจึงเริ่มเรียนวิชา ลมเหินหาว ซึ่งเป็อนดับวิชาแรกในสายลมอุดร ยามวิ่งสู่ที่หมายดุจดั่งพายุ เคลื่อนไหวรวดเร็วดุจสายลม
วิชาสายลมอุดรเป็วิชาที่ ปาน บัญญัติขึ้น วิชาต่อสู้ที่สามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่าคนทั่วไปมาก อีกทั้งสามารถใช้กำลังได้อย่างยาวนานไม่มีสิ้นสุด โดยเคล็ดความคือการนำแนวทางการเดินลมหายใจเฉพาะตัว เพื่อให้สามารถนำลมหายใจมาใช้อย่างต่อเนื่องและได้กำลังสูงสุด กำหนดเป็สามขั้น ขั้นที่หนึ่ง ลมเหินหาว รวดเร็วรุนแรง ขั้นที่สอง แนวทางแรก ลมหนาวเยือกแข็ง ขั้นที่สอง แนวทางที่สอง ลมพายุหมุนคลุ้มคลั่ง ขั้นที่สามซึ่งเป็ขั้นสูงสุด ลมเปลี่ยนวิถี เป็สุดยอดวิชาของปาน เมื่อถึงขั้นนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงสภาวะการเคลื่อนไหวดังใจนึก
หาญ ใช้เวลามากกว่าหกเดือน จึงสามารถสำเร็จวิชาเบื้องต้นของขั้นแรก เคลื่อนไหวได้เร็วกว่าคนธรรมดาสามสี่เท่าตัว ยามนั้นมันเฝ้าครุ่นคิดตำหนิตัวเองใช้เวลายาวนานในการเรียนรู้แต่ละขั้น ปานสายลมอุดรกลับให้กำลังใจว่าสามารถเรียนรู้ได้เร็วดีแล้ว
อันที่จริงปานสายลมอุดรเองที่เป็ ผู้เป็ทั้งอาและอาจารย์เอง กว่าจะคิดค้นการเรียนในแต่ละขั้นใช้เวลาหลายสิบปี โชคดีที่เริ่มเรียนเสียแต่ยังน้อยโดยได้แนวทางการหายใจแบบโยคีเป็ตัวตั้ง ส่วนรายละเอียดนั้นปานสายลมอุดรไม่ได้กล่าวถึงมากนัก ตัวหาญเองก็ไม่ได้ใส่ใจเนื่องจากมุ่งในการเรียนรู้ตรงหน้าเป็สำคัญ
่สามเดือนสุดท้ายก่อนนำมาฝากที่วัดป่าพุทธะปัญญา ยิ่งมา หาญ ยิ่งพูดจาน้อยลง หาญตลอดเวลาหมกมุ่นกับการฝึกวิชาและเื่ราวของครอบครัวที่ถูกล่าล้างตระกูล จนในที่สุด ปานสายลมอุดร ดำริว่าเช่นนี้เป็ผลเสียมากกว่าผลดี ความก้าวหน้าของวิชาฝีมือแม้ว่าสำคัญแต่หากมิได้เรียนรู้เื่ราวภายนอก หนทางข้างหน้าใช่ว่าจะง่ายดายหากไม่มีความยืดหยุ่น ทักษะทางสังคมยังมีความจำเป็ต้องใช้ในภายหน้า อีกทั้งด้วยภารกิจบางประการทำให้ไม่สามารถมาเยี่ยมได้ทุกสิบห้าวันอีกต่อไป
ดังนั้นจึงให้เหตุผลทั้งความปลอดภัยและห่วงใยแก่ หาญ ปานสายลมอุดรจึงนำเด็กน้อยสิบขวบ มาทิ้งไว้ที่หน้ากุฏิหลวงพ่อฟู หาญในวัยหกขวบในตอนนั้นตลอดวันและคืนเพียงครุ่นคิดว่าต้องทำสิ่งใดจึงจะทวงคืนความยุติธรรมแก่บิดาและมารดา จึงมิได้ให้ความสนใจต่อสิ่งใด เพียงปานสายลมอุดรย้ำว่าไม่สมควรแสดงวิชาฝีมือติดตัวไม่ว่าในกรณีใด มันที่้าฝึกฝนวิชาตลอดเวลาจึงได้แต่หยุดยั้งตัวเองไว้และกระทำภารกิจตามแต่ที่หลวงพ่อฟูสั่งมา เมื่อมีโอกาสจึงหลบเร้นออกไปฝึกฝนวิชาต่อสู้เป็เช่นนี้มาโดยตลอด
ปานสายลมอุดรพึงพอใจอยู่อย่างเงียบๆโดยมิได้เปิดเผยด้วยว่าเมื่อมีการพักจากการฝึกฝนเช่นนี้แทนที่หาญหรือหลงน้อยจะถดถอยลงกลับรุดหน้ามากกว่าเดิม นี่ย่อมแสดงว่าการหมกมุ่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งตลอดเวลากลับไม่สร้างผลลัพธ์ที่ดีเท่ากับการกำหนด่เวลาฝึกและปล่อยให้มีเวลาเพืื่อกระทำกิจอย่างอื่น
ตลอดสี่ปีมานี้หลงเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว สามารถเรียนระดับที่หนึ่งได้สำเร็จในปีแรกที่เริ่มอาศัยวัด ทุกวันเมื่อเหล่าศิษย์วัดเข้านอนแล้ว หลงออกวิ่งเป็ระยะทางหลายโยชน์ เพื่อปรับลมหายใจ มีทั้งการเดินทางวิ่งบนผิวดิน และการวิ่งบนต้นไม้ ทั้งการสลับขึ้นลงบนต้นไม้ โดยอาศัยพื้นฐานการหายใจที่เรียนรู้ใต้น้ำตกเมื่อสามเดือนแรกของการฝึกฝน
แต่ทว่าเมื่อผ่านระดับที่หนึ่งแล้วการก้าวผ่านระดับที่สองยังยากกว่าดังนั้นสามปีมานี้แม้รุดหน้าเรื่อยมาแต่ยังไม่อาจเรียกลมพายุคลุ้มคลั่งและลมหนาวเยือกแข็งได้อย่างสมบูรณ์ อย่างดีก็เพียงแค่ครึ่งค่อนขั้นเท่านั้น สร้างความร้อนรุ่มใจอยู่ทุกครา แต่ปานสายลมอุดรให้เหตุผลว่า การรุดหน้าถึงเพียงนี้ก็ดีมากแล้ว
่สองเดือนมานี้ ปานสายลมอุดร เร่งรัดให้ หาญเรียนรู้การฟังเสียงของสรรพสิ่ง โดยให้เหตุผลว่าเป็พื้นฐานของการลอบซุ่มโจมตี หากไม่ได้ยินเสียงฝ่ายตรงข้ามชัดเจนจะรู้ความเคลื่อนไหวในมุมอับอันมองไม่เห็นได้อย่างไร
หลงมายืนรอก่อนอยู่พักหนึ่ง กำหนดใจจนสงบรำงับคิดถึงการเข้าสู่ห้วงสมาธิในตอนกลางวันปล่อยหูสดับฟังเสียงความเคลื่อนไหวรอบข้างเป็อิสระ สักครู่ใหญ่ ยินเสียงลมหวีดหวิวเบาๆเป็วัตถุฝ่าอากาศมา
ในชั่วแวบนั้นในใจเห็นเป็นิมิตรวัตถุกลมรีสามอัน พุ่งเข้าใส่จุดแตกต่างกันสามแห่งบนร่างกาย หนึ่งใบหู หนึ่งกลางหลัง สุดท้ายต้นขาซ้าย รู้ส่วนรู้ แต่จะหลบทันนั้นยังเป็ปัญหาอยู่ ในโลกนี้ผู้ที่คิดหลบอาวุธที่ซัดคว้างจากมือของสายลมอุดรได้มีนับจำนวนคนได้
เร็วเท่าความคิด หาญ แหงนหงายศรีษะไปด้านหลังบิดตัวไปทางซ้าย ดีดขาขวาขึ้น เตรียมล้มหงายไปด้านข้าง วัตถุที่จู่โจมใบหูจึงเฉี่ยวผ่านปลายจมูกไป ส่วนต้นขาขวาหลุดพ้นจากตำแหน่งถูกจู่โจม แขนซ้ายบิดขึ้นเหนือเหนือศีรษะแต่ยังชักช้าไปชั่ววูบ ขณะจะสะบัดกลับข้อมือซ้ายโดนวัตถุที่ถูกซัดขว้างออกมากลางหลังมืออย่างถนัดถนี่จนต้องส่งเสียงร้องออกมาเบาๆ
เสียง ปานสายลมอุดรเดินฝ่ากอหญ้าสวบสาบเข้ามา สองมือปรบให้เป็เชิงชื่นชม
“ไม่ผิดหวังจริงๆ ไม่ผิดหวังจริงๆ โสตประสาทของเ้ารุดหน้ากว่าเดิม ยิ่งกว่านั้นการตัดสินใจยังดีเยี่ยม ขอถาม ทำไมเ้าจึงเคลื่อนตัวไปทางขวา”
หาญยังทรุดนั่งอยู่กับพื้นข้างเชิงตะกอน ลูบคลำด้านหลังของแขนซ้ายที่ยังชาด้านอยู่ ตอบว่า
“หากข้าพเ้า ไปทางซ้าย ข้าพเ้าต้องเสีย มือขวา และยังไม่แน่ว่าจะต้องเสียจมูกหรือแก้ม หรือกระทั่งศรีษะแถบหนึ่ง หากล้มตัวไปข้างหน้าหรือหลัง ข้าพเ้าต้องสูญเสียขาข้างใดข้างหนึ่งอยู่ดี ดังนั้นในสภาพที่ต้องสูญเสียอย่างใดอย่างหนึ่ง ข้าพเ้าเลือกสูญเสียแขนซ้ายดีกว่า ข้าพเ้ายังมีขาสองข้างเหลือไว้หลบหนี”
ปานสายลมอุดรปรบมือให้สามคราชื่นชมว่า
“รักษาขาไว้ยังมีโอกาสอยู่หลายส่วนที่จะหนีรอดได้ ซึ่งนั่นเป็จุดแข็งของเ้าที่ต้องรักษาเลือกได้ดี” ปานสายลมอุดรตบไหล่หลงเบาๆ
“สมองของเ้าอาจเป็ส่วนที่น่ากลัวที่สุดสำหรับศัตรูของเ้า ตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในชั่วขณะ”
หลงน้อยก้มคำนับกล่าวว่า “ผู้หลานไม่กล้ารับคำชื่นชม ที่สุดแล้วยังหลบหลีกอาวุธซัดจำลองไม่พ้น หลายปีมานี้ยังคงให้ท่านผิดหวัง”
ปานสายลมอุดรปรากฏรอยยิ้มชอบใจจางๆบนใบหน้า “ประเสริฐ ประเสริฐ ถ่อมกายใจเป็การดี ยิ่งไม่โอหังลำพองยิ่งมีโอกาสชนะเพิ่มอีกหลายส่วน”
กล่าวจบไพล่หลังหันหลังให้เด็กน้อย แล้วสลายรอยยิ้มที่มีอยู่
“แต่ทว่า หากนี่มิใช่ เบี้ยหมากล้อมสามชิ้นนี้เล่า หากเป็ธนูร้อยดอกเ้าจะทำอย่างไร”
หาญก้มศีรษะลงรับทราบบททดสอบตอบว่า
“ธนูร้อยดอกย่อมมีเสียงให้สืบสาว หากเป็การจู่โจมระยะไกล ข้าพเ้ามั่นใจอยู่หลายส่วนว่าสามารถหลบพ้นทันเวลา”
เห็นปานสายลมอุดรหันกลับมามองเด็กน้อยสายตาส่องประกายเจิดจ้าแวววาวในความมืด
“หากมิใช่ธนูร้อยดอก เป็ธนูเพียงสิบดอกเล่า แต่เป็ธนูของเวยกร่าง ฟังว่าธนูเสียดฟ้าไร้สุ้มไร้เสียง ยามถึงเป้าหมายแล้วกัมปนาทแห่งอานุภาพธนูจึงเพิ่งมาถึง สามารถปล่อยออกได้พร้อมกันสิบดอกในคราวเดียว ความเร็วของลูกธนูยังรวดเร็วเบี้ยหมากของเราอีกหลายเท่าตัว ทั้งตำแหน่งยังแม่นยำตามแต่ใจกำหนด เ้าจะว่าอย่างไร”
หาญสะท้านเล็กน้อย เด็กน้อยเห็นผู้เป็อามีท่าทีเคร่งเครียดจริงจัง อดประหวั่นมิได้
“ผู้หลานไม่อาจคาดคำนวนได้ วันนี้สองคราวแล้วที่ท่านอากล่าวถึงคนผู้นี้ ที่แท้เป็เื่ราวใด”
ปานสายลมอุดรทอดถอนใจ ผินหน้าหันไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็ที่ตั้งของเมืองหลวงอาณาจักรน่านเ้า
“หาญเอ๋ยหาญ หลายปีมานี้ เราปรากฏตัวในที่ต่างๆในฐานะต่างๆกัน เ้าคิดว่าเราท่องเที่ยวไปเปล่าหรือ อาปานเฝ้าสืบเื่ราวอย่างยากลำบากมานานปี ในที่สุดเราก็รู้ผู้ใดเป็ผู้สั่งการแลสนับสนุนเ้าโจรถ่อยชาวฮั่น ลอบทำร้ายพี่ไหญ่ข้า”
สุดท้ายกล่าวดุจรำพึงรำพันกับตนเอง สีหน้าทั้งเคียดแค้นทั้งเ็ป
หาญ เหมือนโดนเพลิงแค้นระบาดใส่ สองตาแดงฉานหวนคิดคำนึงถึงพี่สาวร่วมสายเืที่ ปานสายลมอุดร หวนกลับไปค้นหา แม้ซากศพก็ไม่พบพาน ร้องว่า
“อาปาน ขอท่านรีบบอก ข้าพเ้าจะไปจัดการมันเดี๋ยวนี้ แม้เป็เ้าแผ่นดินข้าพเ้าก็ไม่เกรงกลัว” กล่าวจบตะลึงลานกับที่เมื่อปานสายลมอุดรผงกศีรษะรับคำ “เ้ากล่าวถูกแล้ว สติปัญญาเ้าจึงเป็อาวุธอันดับหนึ่ง” กล่าวจบแหงนเงยมองฟ้า
“พี่ใหญ่ท่านตายตาหลับแล้ว บุตรชายท่านไม่มีอันใดน่าผิดหวังจริงๆ” กล่าวจบสาดประกายตาไปทางทิศตะวันออกอีกครา หาญหันไปมองตามทิศตะวันออกที่เป็แนวป่าแน่นขนัดแต่ทราบว่าทิศนั้นคือตำแหน่งมที่ตั้งเมืองหลวงของน่านเ้า
“ผู้ที่สั่งการในครั้งนั้น คือ ราชบุตรผู้เป็พระเ้าน้าแท้ๆของเ้า เพลานี้คือ พระเ้าพีล่อโก๊ะ”
หาญตะลึงลานอยู่ที่นั่น แต่แรกมันก็คามคิดว่าผู้บงการต้องมีศักดิ์มียศ อาจเป็ได้ถึงท่านตาของมันคือพระเ้าโก๊ะล่อฝง แต่เมื่อได้ฟังคำยืนยันจากปานสายลมอุดรว่าผู้บงการคือน้าแท้ๆของตนที่ในตอนนี้ขึ้นครองราชบัลลังค์ก็ยังอดาเ็ในใจมิได้ ที่ผู้คิดทำร้ายกันเป็คนในสายเื
ยามนั้นกัดฟันกล่าวด้วยความแค้นอันพลุ่งพล่าน “ต่อให้าาบนบัลลังค์ใด หาญผู้นี้ขอสาบานว่าจะต้องเด็ดหัวมันมาเซ่นสังเวยบิดามารดาพี่สาวให้จงได้”
ปานสายลมอุดรที่ยืนฟังอยู่ยังอดสะท้านมิได้ที่แรงความคิดแค้นในตัวของเด็กน้อยนี้ส่งผ่านออกมาถึงมันจนสามารถรับรู้ได้ถึงเพลิงอำมหิตที่พวยพุ่งออกมาจากเด็กวัยเพียงสิบสี่สิบห้าปีผู้นี้
ในตอนนั้นปานสายลมอุดรจึงทอดถอนใจออกมากล่าวว่า
“หากเ้าคิดสังหารคงต้องผ่านด่านเวยกร่าง มันเป็หัวหน้าราชองครักษ์ ซึ่งเป็เ้าในเวลานี้ยังไม่อาจทำได้ แม้ตัวข้าเองยังไม่มั่นใจ”
หลงน้อยกลับสะท้านใจในครานี้ สำหรับมันนอกจากบิดาที่ยิ่งใหญ่ดุจดังขุนเขา อาปานของมันย่อมเป็ผู้เก่งกล้าที่สุดในแผ่นดินแล้ว
“อะไรกัน กระทั่งท่านอาปานก็ยังไม่อาจกระทำเื่นี้”
“เด็กน้อย เ้าโตมาจนป่านนี้ เห็นเพียงอาเ้าเป็ที่หนึ่ง ที่จริงบุคคลอันดับหนึ่งอันแท้จริงคือ บิดาเ้า พระยาพิทักษ์ประจิม เฮอะ ธนูเสียดฟ้าแม้ยอดเยี่ยม แต่ยังไม่อาจให้พี่ใหญ่ต้องลำบากเพียงยกมือ”
มันหยุดอยู่สักครู่หนึ่งราวกับกำลังตรึกตรอง
“ข้าอาจจัดการกับมันได้ ถ้าเพียงแต่เวยกร่างเท่านั้น แต่ยังมีสิบองครักษ์ดาบทอง อีกต่างหาก แต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็สุดยอดฝีมือ คิดบุกเข้าสังหารแม้เป็ข้ายังไม่แน่ใจว่าจะผ่านไปได้ หากไม่สำเร็จการหลบหนีออกมายังนับว่ามีปัญหาอยู่”
หาญน้อย รับฟังจนตะลึงลาน คิดไม่ถึงว่าแม้ปานสายลมอุดรที่ตนรับรู้ความสามารถอันเอกอุของมันยังกล่าวเช่นนี้ โลกนี้ยังมีเื่อีกมากที่เกินไปจากตนคาดไว้
“เป็อาไม่ดีเอง เื่นี้เ้ายังไม่สมควรรับรู้ รังแต่จะเป็ภัยไม่สิ้นสุด แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด หลายวันนี้อารู้สึกพลุ่งพล่านกับความรู้สึกนัก อดเผลอระบายออกมาไม่ได้” ปานสายลมอุดรกล่าวคล้ายกังวลใจอยู่บ้างบนสีหน้าอันเรียบราบนั้น
“ท่านอา ท่านบอกมาก็ดีแล้ว ข้าพเ้า จะได้รู้จักศัตรูให้ถ่องแท้ แม้นมุ่งมั่น ทว่าไม่ทราบที่หมาย คงตระเตรียมการไม่พรักพร้อม ั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไป ข้าพเ้ายิ่งต้องเพิ่มการฝึกฝนเป็สองสามเท่า”
ปานสายลมอุดร ลอบครุ่นคิดในใจ เ้าปกติเรียนรู้รวดเร็วกว่าคนทั่วไปหากเพิ่มพูนการฝึกเป็เท่าทวีไม่ทราบว่าจะมีความสำเร็จระดับใดในอนาคต
“ดี ถ้าเช่นนั้นเราเริ่มฝึกสอนกันทันที”
กล่าวจบ หาญก็เริ่มต้นจากการวิ่งวนไปรอบๆปานสายลมอุดรเป็วงกว้างและเพิ่มระดับความเร็วขึ้นเป็ลำดับ จากนั้นสลับเท้าเปลี่ยนทิศทางหลายครา สุดท้ายเข้าจู่โจมปานสายลมอุดคหลายครั้ง เริ่มจากหมัดจนถึงการบิดจับหมุนข้อต่อ ปานสายลมอุดรรับมือพลางเฝ้าบอกอยู่ไม่ขาดในวิธีปรับแก้จุดอ่อน เพิ่มพูนความรวดเร็วและเกรี้ยวกราดในการจู่โจม นี่คือบทฝึกฝน พายุคลุ้มคลั่ง อันเป็ขั้นที่สองของยอดวิชา
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ทั้งสองก็หยุดชะงักรั้งลง หาญกวาดตามองไปรอบๆ ต้องแลบลิ้นออกมา บริเวณด้านข้างล้วนเต็มไปด้วยรอยเท้าขนาดมัน ส่วนพื้นที่ตรงกลางซึ่งปานใช้ยืนหยัดรับหมัดฝ่ามือพายุคลุ้มคลั่ง ไม่มีรอยเท้าปรากฏให้เห็นยิ่งแสดงให้เห็นเด่นชัดถึงความร้ายกาจของสายลมอุดรเป็อย่างดี กระทั่งเหงื่อผุดพรายก็ยังไม่มีให้เห็นบนใบหน้า แต่ฝ่ายหาญนั้นถึงกับเหงื่อโทรมกายแทบสิ้นเรี่ยวแรง
“ยังเป็อาปานยอดเยี่ยมดุจเดิม ผู้หลานคารวะทั้งกายและใจ”
ปานสายลมอุดรพยักหน้ารับ ในใจครุ่นคิดขึ้นว่า เด็กอายุสิบสี่โหมโจมตีตนมาตลอดครึ่งชั่วยามโดยไม่หยุดพักหายใจ ยังคงเป็เ้าสิน่าอัศจรรย์นัก ปากกล่าวว่า
“วันพรุ่งอาจะกลับเข้าเมืองหลวง นับจากนี้ไปอาไม่อาจมาหาเ้าตามรอบเวลาเดิมได้อีก คงต้องนับรอบเดือน หรือสองเดือนเป็ต้นไป มีธุระบางอย่างที่อาต้องกระทำ”
กล่าวจบหันหน้ามองเด็กน้อยอย่างอ่อนโยนซึ่งไม่บ่อยครั้งนักที่หาญจะได้พบเห็น
“แน่นอนนี่ย่อมต้องเกี่ยวกับเื่พ่อเ้าเป็สำคัญ”
กล่าวจบวางมือบนศีรษะเด็กน้อยหาญ
“เ้าไปพักผ่อนเถอะ วันพรุ่งหากพบเื่ไม่ชอบใจอันใด ขอให้กล้ำกลืนเอาไว้ จงนึกถึงศัตรูที่ยิ่งใหญ่กว่าในภายหน้าเป็สำคัญ”
หาญ รับคำอย่างว่าง่ายหมุนตัวกลับพุ่งเป็เส้นสายอันรวดเร็วกลับไปทางวัด ปานมองส่งจนลับสายตาแล้วคนพลันเปลี่ยนเป็เงาจางบางเบาปรากฏประเดี๋ยวตรงนั้นตรงนี้ทั่วบริเวณ สุดท้ายหายลับไปทางทิศตะวันออก
พื้นดินที่เมื่อครู่เป็ลานประลองกลับกลายเป็ดังเดิม รอยเท้าอันยุ่งเหยิงของหาญได้ถูกลบหายไปสิ้น