หวนคืนอีกครา พลิกชะตาแห่งคำทำนายเลือด (จบ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 93 ตอน ข่าวที่น่าตกใจ 2

            เด็กคนนี้สามารถสั่งสอนได้แน่นอน

            ‘ข้าสั่งสอนนางเพียงสองสามครั้งและผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่เลวเลยเรื่องแบบนี้ล้วนขึ้นอยู่กับบุคคลจริงๆ เพียงให้คำแนะนำเล็กน้อยจากนั้นปล่อยให้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับโชคชะตาดูเหมือนว่าฉายาบุตรชายของขุนนางผู้สูงศักดิ์ที่สุดในเมืองหยงโจวของข้าจะไม่ใช่เรื่องเล่นๆแล้วสิ ข้าทั้งฉลาดและมีไหวพริบ ไม่ทำให้ตระกูลต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง’

            เมื่อคิดเช่นนี้ซูเจินก็มีความสุขมาก

            เขายิ้มด้วยความโล่งใจ หลังจากมองกระดาษข้าวเพียงแวบเดียวเขาก็กล่าวว่า “ลายมือของน้องสาวพัฒนาขึ้น ไม่เลวเลย”

            แม้กระทั่งเย่เช่อก็ยังอดที่จะกล่าวชื่นชมในใจไม่ได้เมื่อเห็นลายมือของอวิ๋นจื่อ

            ซูเจินยื่นกระดาษข้าวให้เย่เช่อและกล่าวว่า“เอาล่ะน้องสาว แขกผู้นี้เป็นน้องชายของเย่เช่อ ตอนนี้มีศักดิ์เป็นองค์ชายเหยียน”

            อวิ๋นจื่อกล่าวทักทายอย่างนอบน้อมนางรู้สึกกังวลเล็กน้อย 

            ‘ชายหนุ่มผู้นี้ใช่เย่เหยียนหรือไม่?ตอนนี้เขาเป็นถึงองค์ชายแล้ว ดูเหมือนว่าเย่เซียงจะให้ความสำคัญกับเขามากหวังว่าเหตุการณ์ในอดีตจะไม่เกิดซ้ำกับเย่เช่ออีก แล้วบุคคลนี้คือผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ในเมืองฉินโจวหรือไม่?’

            อวิ๋นจื่อมีข้อสงสัยมากมาย

            ชายหนุ่มผู้ถูกเรียกว่าองค์ชายเหยียนกล่าวทักทายนางพอเป็นพิธีจากนั้นก็หันไปกล่าวกับซูเจินว่า 

            “ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่าคุณชายซูมีน้องสาวที่งดงามเช่นนี้”

            ซูเจินยิ้มเล็กน้อย“น้องสาวของข้ากำลังอยู่ระหว่างการพูดคุยเรื่องการแต่งงาน นางเพิ่งเข้าพิธีปักปิ่นเมื่อปีที่แล้ว”

            อวิ๋นจื่อยิ้มตอบและถามเบาๆว่า “พี่ชายจะทานอาหารเมื่อใด? ข้ามาที่นี่เพื่อทานอาหารกับท่าน”

            ซูเจินกล่าวว่า“ข้าทานไปแล้ว เช่นนั้นให้ทางครัวส่งอาหารไปให้เจ้าที่เรือนดีหรือไม่?”

            อวิ๋นจื่อเม้มปาก“พี่ชายไม่ได้พิจารณาลายมือของข้าอย่างถี่ถ้วนด้วยซ้ำ ข้าโกรธท่านแล้ว ข้าจะกลับไปทานที่เรือน”

            ซูเจินกล่าวว่า“ถ้าเจ้ารอไม่ได้ก็กลับไปก่อน”

            เย่เช่อที่นั่งข้างๆกล่าวกับเย่เหยียนว่า “ดูสิ นี่คือพี่น้อง นี่คือครอบครัว”

            หลังจากนั้นเขาก็กล่าวกับอวิ๋นจื่อว่า“บทกวีอันงดงามเช่นนี้มีเพียงคนประหลาดอย่างซูเจินเท่านั้นที่ไม่ชอบเช่นนั้นบ่ายนี้เจ้าคัดให้ข้าสักบทดีหรือไม่?”

            หลังจากรับคำอวิ๋นจื่อก็เดินจากมา

            เมื่อชายแปลกหน้าสองคนที่หน้าประตูเห็นอวิ๋นจื่อพวกเขาก็ก้มหน้าลงและไม่กล้าเงยหน้าขึ้น

            ไป๋จื่อเดินตามหลังอวิ๋นจื่อพลางมองไปที่ชายทั้งสองด้วยความภาคภูมิใจ

            หลังจากเดินออกจากเรือนของซูเจินอวิ๋นจื่อก็ยิ้มและกล่าวว่า “ไป๋จื่อ สองคนนั้นเป็นใคร?”

            ไป๋จื่อพูดเสียงทุ้ม“คุณหนูอย่าประมาทเป็นอันขาด มีคำกล่าวว่าเขื่อนยาวพันลี้ถูกทำลายโดยรังมดคุณหนูจะรับของว่างเลยหรือไม่เจ้าคะ?”

            คำพูดของไป๋จื่อทำให้ความทรงจำของอวิ๋นจื่อหวนกลับมา

            ครั้งหนึ่งจินเหนียงก็เคยพูดแบบนั้นกับนาง

            นางรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อยและถามว่า“ไป๋จื่อ เจ้ารู้จักจินเหนียงหรือไม่?”

            ไป๋จื่อก้มหน้าลง “คุณหนูข้าจะเล่าให้ท่านฟังเมื่อกลับถึงเรือน”

            สองนายบ่าวเดินผ่านสวนดอกไม้และต้นหลิวไม่นานก็มาถึงเรือนเล็กๆ ของอวิ๋นจื่อ

            ทันทีที่ทั้งสองเข้ามาที่ห้องด้านในไป๋จื่อก็กล่าวว่า “อันที่จริงข้าเคยรู้จักป้าจินมาก่อน แต่โชคไม่ดีเมื่อข้าได้พบนางในหอจุ้ยฮวนกลับทำได้เพียงเดินผ่านกันเท่านั้นข้าเข้าไปพูดคุยกับนางไม่ได้ในอดีตข้าไม่เข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างแต่โชคดีที่มีนางคอยแนะนำ อันที่จริงป้าจินเป็นคนพาข้ามาที่ตำหนักของอ๋องอวิ๋นเมิ่งนางเป็นคนของนายท่าน แต่ต่อมานางได้มาติดตามรับใช้ซูฮองเฮาและคุณหนู”

            คำพูดของไป๋จื่ออธิบายชีวิตของจินเหนียงได้อย่างครบถ้วน

            อวิ๋นจื่อหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะถามเสียงต่ำว่า“เจ้ารู้หรือไม่ว่าบ้านเกิดของนางอยู่ที่ใด? และมีใครอีกบ้างที่รู้จักนาง?”

            ไป๋จื่อส่ายหน้า“บางทีอาจมีเพียงซูฮองเฮาเท่านั้นที่รู้ คุณหนูอย่าเสียใจไปเลยเจ้าค่ะเราทุกคนต่างรับใช้คุณหนูด้วยความเต็มใจ”

            อวิ๋นจื่อกล่าวอย่างแผ่วเบา“แต่ทั้งหมดเป็นเพราะข้าไร้เดียงสา ถ้าข้าระมัดระวังมากกว่านี้ จินเหนียงก็ยังคงอยู่กับเรา”

            ไป๋จื่อปลอบโยน “ป้าจินมีคนรู้จักหลายคนในเมืองอวิ๋นเมิ่งทุกคนต่างรู้ว่าป้าจินเป็นคนขององค์หญิงใหญ่ ถ้านางยังอยู่ที่นี่วันนี้เย่เซียงอาจรู้ตัวตนของคุณหนูแล้วบางทีการที่นางจากไปอาจเพราะอยากปกป้องคุณหนูก็เป็นได้”

            หลังจากได้ยินคำพูดนี้อวิ๋นจื่อก็เงียบไป

            นางสงสัยว่าควรทำอย่างไรต่อไป?

            อวิ๋นจื่อรู้สึกว่าตนเองกำลังตื่นตระหนก

            ถ้าอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของนางทำให้ผู้คนรอบข้างเลือกที่จะตายแทนนางแล้วนางจะทำทุกอย่างไปเพื่ออะไร?

            นางแค่หวังว่าทุกคนรอบตัวจะยังมีชีวิตอยู่

            ยิ่งไปกว่านั้น นางมองว่าพวกเขาสามารถมีชีวิตที่ดีได้

            อวิ๋นจื่อรู้สึกว้าวุ่นใจ

            ไป๋จื่อกระซิบว่า“คุณหนูคัดอักษรให้จิตใจสงบลงดีหรือไม่เจ้าคะ?”

            อวิ๋นจื่อพยักหน้าโดยไม่กล่าวสิ่งใด

            จู่ๆ ไป๋จื่อก็หยิบเพลงกู่ฉินขึ้นมาแล้วกล่าวว่า“คุณหนูชอบเล่นกู่ฉิน เช่นนั้นคัดลอกไว้สักเพลงดีหรือไม่?”

            ไป๋จื่ออ่านออกเสียงเบาๆ

            “นกยูงตัวหนึ่งบินไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เร่ร่อนห่างออกไปห้าลี้...”

            อวิ๋นจื่อขัดจังหวะทันที“เจ้าเปลี่ยนเพลงได้หรือไม่? เพลงนี้ยาวเกินไป”

            ไป๋จื่อพลิกกระดาษและอ่านอีกย่อหน้าหนึ่ง

            “ในอดีตมีทาสคนหนึ่งของตระกูลฮั่วผู้มีแซ่เฟิงนามจื่อตู

            อาศัยอำนาจของเจ้านายกลั่นแกล้งเสี่ยวเอ้อหู

            สาวงามวัยสิบหนาวผู้มีนามว่าหูจี้ดูงดงามราวบุปผาแรกแย้มนางยืนขายสุราตามลำพังในฤดูใบไม้ผลิ

            นางสวมกระโปรงยาว เข็มขัดหัวเหลี่ยมและเสื้อคลุมยาวปักลายดอกกระถิน

            นางสวมหยกหลันเถียนบนศีรษะลูกปัดฉินขนาดใหญ่ที่หลังหูดูเปล่งประกายและมีเอกลักษณ์

            เปรียบได้กับของหายากที่ประเมินค่ามิได้

            จู่ๆ ก็มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นจินอู่จือ[1]เดินทางผ่านโรงเตี๊ยมและตัดสินใจก้าวเข้าไปด้านใน

            ด้านนอกมองเห็นอานม้าสีเงินส่องแสงเป็นประกายผ้าม่านรถม้าประดับประดาไปด้วยมรกต

            เขาร้องขอสุราชั้นดี  หูจี้จึงรินสุราจากขวดหยกประดับพู่ไหม

            หากเจ้ามองหาของอร่อย ลองลิ้มรสเนื้อปลาเป็นอย่างไร?

            เขามอบกระจกทองเหลืองและผ้าคลุมสีแดงให้หูจี้

            นางไม่ลังเลที่จะรับมาไม่ว่าเขาจะมีท่าทีดูแคลนนางเพียงใด

            บุรุษมักชื่นชอบภรรยาใหม่ในขณะที่ภรรยาล้วนภักดีต่อสามี

            ชีวิตมีทั้งเก่าและใหม่ ไม่มีความแตกต่างระหว่างสูงและต่ำ

            นางกล่าวขอบคุณจินอู่จือสำหรับความเมตตาแต่นางไม่อาจมอบความรักให้ได้”

            ในขณะที่คัดอักษร อวิ๋นจื่อก็กล่าวว่า“เพลงนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไป๋จื่อเจ้าลองเปิดดูอีกสักสองสามหน้า”

            ไป๋จื่อผงะไปครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า

            อวิ๋นจื่อขมวดคิ้วเล็กน้อยและกล่าวว่า“เจ้าลองคัดดูบ้าง ข้าจะอ่านให้ฟัง”

            ไป๋จื่อรู้สึกราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจนางจึงตั้งใจฟัง

            อวิ๋นจื่ออ่านเพลงความพยายามของเหยียนซ่งอย่างชัดถ้อยชัดคำ

            “หงส์ขาวสองตัวบินมาจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือพวกมันบินตามกันมา

            ตัวเมียเกิดล้มป่วยจึงไม่สามารถบินตามได้ตัวผู้จึงตัดสินใจออกบินตามลำพัง

            ข้าอยากพาเจ้าไปด้วยแต่ขนของข้าไม่หนาพอที่จะโอบอุ้มเจ้า 

            ข้ายินดีที่ได้รู้จักเจ้าแต่กังวลว่าชาติหน้าเราต้องพรากจากกัน 

            ข้าหันหลังกลับไปมอง น้ำตาไหลรินโดยไม่รู้ตัว 

            ความโกรธสุมอยู่เต็มอก ข้าอยากบอกลาเจ้าแต่กลับไม่สามารถกล่าวออกมาได้

            ข้าเทิดทูนความรัก แต่ยากที่จะย้อนกลับไป

            ถ้าไม่ได้พบกันอีกย่อมไม่ต่างจากตกนรก”

            หลังจากไป๋จื่อคัดเสร็จนางก็กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เพลงนี้ไพเราะแต่โศกเศร้าเกินไป เหตุใดคุณหนูไม่เลือกเพลงที่สดใสกว่านี้หน่อยเจ้าคะ?”

            ขณะที่ไป๋จื่อกำลังพร่ำบ่นนางก็เริ่มลงมือคัดเพลงซ่างหยวน[2]

            “กระถางธูปรูปเป็ดสีทองส่งกลิ่นหอมฟุ้งส่วนไก่สีเงินขันบอกเวลารดน้ำ

            ดวงอาทิตย์ส่องแสงหิมะหยุดตกในอุทยานหลวง

            น้ำในบ่อลายเป็ดน้ำยวนยางทั้งใสและเย็นปลามังกรแหวกว่ายดูราวกับเต้นรำ 

            กลิ่นหอมที่คะนึงหากลับหายไปเหลือเพียงคราบน้ำตา

            การเดินทางในป่าเปรียบเสมือนความฝันที่ว่างเปล่าแต่ข้าจำได้ว่าพบเจ้าใต้แสงไฟในคืนเทศกาลโคมไฟ

            นึกถึงอดีตอันทุกข์ระทมและไร้ที่พึ่งมองโคมไฟลอยขึ้นฟ้า

            ใจของข้าโบยบินตามไป ฝุ่นฟุ้งกระจายบนเส้นทางที่นำไปสู่เมืองหลวงทำให้อากาศแลดูขมุกขมัว

            เปลวเพลิงแห่งสงครามลุกโชนทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีข้าสงสัยว่าคืนนี้ดวงจันทร์จะส่องลงมาที่เจียงเฉิงหรือไม่? 

            สุราหมดแล้ว แสงเทียนหรี่ลงใกล้ดับข้าจะลืมเรื่องราวอันน่าสะเทือนใจได้อย่างไร?”

            อวิ๋นจื่อยิ้ม“เจ้าไม่เข้าใจความหมายของเพลง ทีนี้ลองดูคุณหนูของเจ้าคัดบ้าง”

            เมื่อกล่าวจบนางก็ลงมือคัดทันที

            ไป๋จื่อยืดคอเพื่อดูว่าอวิ๋นจื่อคัดสิ่งใด

            “ลมยามเย็นคลายร้อนบ่อน้ำเล็กใสสะอาด เอนกายนอนเดียวดายเพิ่งฟื้นจากความมึนเมา

            เดินเตร็ดเตร่อยู่ริมสระน้ำเพียงลำพังสายลมพัดพากลิ่นหอมของดอกบัว พืชน้ำสั่นไหว มองเห็นปลาแหวกว่ายอยู่ใต้ใบบัว 

            ก้านบัวที่อยู่ตรงหน้าข้าปราศจากใบส่วนดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์นั้นหาได้ยากยิ่ง ช่างน่าเศร้านัก

            ดอกบัวบานแล้วพรุ่งนี้เช้าข้าจะแต่งหน้าแข่งกับดอกบัวได้อย่างไร?

            ปลาแหวกว่ายใต้ใบบัวน้ำค้างปกคลุมต้นไม้ใบหญ้า

            ในค่ำคืนที่มืดมิดพระจันทร์เคลื่อนผ่านท้องฟ้าอันเย็นยะเยือก แสงจันทร์สลัว ดอกไม้กำลังร่วงหล่น 

            ราวกับความฝันอันอ้างว้างใครเล่าจะเห็นใจ? 

            เหม่อมองทะเลสาบเจียงหนานบนผิวน้ำล้วนเต็มไปด้วยดอกบัวสีแดงเข้ม”

             

            ------------------------

            [1]จินอู่จือ เป็นคำที่ใช้เรียกทหารองค์รักษ์

            [2]ซ่างหยวน เป็นชื่อเรียกเทศกาลโคมไฟ

    คล้ายกับเรื่องหวนคืนอีกครา พลิกชะตาแห่งคำทำนายเลือด (จบ) ที่คุณอ่าน