สิ่งที่ไม่อาจย้อนคืนมาได้อีกครั้งคือ‘เวลา’ และ ‘วาจา’…จงพึ่งใช้มันอย่างถี่ถ้วน
.
“ข-ขอจีบคุณอย่างเป็ทางการนะครับ...”...เพราะเมื่อพูดออกไปแม้กาลเวลาจะไหลผ่านไปนานแค่ไหนมันก็ยังคงตรึงอยู่ในการได้ยินของผู้ฟังและผู้พูดเสมอ
...นับั้แ่ที่คำสารภาพถูกเอ่ยออกไปอย่างเป็ทางการท่ามกลางธรรมชาติผู้เป็ดั่งพยานความสัมพันธ์ของเราทั้งสองก็ค่อยๆก้าวไปตามทิศทางที่ไม่อาจรู้แต่แสนสุขสันต์เกินบรรยายจวบจนกกระทั่งระยะเวลาดำเนินไปอย่างรวดเร็วเกือบครบกำหนดสองเดือนตัวเขาใช้ทุก่เวลาให้คุ้มค่าทั้งการทำตามความฝันผ่านเลนส์กล้องและโอบประคองความรักไว้อย่างถนอมผ่านการกระทำและคำพูดที่เหมาะสมด้านคุณท้องทะเลแสนรักก็คอยสนับสนุนพร้อมยิ้มกว้างให้แก่เขาเสมออาจเป็ตัวเขาด้วยซ้ำที่ถูกอีกฝ่ายแกล้งแซวขำๆจนอยากเอาหน้ามุดดินบ่อยครั้งไอความสุขที่แม้ไม่มีเสียงใดระหว่างกัน...แต่สิ่งใต้อกก็รับรู้ว่าคำว่ารักในแบบของเรานั้นดังก้องในความรู้สึกของกันและกันเพียงใด
“แหม~ พอรู้ตัวแล้วก็เปิดเผยดีจังนะ หัดทำมงกุฎดอกไม้ซะด้วย วิ้ว~”...รวมบรรดาป่วนทั้งหลายที่ขยันส่งเสียงแซวไม่เลิกลาเหมือนถูกจ้างมาแซวยังไงยังงั้น?
“อย่าแซวน่าพี่ ก-ก็วันนี้มีงานฉลอง ผมอยากทำอะไรให้ซีเขานิ...”เอ่ยเถียงคนขี้แซวที่นั่งยักคิ้วหลิ่วตาใส่เขามานาทีกว่ากับสิ่งที่เขาทุ่มเทมาั้แ่เช้ามันคือการร้อยมงกุฎดอกไม้แสนบอบบางโดยมีคุณครูยูมีร์คอยช่วยสอนทุกขั้นตอนให้มงกุฏไม่กลายเป็บ่วงบาศเบี้ยวๆแต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่สวยสมใจ...ก็มีคนคอยป่วนมันไม่มีสมาธินิ
“แซวแต่ผม ที่พี่ยังหัดทำขนมเป็ของขวัญให้ยูมีร์เลยไหม้ด้วย!”
“ไหม้ๆแต่ก็อร่อยนะคะ”
“โถ~ตัวเองค่ะ ส่วนที่ไหม้คือจุดเด็ดของขนมเลยนะ พี่ตั้งใจไม่ใช่เผลอปรับเลขผิดเบอร์ตอนอบซะหน่อย”สาวแกร่งดุจสิงโตที่ใครต่อใครเรียกกลายสภาพเป็แมวใหญ่คลอเคลียคนแสนรักทันทีที่เขาเปิดประเด็นขนมอบสีตุ่นๆท่าทีมั่นอกมั่นใจแฝงเลิ่กลั่กหน่อยๆชวนให้วงสนทนาเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะก่อนเขาจะกลับมาสนใจการถักทอสิ่งพิเศษในมือต่อ...และแน่นอนว่าอาจารย์ช่างติคนเดิมก็อยู่ไม่ไกล
[ใส่กลีบดอกสีๆหน่อยสิฟ้าโล้นๆแบบนี้มันดูน่าเบื่อออก เซ็นส์สีเ้าแย่จริงๆ ทั้งที่ไปดูซีผสมสีตั้งหลายรอบ]
“ให้ฉันทำมงกุฏให้เป็วงกลมๆให้ได้ก่อนเถอะเื่สีไว้ทีหลังเลย ถ้าตัวฐานเบี้ยวๆแบบนี้มันก็ดูไม่ดีอยู่ดีนั่นแหละ”
“อีกอย่าง...สีฟ้าแบบนี้ดีแล้ว”ฝ่ามือยกมงกุฎที่ยังไม่เป็ทรงให้อีกคนดูอย่างปลงๆก่อนจะเอ่ยถึงตัวสีที่มีเพียงฟ้าครามประดับประดาว่าแสนเหมาะสมแล้วเพราะวันวานที่ผ่านมาเขาเคยได้ถามคำถามถึงชุดสีที่เป็ตัวแทนหญิงสาวเอาไว้และคำตอบก็ถูกยืนยันว่าไม่มีทางเป็สีอื่น...
..
‘ฉันคงเป็ครามฟ้ามั้งค่ะเพราะมันสื่อถึงตัวฉัน ‘ซี’ ที่แปลว่าทะเลด้วย’
‘แล้วแซนละ? คิดว่าตัวเองเป็สีอะไร?’…หนึ่งคำถามถูกส่งกลับมาให้เช่นกันห้วงความคิดจึงได้ทบทวนว่าเราทั้งคู่นั้นไม่แตกต่างกันเลย
“พอซีบอกว่าสีสื่อกับชื่อผมก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ‘แซน’ ที่แปลว่าทรายก็เป็สีน้ำตาลที่ชอบพอดี...บังเอิญดีนะครับ”
..
“เพราะเป็สีของคุณ สีฟ้าดีแล้ว...”ั์ตามองสบกลีบดอกละเอียดงดงามที่ััล้อฝ่ามืออยู่อย่างถนอมรอยยิ้มมุมปากพลันยกยิ้ม แต่ทว่าเพียงเสี้ยวนาที...
[สีของคุณ~ แหมๆ~นี้เ้าพูดหวานๆอะไรแบบนี้ก็เป็ด้วยแฮะ ความรักทำให้คนเปลี่ยนจริงๆแล้วเ้าจะใส่สีฟ้าทั้งตัวด้วยเลยไหม?]
ใครจ้างมาแซว ไหนพูดสิ?
“นี้ก็ขยันแซวอีกคนไปๆไปนอนดูดน้ำมะพร้าวต่อเลยไป มันหนักไหล่น่า”
[เ้าดูดีขึ้นนะ]
“หืม?? นึกคึกอะไรชมฉันเนี่ย? อยากได้มะพร้าวเพิ่ม?”เรือนคิ้วเข้มเลิ่กขึ้นมองเ้าภูตจอมแสบที่ยกยิ้มบางๆร่างกายขนาดจิ๋วะโลงจากไหล่มายืนเผชิญหน้ากันตรงๆพร้อมน้ำเสียงจริงจังที่ไม่ค่อยได้ยินชวนให้ความรู้สึกวูบโหว่งโถมเข้ามา...
[ข้าไม่ได้เห็นแก่กินขนาดนั้นก็แค่พูดตามตาเห็นว่าเ้าดูมีความสุขขึ้นกว่าแต่ก่อนที่นั่งอมทุกข์เป็ทรายบูด]
“......”...หากเขาพบรักแท้ของตนและตกลงปลงใจด้วยรักบริสุทธิ์เมื่อใดภูตพรายตนนี้จะสลายไป...
[ทั้งความฝันเ้า ทั้งเื่ความรักมันกำลังไปได้สวย...ข้าดีใจที่เ้ามีความสุข]
นี้เป็คำบอกลางั้นเหรอ?แต่ว่าแบบเศร้าๆน่ะ ไม่เหมาะหรอก...
“พูดทำซึ้งไปได้...อย่ามาบอกลากันโต่งๆแบบนี้สินายยังอยู่เหม็นเบื่อฉันอีกนานน่า”
[พูดอะไรปากเสียชะมัด! เหอะ!มีวันดีๆแล้วก็หัดพูดให้มันดีๆคำพูดน่ะมันออกไปแล้วออกไปเลยรู้ไหม–...]
“ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ท่านภูตเ้าขุนนายเคยบอกว่าอยากได้มงกุฎลูกเบอร์รี่นิ...ทำให้แล้วนะ”เอ่ยหยอกล้อให้คนทำหน้าจริงจังคลายความโศกเศร้าลงพร้อมฝ่ามือจับพวงมงกุฏลูกเบอร์รี่ขนาดจิ๋วที่แอบทำไว้ใส่ศีรษะกลมจนอีกคนนิ่งค้างไปดวงตากลมโตวาววับมองเขาสลับกับเงาที่สะท้อนภาพพวงผลไม้ที่อีกฝ่ายชอบอันเป็ของขวัญจากเขาด้วยความเงียบ
[………]
“ชอบไหม?...โอ้ว?นั่นน้ำตารึเปล่า?”
[ใช่ที่ไหนเล่า!? ไม่มีสักหน่อย! ข้าไปละ ทำมงกุฎของซีให้มันเป็มงกุฎด้วยไอ้เ้าทรายบูด!]
“ครับๆ รับทราบครับ”หัวเราะแ่เบาในลำคอเมื่ออีกคนสะบัดตูดหนีไปนั่งกินเบอร์รี่ตุ้ยๆอยู่บนกำแพงสวนไม่วายหลังมาชี้นิ้วสั่งให้รีบทำมงกุฎของคนพิเศษให้เสร็จเรียบร้อยท่าทีชวนขำของภูตปากแข็งเรียกเสียงหัวเราะอีกหนึ่งระลอกก่อนเขาจะพุ่งความสนใจกลับมาที่ของขวัญวงสวยเพื่อให้เสร็จทันเวลาสำคัญ...
[18:00 น.]…คบเพลิงทั่วเกาะถูกจุดส่องสว่างต้อนรับเวลาแห่งการเฉลิมฉลองแด่ท้องทะเลและความเหน็ดเหนื่อยของชาวเกาะหาดทรายขาวแน่นเอียดด้วยผู้คนที่ยกผลผลิตประจำตนมาเรียงรายเพื่อร่วมเลี้ยงฉลองซึ่งโฮมสเตย์ของพี่เณอก็เป็หนึ่งในคนจัดสถานที่และปรุงอาหารหลักๆรวมกับพ่อครัวแม่ครัวคนอื่นเขาจึงต้องคอยช่วยอยู่งานหลังบ้านด้านซีที่มีหน้าที่วาดพื้นทรายให้เป็สัญลักษณ์ตามความเชื่อเพื่ออวยชัยแด่เกาะให้อุดมสมบูรณ์ก็งานล้นมือไม่ต่างกันพวกเราจึงทำได้แค่ส่งยิ้มให้กันและรอเวลาที่ทุกอย่างจะเงียบสงบ...เหลือไว้เพียง่เวลาของ‘เรา’ ณ ผาหินประจำที่สามารถมองเห็นผืนทะเลพราวประกายเคียงคู่หาดทรายไพรศาล
ถึงแม้วันนี้หัวข้อสนทนาอาจไม่น่ารื่นรมย์นักเพราะเวลาเดินเร็วอย่างไม่คอยใคร...
“ซีครับนี้ก็ใกล้ถึงวันที่ผมจะต้องกลับกรุงเทพแล้วรู้สึกโหว่งๆเลย...แต่ผมแค่จะกลับไปส่งประกวดแล้วก็กลับมาที่นี่นะ เพราะความสุขของผมอยู่ที่นี่”
‘……....’ความเงียบแสนรักเคล้าไอความรู้สึกขัดเขินจากท่าทีของคนที่เอนซบลาดไหล่ชวนให้ยกยิ้มก่อนฝ่ามือจะเอื้อมหยิบของขวัญพิเศษขึ้นวางบนศีรษะหญิงสาวอย่างแ่เบามองสบโครงหน้างดงามที่ธรรมชาติรังสรรค์ให้กลืนกินความสวยงามของดอกไม้จนมิดด้วยแววตาเป็ประกายสีสันครามฟ้าช่างแสนเหมาะสมกับคนตรงหน้าจนอดยกกล้องขึ้นถ่ายเก็บไว้ไม่ได้
แต่ทว่า...
“ผมขอถ่ายรูปเก็บไว้นะ หวังว่าคุณจะชอบถึงมันจะเบี้ยวๆไปหน่อย ฝีมือมือสมัครเล่นน่ะ อย่าถือกัน–...”
จุ๊บ~…หนึ่งััหวานละมุนจรดบนริมฝีปากก่อนที่กล้องจะถูกยกขึ้นตอนนี้จึงมีเพียงสายตาของเขาเป็ดั่งเลนส์จับจ้องภาพตรงหน้าแทนสอดประสานกับั์ตาคู่สวยที่สื่อความด้วยเสน่ห์อันเหลือล้นชวนให้ลอบกลืนน้ำลายจนต้องเอ่ยถามเพื่อให้แน่ชัด
“ซีครับ....”
‘ชู่ว์……’…คำตอบนั้นมีเพียงเรียวมือยกขึ้นจรดปิดคำพูดและให้อ้อมกอดโอบเรือนกายทั้งสองแนบชิดอย่างยินดี
...เพียงนาทีที่จิตใจต่างร่ำร้องหากันจากหน้าผาหินก็ย้ายมาสู่สตูดิโอบ้านดินใจกลางป่าที่ไม่ไกลกันมากนักทุกวินาทีที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนไปแต่มีแค่ร่างกายรุ่มร้อนที่ไม่ผละห่างจากกันหนึ่งคนซบอิงแนบอกพลางไล่ฝ่ามือไปตามกรอบหน้าเคล้าไรหนวดส่วนอีกคนโอบกอดไล่จรดปลายจมูกสูดกลิ่นกายดอกไม้หวานอย่างหลงใหลแต่ก่อนที่บทเพลิงบนฟูกนอนจะได้โหมไหม้...หนึ่งคำถามเพื่อยืนยันก็ถูกส่งมอบไปให้ร่างอ่อนยวบในอ้อมแขนอีกครั้ง
“ที่นี่ไม่เป็ไรแน่นะครับ?...อา–สตูดิโอของคุณ แต่ผม...”
‘ที่นี่เป็ที่ของคุณเหมือนกัน แซน’…ไร้หน้าจอใดมีแค่กลีบปากที่ขยับบอกเป็ภาษาลมและเขาก็รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าอีกฝ่ายยอมรับเขาถึงเพียงไหน
“ขอบคุณครับ”...ขอบคุณที่ให้ผมได้เป็ส่วนหนึ่งของคุณ
...สิ้นคำอนุญาตจากท้องทะเลผู้งดงามท่อนแขนก็โอบอุ้มเรือนกายระหงส์วางลงบนเตียงนอนพลางไล่ปลดชุดกระโปรงขาวนวลออกอย่างระมัดระวังขณะเดียวกันก็คอยััเพิ่มความรู้สึกให้คนแสนรักเคลิบเคลิ้มในห้วงอารมณ์สองริมฝีปากประกอบหากันครั้งแล้วครั้งเล่าถ่ายโอนความปรารถนาแก่กันไม่สิ้นสุดจนกระทั่งไร้สิ่งใดขัดขวางฝ่ามือร้อนลูบไล้เรียวขาเปลือยเปล่าไล่ขึ้นถึงส่วนลับฉ่ำน้ำจากแรงอามรณ์สะกิดเบาๆให้เรือนกายบางสั่นเครือแล้วจึงสอดใส่เบิกทางด้วยนิ้วมือชักเข้าออกช้าๆโดยไม่ลืมโลมเลียยอดดอกบนหน้าอกนุ่มให้คนรับััคล้ายอาการเกร็ง วนเวียนปรนเปรอรสราคะไม่รู้เบื่อก่อนดวงตาคมจะประสานกับั์ตาวาวน้ำเพื่อเอ่ยถามในยามที่ทุกสิ่งพร้อม...
“อยากให้ผมััตรงไหนครับ...ที่ที่คุณจะรู้สึกดี?”
‘.........’…ความเงียบผสานเรียวมือเคลื่อนมาลูบเบาๆฝ่ามือของเขาที่สอดใส่อยู่ภายในกายส่วนอีกมือก็เอื้อมมาััความคับพองใต้กางเกงผ้าสัญญาณบอกว่าไอระอุร้อนนั้นยับยั้งไว้ไม่ไหวอีกต่อไปถุงยางในกระเป๋าจึงถูกนำมาสวมใส่เตรียมพร้อมเพื่อโหมเพลิงรักให้มากขึ้นมากขึ้นและมากขึ้น สองเรือนกายสอดประสานหลอมรวมเป็หนึ่งกระแทรกจังหวะตามอามรณ์ที่ถูกปลดปล่อยให้ไหลไปอย่างไม่มีใครห้ามใครโดยไม่ลืมที่จะเฝ้าถนอมทะเลตรงหน้าด้วยรสจูบในทุกนาทีจนกระทั่งปลายสุดแห่งเพลิงราคะใกล้ดำเนินถึงฝ่ามือใหญ่ก็เอื้อมไปกุมประสานกับเรียวมือแแ่อย่างรักใคร่เกินทน
“พร้อมกันนะครับ ซี”
“อื้ม–อ๊าง!~...”...สิ้นสุดบทเพลิงรักด้วยเสียงหอบหายใจของเราทั้งสองและริมฝีปากที่ประกอบดูดดื่มแลกเปลี่ยนความรู้สึกอีกครั้งและอีกครั้งก่อนที่ความเหนื่อยอ่อนจะครอบคลุมให้เปลือกตาปิดลงท่ามกลางอ้อมแขนของกันและกัน...
...ไอความสุขอบอวลทั่วบริเวณอย่างที่ไม่เคยได้ััทว่าในยามเช้าที่ลืมตาตื่นมาพบเรือนกายระหงส์เปลือยเปล่าในอ้อมแขนห้วงความคิดก็นึกโทษตนเองถึงความรีบร้อนแม้ใจจะร้องบอกว่าบุคคลผู้งดงามตรงหน้าคือคนที่อยากมอบรักแท้ให้โดยไม่มีข้อแม้แต่...การหลอมรวมเป็หนึ่งนี้โดยที่ไม่มีแม้แต่คำขอคบ มันเร็วเกินไปรึเปล่า?เขาทำผิดไปรึเปล่า?
‘อ-อื้ม....’…เสียงครางเบาๆผสานเปลือกตากระพริบตื่นขึ้นขัดห้วงความคิดให้หยุดและกลับมาสนใจหญิงสาวแทนแต่ดูเหมือนห้วงเวลาแสนดีที่มีมาตลอด จะถูกโชคชะตาทวงถามหาความทุกข์เสียแล้ว...
“อรุณสวัสดิ์ครับ ซี...คุณเจ็บรึเปล่า?”
“ผมขอโทษสำหรับเื่เมื่อคืนที่มันกะทันหันแบบนั้นอามรณ์มันไหลไปเลยจบลงแบบนี้ ผมว่าคุณคงไม่ชอบ–...”
เพี๊ยะ!!!...ความทุกข์ที่เขาเป็ผู้ก่อด้วยคำพูดของตนเองเมื่อแรงตบปะทะลงบนแก้มอย่างแรงตามเรียวมือของคนข้างกายที่ลุกขึ้นนั่งพลางจ้องเขม็งมาอย่างเดือดดาลกลีบปากนุ่มที่แลกเปลี่ยนรสหวานเมื่อคืนวานขยับสั่นเพียงสองพยางค์ไร้เสียง
‘ออกไป’…แต่ช่างบาดลึกเกินท้านทน
“ด-เดี๋ยวครับซี ผมไม่ได้จะ...”
พรึ่บ!...มงกุฏดอกไม้ถูกเหวี่ยงลงบนพื้นไม้พร้อมเรียวมือหยิบหน้าจอสื่อสารขึ้นมาเพื่อระบายความโกธรเคืองผ่านทางตัวอักษรยื่นมาจ่อชิดสายตาของเขาที่ทำได้เพียงอ่านและยอมรับ...ยอมรับโดยไม่คิดแก้ไขสิ่งใด
‘ถ้ามันเป็แค่ไอ้อามรณ์ไหลๆอะไรนั่นของนาย...ออกไป’
‘แล้วอย่าได้เจอกันอีกเลย’
“.........”คล้ายโลกทั้งใบกลายเป็สุญญากาศอื้ออึงยามริมฝีปากสวยขยับภาษาลมอีกครั้งไม่มีตัวอักษร ไม่มีภาพใด ไม่อะไรอีกเลยให้เขาได้จับจ้องท้องทะเลแสนรักตรงหน้าร่างกายที่สวมใส่เสื้อผ้าเสร็จถูกผลักจนล้มออกมาด้านนอกบ้านดินที่เคยอบอวลด้วยความสุขทว่าตอนนี้...ไม่มีอีกแล้ว
[พูดอะไรปากเสียชะมัด! เหอะ!มีวันดีๆแล้วก็หัดพูดให้มันดีๆคำพูดน่ะมันออกไปแล้วออกไปเลยรู้ไหม–...]
-กระแสเสียงเตือนดังขึ้นอีกครั้ง...แต่ก็สายเกินย้อนกลับ -
“ดูเหมือนฉันจะทำทุกอย่างพังอีกแล้ว...ขอโทษ”...เอ่ยบอกกับความสัมพันธ์อันว่างเปล่าที่ถูกทำลายโดยตัวเขาโดยปากที่ไม่กล้าขยับเพื่อรั้งสิ่งใดไว้ได้เลย...
สิ่งที่ไม่อาจย้อนคืนย่อมไหลผ่านดั่งสายน้ำ
เฉกเช่นท้องทะเลแสนรักที่นาทีนี้หวนกลับออกห่างจากฝั่งทรายเสียแล้ว...