แบนชีภูตสวาท (จบ)

    บทที่ 6

    หยาดโลหิตลามไหลลงสู่ธารน้ำและทำให้พื้นน้ำนั้นกลายเป็นสีแดงขุ่นคล้ำ ดูสกปรก ควันไฟลอยตัวเป็นกลุ่มก้อนอยู่เหนือสนามรบ บิดตัวเป็นเกลียวอยู่กลางกระแสลม ราวร่างที่บิดเบี้ยวด้วยความทรมานจากความเจ็บปวดอันแสนสาหัส ขณะเดียวกัน บรรดานักรบทั้งหลายก็นอนตายกันเกลื่อน ซึ่งในท่ามกลางเศษซากชีวิตนั้น มีร่างหนึ่งที่ท่องอยู่ในท่ามกลางทะเลแห่งความตายนั้น..เมื่อน้ำสีแดงขุ่นข้นจางลงแล้ว น้ำที่ไหลตามออกมาก็เป็นสีขาวสะอาดอีกครั้ง..“เราออกไปข้างนอกกันก็ได้นะ” ไมเคิลเอ่ยขึ้นอย่างเอาใจ “คุณอยากเข้าไปในดับลินไหมล่ะ? ”คาร์ล่าหันกลับมามองหน้าเขา แววแห่งความน้อยใจเมื่อครู่เลือนหายไปหมดสิ้นแล้ว“ไม่จำเป็นหรอก ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ก็มีอยู่ร้านหนึ่งที่เป็นร้านที่มีชื่อเสียง..”“แล้วพี่เลี้ยงที่จะมาดูแลลูกล่ะ? ” ไมเคิลถามแทรกขึ้น สายตาจับอยู่กับน้ำที่ไหลรินลงในกา“ไม่เห็นจำเป็นเลย เอ็มเจ อายุทั้ง 13แล้ว คริสซี่ก็เกือบจะ 12 โตจนดูแลตัวเองได้แล้วละ”“เอ้อ..” แต่ไมเคิลไม่ใคร่วางใจนัก “ผมไม่ค่อยอยากทิ้งพวกแกไว้ที่บ้านตอนกลางคืนให้อยู่กันตามลำพังหรอก..”“นี่..ที่นี่น่ะมันไอร์แลนด์นะ..” คาร์ล่าไม่คิดจะอำพรางความรู้สึกเหยียดหยันในความคิดของสามีไว้เลย “ไม่ใช่นิวยอร์ก..!” น้ำเสียงของเธอประชดประเทียดเช่นเคย“มันก็จริงอยู่หรอก..แต่..”“แต่อะไร..? ”“ก็..” เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องครัวที่ได้รับการตกแต่งไว้อย่างทันสมัย ความอึดอัดกังวลใจที่กำลังเกิดอยู่กับเขาในเวลานี้ ดูๆ แล้วมันก็ออกจะเป็นเรื่องน่าขันอยู่เหมือนกัน “คือ..ผมมีความรู้สึกอยู่ว่าบ้านหลังนี้มันค่อนข้างเก่า ลูกๆ อาจจะกลัวกันก็ได้..” เขาตอบเสียงอ่อย“ทุเรศ..!” คาร์ล่าว่าให้อย่างไม่เกรงใจ “นี่สงสัยว่าคุณคงจะลืมไปแล้วละมัง ว่าลูกเราน่ะโตมาจากที่ไหน ไม่จำเป็นจะต้องมานั่งห่วงเรื่องความปลอดภัยของพวกแกให้มันมากเกินไปนักหรอก”“งั้นก็..ตามใจคุณแล้วกัน”“อ้าว..แล้วถ้าคุณคิดจะออกไปกินอาหารข้างนอกตอนสักกี่โมงล่ะ ฉันจะได้เตรียมตัวไว้” คาร์ล่าถาม แต่ก็เดินออกจากครัวไปพร้อมกับคำถามนั้น ซึ่งทำให้ไมเคิลออกจะแปลกใจเมื่อเขาหันกลับมาและต้องตอบกับความว่างเปล่าว่า“กี่โมงก็ได้ตามใจคุณ”
    แต่ปรากฏว่า คืนนั้นสองสามีภรรยาไปไม่ถึงร้านอาหารที่ตั้งใจไว้ ..

    การโต้เถียงได้เกิดขึ้น ขณะที่ทั้งสองเดินทางไปยังร้านอาหารที่ชื่อสเคอรี่ส์ ความขัดแย้งมันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตอนที่คาร์ล่าตัดสินใจไม่ตกแล้ว ว่าจะสวมชุดไหนในโอกาสพิเศษเช่นนี้ จึงทำให้ออกจากบ้านช้ามากและโชคร้ายกว่านั้น เมื่อคาร์ล่าขับรถเลยทางลัดที่เธอรู้จัก ผลก็คือแทนที่จะตัดจากถนนฟากหนึ่งตรงมายังถนนสายที่ร้านตั้งอยู่ ปรากฏว่าต้องวิ่งรถอ้อมเป็นวงกลมไปไกลมาก และยังไปจบลงตรงถนนสายเลียบทะเล ซึ่งอยู่ทางด้านเหนือของตัวเมืองอีกด้วยตลอดเวลาที่คาร์ล่าขับรถอยู่นั้น เธอขับด้วยความเร็วสูงมากจนไมเคิลต้องนั่งจับเบาะตัวแข็งไปตลอดทาง แทบจะมองไม่เห็นป้ายบอกทางหรืออาคารบ้านเรือนที่จะใช้เป็นจุดสังเกตได้ ในที่สุด คาร์ล่าก็ขับไปชนเอามุมถนนเข้าจึงรีบเหยียบเบรก เป็นผลให้ล้อครูดไปข้างหน้า ยางที่เสียดสีอยู่กับพื้นถนนดังสนั่นขึ้นในความเงียบ และตอนนั้นเองที่ไมเคิลหมดความอดทน..!“ขับให้มันช้ากว่านี้หน่อยไม่ได้หรือยังไง? ” เขาถามเสียงเกรี้ยว“ฉันก็ไม่ได้ขับเร็วอะไรนี่” คาร์ล่าเถียงโดยไม่หันมามองหน้าเขา “และฉันก็ไม่อยากให้เลยเวลาอาหารค่ำด้วย”“ก็แล้วเพราะใครล่ะเราถึงได้ช้ามากขนาดนี้? ”รถพุ่งไปข้างหน้าเมื่อคาร์ล่าเหยียบคันเร่งจนมิด“นี่..ผมไม่อยากลงไปนอนอยู่กลางทะเลนะ” ไมเคิลร้องอย่างโมโห“คุณว่ายน้ำเป็นอยู่แล้วนี่” คาร์ล่าพูดด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม“ขับให้มันช้าๆ หน่อยเถอะ” ไมเคิลพูดเสียงเครียด ภายในรถที่มีพื้นที่จำกัดนั้น มันทำให้น้ำเสียงที่พูดออกจะห้วนห้าวและดังลั่นเกินความจำเป็นและคาร์ล่าก็จำต้องลดความเร็วลงเหลือประมาณ 50 ไมล์ ต่อชั่วโมง“เดี๋ยวก็ยิ่งช้ากันไปใหญ่” เธอบ่นพึมพำ“นี่มันก็ช้าอยู่แล้วละ ถ้าจะช้ากว่านี้อีกสัก 2-3 นาทีก็คงไม่เสียหายอะไรหรอก ขับให้มันช้ากว่านี้อีกหน่อย ไม่ยังงั้นเดี๋ยวจะต้องมาตายพร้อมกันทั้งสองคน..!”คาร์ล่าถอนเท้าออกจากคันเร่งทันที..ไมเคิลเหลือบตามองหน้าภรรยาอยู่ บริเวณนี้ไม่มีแสงไฟตามทางเลยและท้องฟ้าเบื้องบนก็หน่วงหนักด้วยเมฆฝน ซึ่งยิ่งทำให้บรรยากาศดูมืดสลัวลงกว่าเดิม บอกให้รู้ว่าอีกไม่นานฝนจะตก แสงไฟสีเขียวจากหน้าปัดส่องสลัวมาต้องใบหน้าทำให้ดูกร้าวกระด้างอย่างไรพิกล ริมฝีปากของเธอเครียดเคร่ง ดวงตาซ่อนอยู่ในเงามืด“คุณแน่ใจแล้วนะ ว่าไม่อยากให้ฉันจอดรถลงมันตรงนี้เสียเลย..หรือว่าจะให้ฉันเลี้ยวรถกลับ..? ” น้ำเสียงที่ถามฟังเหี้ยมเกรียมก็จริง แต่มันแฝงความน้อยใจไว้อย่างเห็นได้ชัด“อยากทำอะไรก็เชิญ..!” ไมเคิลตอบออกไปอย่างโมโห สะบัดหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่อยากสนใจกับเธออีกต่อไปคำตอบของเขาทำให้คาร์ล่าเหยียบเบรกอย่างแรง ไมเคิลไม่ทันระวังตัวทำให้หัวพุ่งไปข้างหน้า ดีแต่ว่าสายคาดนิรภัยเหนี่ยวไว้ ร่างของเขาจึงผงะหงายกลับมาข้างหลังได้..“นี่มันเรื่องอะไรกัน..? ”“ตั้งแต่แรกคุณก็ไม่อยากมาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคุณก็เลยเจตนาหาเรื่องทะเลาะกับฉัน” คาร์ล่าตวาดใส่หน้าสามีเสียงดังลั่น “คุณน่าจะกลับไปนั่งทำงานอยู่กับไอ้เครื่องบ้าๆ นั่นจะดีกว่า”“เดี๋ยว..!”“ฉันต้องขอโทษด้วยนะที่ดึงตัวคุณออกมาอย่างนี้ ทำให้เสียงานเสียการโดยไม่จำเป็น”“ฟังผมนะคาร์ล่า คุณก็รู้ว่าจริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้อยากจะทำอะไรให้ตัวเองลำบากเลย แต่ถ้าหนังสือเล่มนี้มันเสร็จก็หมายถึงว่าเราจะได้เงินก้อนใหญ่..”“ทุกวันนี้เราก็มีเงินมากพออยู่แล้วนี่”“แต่มันก็ยังไม่พอหรอก ถ้าคุณขืนใช้อยู่อย่างนี้..”“ที่คุณพูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง? ” คาร์ล่าตวาดเสียงเกรี้ยว“คุณก็รู้อยู่แก่ใจดีแล้วนี่ ว่ามันหมายความว่ายังไง” เขาปลดสายคาดนิรภัยออกและผลักประตูด้านข้างตัวให้เปิดออกด้วยเช่นกัน สายลมจากท้องทะเลที่โบกโบยผ่านเข้ามาทำให้อารมณ์เขาดีขึ้นมาก “ผมขอลงไปเดินยืดเส้นยืดสายหน่อยนะ” เขาพูดเรียบๆ “เออ..เอายังงี้ดีไหมคาร์ล่า เราลงมายืนรับอากาศบริสุทธิ์กันสักพักดีกว่านะ เดี๋ยวพอสบายอกสบายใจแล้วค่อยไปต่อกัน..โอเค..? ”ไมเคิลไม่ได้ยินว่าภรรยาตอบว่ากระไร และดูเหมือนคาร์ล่าเองก็ไม่ได้สนใจที่จะตอบด้วย เพราะทันใดนั้น เธอก็เข้าเกียร์ เหยียบคันเร่งพารถพุ่งออกไปจากตรงนั้นทันที ทิ้งให้เขายืนงงอยู่ในท่ามกลางความเงียบและความมืดเพียงลำพัง กว่าที่ไมเคิลจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เขาก็เห็นแต่แสงไฟท้ายที่เลี้ยวลับไปตามแนวโค้งของถนน พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่แผ่วจางลงจนหายไปในที่สุด“ชิท..” เขาร้องออกมาด้วยความโมโหแม้ว่าสายลมที่พัดผ่านมาจากท้องทะเลจะช่วยให้อารมณ์เขาดีขึ้นบ้าง แต่มันก็เป็นสายลมที่เย็นเยือก และค่ำวันนี้เขาก็อยู่ในสูทสำหรับฤดูร้อน เสื้อตัวในเป็นเสื้อเชิ้ตเนื้อแพรที่ไม่จำเป็นต้องผูกเนกไท และยังสวมรองเท้าคัทชูที่ไม่เหมาะการเดินเล่นอีกด้วยขณะนี้ ไมเคิลมีทางเลือกอยู่เพียงแค่ 2 ทางเท่านั้น คือเดินต่อไปยังร้านอาหารหรือก็มุ่งหน้ากลับบ้าน และเมื่อครุ่นคิดพิจารณาทางเลือก เขาก็มองเห็นอยู่ ว่าจริงๆ แล้วมันก็มีเพียงแค่ทางเดียวเท่านั้นสิ่งที่เขาสมควรจะทำอย่างที่สุดในตอนนี้ คือเดินต่อไป จนกระทั่งถึงร้านอาหาร แล้วก็เรียกรถแท็กซี่จากที่นั่นให้พาเขากลับบ้าน แต่ว่านั่นต้องหมายความด้วยว่า ถ้าเขาสามารถหาแท็กซี่ได้สักคันหนึ่ง เมื่อตัดสินใจได้เรียบร้อยแล้ว เขาก็ดึงปกเสื้อขึ้น และเริ่มเดินออกจากตรงนั้น มุ่งหน้าเข้าไปทางตัวเมืองมันเป็นทางสายเปลี่ยวอย่างแท้จริง เป็นถนนที่ปราศจากยวดยานพาหนะสัญจรไปมา เรื่องที่จะมีคนมาเดินอยู่บนถนนสายนี้นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ต้องคำนึงถึงอีกต่อไป เมื่อมองไปทางด้านซ้ายมือเหนือเขื่อนเตี้ยๆ จะเห็นเกลียวคลื่นที่ซัดซ่าอยู่กับชายหาดที่อยู่ไกลออกไป เมื่อมองไปทางด้านขวามือ จะพบว่ามันมีละเมาะไม้พุ่มเตี้ยที่เป็นแนวขนานอยู่กับถนนไปตลอดเส้นทาง ไกลจากหมู่ไม้พุ่มเตี้ยเหล่านั้นก็จะเห็นไม้ยืนต้นที่ขึ้นรวมกันอยู่เป็นป่าไม้เบญจพรรณเมื่อมองขึ้นไปบนยอดเนิน ก็พอจะมองเห็นคฤหาสน์แบบโบราณตั้งอยู่ท่ามกลางแสงสว่างจากท้องฟ้ายามราตรี ไม่มีแสงไฟหลุดลอดออกมาทางหน้าต่างคฤหาสน์หลังนั้น มันทำให้เขาอดคิดอยู่ในใจไม่ได้ว่า หรือมันจะเป็นบ้านร้างที่ปราศจากผู้คนอยู่อาศัย