บทที่ 6
โอ๊ตสะบัดความคิดทุกอย่างในหัวทิ้งไป เพราะเขามีเรียนในช่วงเช้านี้เวลา 09.30 น. และมันยังเป็นวิชาเอกที่สำคัญอีกด้วย เขาหันมองนาฬิกาก็พบว่าตัวเองสายไปมากแล้ว เขากำลังสองจิตสองใจอยู่ว่าจะนั่งรถวินหรือแท็กซี่เลยดี ถ้าจะให้นั่งรถเมล์เหมือนกับปกติมันก็คงจะไม่ทันกาลแล้ว“รีบไปดีกว่า.. อาจารย์อัครินทร์ยิ่งซีเรียสเรื่องเวลาอยู่ด้วย..” โอ๊ตเปิดประตูห้องพักของตัวเอง จัดแจงใส่ร้องเท้าผ้าใบคู่เก่าๆ ก่อนจะเดินออกจากหน้าห้องพักไป แต่ทันใดนั้น เขาก็พบเข้ากับป้าเพ็ญที่กำลังยืนมองรถเบนซ์คันงามที่เขาเพิ่งจะได้มาอยู่“นี่ตาโอ๊ต.. นี่รถแกหรือเปล่าห๊ะ” ป้าเพ็ญถามออกมาอย่างสงสัย ก่อนที่จะลองมองภายในรถอย่างสนอกสนใจ โอ๊ตที่ได้ยินคำถามนั้นมันก็ทำให้เขาถึงกับเกาแก้มแกล้งเขินเล็กน้อย จะว่าเป็นรถของเขามันก็ใช่อยู่หรอก แต่ถ้าจะให้บอกอย่างนั้นคงได้รู้กันทั่วตลาดแน่ๆ เขาจึงไม่อยากจะพูดกล่าวความจริงสักเท่าไร“มันเป็นรถของเพื่อนผมน่ะครับป้าเพ็ญ.. จะว่ายังไงดีล่ะ เพื่อนมันจ้างผมเป็นคนขับรถส่วนตัวของมัน แล้วมันดันรวยเอามากๆ ก็เลยให้รถมาใช้ด้วยเลยน่ะครับ..” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับเกาแก้มเบาๆ“เห่อ! เด็กสมัยนี้ไม่รู้จักคุณค่าของเงินกันเลย.. แต่ก็ดีแล้วที่แกได้งาน ว่าแต่ได้เท่าไรล่ะ..” ป้าเพ็ญแกบ่นออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามตามอาการขี้เสือกเรื่องชาวบ้านของแก“ไม่เยอะหรอกครับ เขาจ้างผมวันละ 100 บาทเท่านั้นเอง..” โอ๊ตกล่าว ป้าเพ็ญที่ได้ยินอย่างนั้นก็ดึงหน้าเล็กน้อย“เป็นคนรวยมากแท้ๆ แต่ก็ยังเป็นพวกขี้เหนียวกันอีก...จริงสิ! แกก็ระวังจะเอารถเขาไปชนล่ะ มันอาจจะวางแผนเล่นงานแกเอาไว้ก็ได้ ฉันว่าแกไม่ควรรับงานเลย..” ป้าเพ็ญแกก็ยังส่องดูภายในไม่เลิก แต่ก็ยังเอ่ยเตือนโอ๊ตเล็กน้อย อาจจะเป็นอย่างที่แกบอกก็ได้ ถึงจะมีค่าจ้างให้ แต่ถ้าเอาไปชนอีกฝ่ายก็สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากเขาได้ แต่เขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไร เพราะว่าจริงๆแล้วรถนี้มันเป็นรถของเขาเองนี่นา“ครับบ.. ผมจะระวังครับ” โอ๊ตที่เห็นว่าตัวเองสายแล้วจึงตอบปัดๆไป และแน่นอนว่าเขาจะต้องขึ้นรถเบนซ์เพื่อนำมันออกไปใช้งานตามเหตุผลที่ว่าจะต้องไปรับเพื่อนที่เป็นผู้ว่าจ้างแล้ว ป้าเพ็ญแกก็เข้าใจ แกเป็นคนดี แต่แกแค่ขี้เสือกไปหน่อยเท่านั้น โอ๊ตถอนหายใจในขณะที่นั่งอยู่บนรถเบนซ์คันหรู เขาไม่แน่ใจว่าโกหกออกไปอย่างนั้นจะดีหรือเปล่า แต่ว่าเมื่อมันพลั้งปากไปแล้ว ก็เอาเวลาช่วงนั้นกลับมาไม่ได้ และเขาคิดว่าจะต้องหาทางจัดการกับเรื่องนี้ให้ไวที่สุดแล้ว แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาจะมาคิดอะไร เขารัดเข็มขัดเพื่อเตรียมจะออกรถทันที แม้ว่าโอ๊ตจะไม่เคยขับรถหรูอย่างนี้เลยสักครั้ง แต่เขาก็มีใบอนุญาตขับขี่เช่นกัน เพราะเขาเองก็สมัครเป็นคนขับรถของบริษัทแท๊กซี่แห่งหนึ่งเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง กับค่าเทอมที่แพงเอาเรื่องเป็นอาชีพเสริม แน่นอนว่าเมื่อชีวิตยังไม่ดับลง คนเราก็ต้องสู้กันต่อไป“ก็สมกับเป็นรถยี่ห้อดัง คุณภาพดีมากจริงๆ” โอ๊ตกล่าวกับตัวเองเบาๆ เครื่องยนต์ที่ไม่ดังเหมือนรถรุ่นเก่าๆ เบาะที่ทำมาอย่างดี คอนโซนที่ดูหรูหรา และฟังก์ชันที่ติดมากับตัวรถมากมาย สมแล้วที่มันจะมีราคาที่แพงหูฉีกขนาดนี้ ไม่นานเขาก็เดินทางมาถึงหน้าคณะที่เขาเรียน และเขาก็ต้องรีบมากเพราะมันเหลือไม่ถึงห้านาทีแล้วก่อนคลาสจะเริ่มต้นขึ้น โอ๊ตมองซ้ายทีขวาทีก่อนลงรถ เขาก็ต้องถอนหายใจออกมา เพราะเขาไม่ต้องการให้ใครเห็นว่าเขามีรถยนต์คันหรู และขับมาเรียนอย่างนี้ เขาไม่ชอบเรื่องที่วุ่นวาย“โอเค.. ไม่มีใคร เราเองก็ต้องรีบแล้ว อาจารย์อัครินทร์แค่เข้าสายเพียงเสี้ยววินาที เขาก็ไล่เรากลับบ้านแล้ว.. ไม่อยากคิดเลยจริงๆ” โอ๊ตบ่นกับตัวเองเล็กน้อย เขาเดาว่าเพื่อนร่วมคลาสคงจะอยู่ในห้องเรียนแล้วเพื่อความปลอดภัย พวกเขาไม่ต้องการโดนอาจารย์ท่านนี้หมายหัว นอกจากอาจารย์แกจะเป็นคนสอนในวิชาเอกแล้ว ยังเป็นประธานหลักสูตรด้วย ดังนั้นควรจะเซฟเอาไว้ดีที่สุด โอ๊ตวิ่งเข้ามาในห้องเรียนเกือบจะไม่ทันเวลา ถ้าเขาช้าอีกเพียงสามก้าวเท้า เขาก็จะไม่ได้เรียนแล้วในวันนี้โชคดีที่ฝีเท้าของเขาเร็วพอควร โอ๊ตเดินไปนั่งที่โต๊ะประจำของเขา ความสัมพันธ์ของเขากับเพื่อนๆนับว่าค่อนไปในทิศทางที่แย่ ไม่ว่าใครชวนเขาไปไหน เขาก็ต้องปฏิเสธไปทั้งหมด มันเป็นเพราะว่าเขาจะต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเอง แต่เพื่อนๆเหล่านั้นที่ใช้เงินของพ่อแม่อยู่ พวกเขาไม่มีทางมาเข้าใจอะไรเขาอย่างแน่นอน มันส่งผมกระทบทำให้เขาไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ไม่มีเพื่อน ไม่สนิทกับใคร การเรียนเองก็กลางๆ จึงไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญ นอกจากผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น.. ‘หัวหน้ารุ่น.. วิมลวรรณ หรือเพื่อนมักจะเรียกเธอคนนี้ว่า มนต์’ โอ๊ตมองไปที่เธอเล็กน้อย แน่นอนว่าเธอเป็นคนที่สวย มีเสน่ห์ เฟรนลี่ เรียนเก่ง ฐานะทางบ้านดี ไม่ว่าชายใดก็ยกให้เธอเป็นสุดยอดผู้หญิงดีเด่นแห่งสาขาเลยทีเดียว ถึงโอ๊ตจะชมเธอมากขนาดนั้น แต่เขาก็พิจารณาความเป็นไปได้ของตัวเองอย่างมีเหตุผลด้วยเช่นกัน เขาที่ฐานะยากจน พ่อแม่ก็ไม่มี หน้าตาก็ไม่ได้หล่อเหลามากมายอะไร เขาเข้าใจดีว่าตัวเองไม่เหมาะสมกับเธอ ดังนั้นเขาควรถอยออกมาจะดีกว่า อาจารย์อัครินทร์เริ่มสอนเนื้อหาตามหลักสูตรไป และโอ๊ตจะต้องตั้งใจมากกว่าคนอื่น เขาไม่มีเวลามาอ่านหนังสือเพื่อทบทวนในภายหลัง เขาต้องทำความเข้าใจในห้องเรียนเพื่อนำมันไปใช้ในการสอบ ไม่นานการเรียนคลาสตัวเอกนี้ก็จบลง คาบนี้มันกินเวลามาจนถึง 12.30 น. และเขาก็ต้องเรียนต่อเวลา 13.00 น. ในวิชาทางเลือกที่ลงเอาไว้ ทำให้เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะทานข้าวเลยด้วยซ้ำ“โอ๊ตตต... นายมีเรียนต่อใช่ไหม” เสียงเรียกจากผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น แน่นอนว่าเธอคนนี้คือ หัวหน้ารุ่น ‘มนต์’ เธอวิ่งมาแต่ไกลก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงหน้าของโอ๊ต และกล่าวถามออกมา“ใช่ครับมนต์ เรามีเรียนต่อที่ตึก A ว่าแต่มนต์มีอะไรหรือเปล่าครับ..” โอ๊ตกล่าวถามออกไปอย่างปกติ“เหรอ.. รบกวนนายหรือเปล่า จะเดินไปด้วยคุยกันไปด้วยก็ได้นะ..” มนต์กล่าวพร้อมกับท่าทางลุกลี้ลุกลนของเธอเล็กน้อย สายตาที่ดูไม่มั่นใจสักเท่าไร โอ๊ตที่ได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าให้กับเธอเล็กน้อย“ถ้ามนต์สะดวกเอาเป็นตามนั้นก็ได้ครับ เรามีเรียนตอนบ่ายโมงพอดี กลัวจะสายน่ะ..” โอ๊ตกล่าวตอบพร้อมกับรอยยิ้มที่พิมพ์ใจ โอ๊ตเพียงแค่อยากจะรักษามารยาทในการพูดคุยกับอีกฝ่ายเท่านั้น เพราะเธอเป็นคนเดียวที่กล้าคุยกับเขา และกลับมาคุยใหม่เสมอๆ ภาพลักษณ์ของโอ๊ตเปรียบเสมือนบุคคลลึกลับที่ไม่ค่อยมีใครอยากจะยุ่งเกี่ยวสักเท่าไร“..เออ.. ว่าแต่มนต์มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ..” เมื่อโอ๊ตเริ่มเดินนำมาได้สักพัก ก็หันกลับไปถามกับหญิงสาวที่อยู่ข้างหลังเขา มนต์ที่ได้ยินคำถามก็สะดุ้งตกใจเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มให้กับโอ๊ตอย่างเป็นกันเอง“จริงสิ! มนต์เกือบจะลืมไปแล้วนะ ตอนนี้พวกเราก็ปี4 อีกไม่กี่วันพวกเราก็จบการศึกษากันแล้ว มนต์เลยจะมาถามว่าโอ๊ตจะเข้าร่วมงานเลี้ยงรุ่นครั้งสุดท้ายในฐานะที่เป็นนักศึกษาด้วยกันไหม..” มนต์กล่าวถามกับโอ๊ตตรงๆ เพราะไม่ว่างานอะไรที่ผ่านมา โอ๊ตไม่เคยเข้าร่วมมันเลยสักครั้ง ตอนแรกโอ๊ตก็คิดอยู่นานกับคำถามนี้ และตั้งใจที่จะกล่าวปฏิเสธไป แต่ดูจากสีหน้าของมนต์ที่คาดหวังให้เขาตอบนั้นก็ต้องทำให้เขาวนกลับมาคิดอีกครั้งหนึ่งแล้วจะจัดกันเมื่อไรล่ะ..” โอ๊ตกล่าวถามพร้อมกับเกาแก้มตัวเองเล็กน้อย อย่างน้อยๆครั้งสุดท้ายเขาจะยอมร่วมสักครั้งตามความหวังของเธอให้ก็ได้“จัดกันวันเสาร์หน้า หลังจากสอบหมดแล้วน่ะ.. โอ๊ตจะมาใช่ไหม..” มนต์กล่าวถามอย่างคาดหวัง“เออ.. เอาอย่างนั้นก็ได้ครับมนต์..” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับเดินหน้าต่อไป เขาไม่คุ้นชินกับสถานการณ์อย่างนี้เลยจริงๆ ถ้าเป็นตามปกติเขาก็แค่ปฏิเสธ และเดินจากไปเท่านั้นเอง แต่ตอนนี้หญิงสาวหัวหน้ารุ่นคนนี้กลับแสดงท่าทางดีอกดีใจแปลกๆ“จริงนะ.. ถ้าอย่างนั้น เออ..มนต์ขอช่องทางติดต่อของโอ๊ตหน่อย เฟซแบล็ก ไรน์ หรืออินฟาแกรมก็ได้.. เออ..มนต์แค่จะส่งกำหนดการไปให้โอ๊ตน่ะ..” มนต์กล่าวพร้อมกับท่าทางที่มีพิรุธสุดๆ โอ๊ตที่เห็นว่าเธอใส่ใจกับเขาอย่างนี้ก็ยิ้มออกมาอย่างเขินๆ แต่ทว่าเขากลับไม่มีช่องทางติดต่อเหล่านั้นเลยนั่นแหละคือปัญหา“เออ.. จะว่ายังไงดีล่ะ คือเราไม่ได้เล่นแอปพวกนั้นเลยน่ะ ถ้ามนต์สะดวกเอาเป็นเบอร์โทรได้ไหม..” โอ๊ตกล่าวอย่างเขินๆ เขาคิดว่าเธอคงจะมองว่าเขาเป็นไอ้บ้านนอกเข้ากรุงหรือเปล่า และดูเหมือนว่าเขาจะคิดถูก เพราะสีหน้าของเธอมันแสดงออกมาอย่างนั้น“เบ...เบอ...เบอร์..โทรเหรอ... ถ้าโอ๊ตมีแค่นั้น มนต์ขอหน่อยได้ไหม..” มนต์กล่าว