ตลาดสด
สองปีก่อนตอนที่เฉินอันหลานทำงานสายลับ เขามักจะเข้า ๆ ออก ๆ ตลาดสดที่เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยแผงลอยค้าขายขนาดเล็กเหล่านี้อยู่บ่อย ๆ หน้าที่ของเขาตอนนั้นคือการดูแลจัดการเรื่องการเก็บค่าคุ้มครองอยู่เบื้องหลัง คนเหล่านี้ หากยอมจ่ายก็แค่โดนขู่ขวัญ แต่ถ้าไม่ยอมจ่ายก็จะทำลายแผงลอยและทำร้ายเจ้าของแผง ต่อมาเมื่อเฉินอันหลานยอมรับพี่หวังเป็นพี่ใหญ่ พี่หวังก็แบ่งอาณาเขตที่อยู่ภายใต้การปกครองของตนส่วนใหญ่มอบให้เขาดูแล ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีใครกล้าเก็บค่าคุ้มครองในพื้นที่ขนาดเล็กนี้
แต่หลังจากนั้น เฉินอันหลานก็ไม่ได้มาเหยียบที่แห่งนี้อีก
เวลาล่วงเลยไปกว่าสามปี วันนี้ก็มีเหตุให้เฉินอันหลานต้องเข้ามาในสถานที่อันคุ้นเคยนี้อีกครั้ง ซึ่งเหตุที่ว่านั่นก็คือ... ในวันนี้บ้านของลานเซลอตไม่เหลือวัตถุดิบสำหรับทำอาหารมื้อค่ำเลย
เฉินอันหลานยืนขมวดคิ้วมุ่นอยู่หน้าทางเข้างตลาดที่มีผู้คนเดินผ่านไปมาขวักไขว่
“ทำไมต้องมาสถานที่แบบนี้ ในซูเปอร์มาร์เก็ตก็มีขาย”
“ที่นี่ของสดกว่า”
“สด แต่นายรู้วิธีต่อรองราคาเหรอ?”
“ปกติแล้วหมิงจวงรับหน้าที่มาซื้อตลอด”
“แล้วนายเอาเงินมาด้วยใช่ไหม?”
“ไปกันเถอะ”
เมื่อลานเซลอตพูดจบก็จูงมือของเฉินอันหลานเดินเข้าไปท่ามกลางฝูงชนที่พลุกพล่านทันที
เฉินอันหลานพยายามดึงมือออกแต่ก็ไม่สามารถสลัดมือหนาให้หลุดไปได้ อีกทั้งยังเป็นกังวลว่าถ้าเอะอะเสียงดังเกินไปจะดึงดูดสายตาของคนรอบข้างเขาจึงหยุดดิ้นรน โอเมก้าหนุ่มครุ่นคิดในใจว่าตัวเองก็ใส่ผ้าปิดปากอย่างไรคนอื่นก็จำไม่ได้อยู่แล้ว จึงปล่อยให้อีกฝ่ายจูงมือเดินเข้าไปในตลาด
เมื่อเดินผ่านแผงลอยไปแล้วกว่าสามแผง ในที่สุดลานเซลอตก็ลากพ่อครัวจำเป็นมาหยุดอยู่หน้าแผงลอยขายผักสดแผงหนึ่ง
“ถาม”
“นายถามเองไม่เป็นเหรอ?”
“คนที่ใช้วัตถุดิบสิ้นเปลืองคือนาย”
เฉินอันหลานกำลังคิดจะโต้กลับ แต่เมื่อชำเลืองมองไปยังป้าเจ้าของแผงที่กำลังมองดูพวกเขาสองคนอยู่อย่างรอคอย โอเมก้าหนุ่มก็สะดุ้ง และจำใจต้องข่มอารมณ์โกรธไว้ จากนั้นก็หันไปหาคุณป้าแม่ค้า ก่อนจะชี้มือไปยังผักตรงหน้าแล้วเอ่ยถาม
“อันนี้ขายยังไงครับ?”
“ผักกวางตุ้งหรือว่ากุยช่ายล่ะ?” ป้าเจ้าของแผงถามขึ้น
“นายอยากได้อันไหน” เฉินอันหลานยกมือขึ้นมาขยี้ปลายจมูกเล็กน้อย พร้อมกับถามลานเซลอตด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ผักกวางตุ้งหรือว่ากุยช่าย?”
“ต้องถามนาย”
“ถามฉันทำไม?”
“คนทำอาหารคือนาย”
เฉินอันหลานค้อนใส่ลานเซลอตเล็กน้อย
“นายก็บอกมาสิ”
ลานเซลอตไม่พูดอะไร
ในจังหวะนั้น จู่ ๆ แววตาของเฉินอันหลานก็เปล่งประกายระยิบระยับ จากนั้นมือน้อยก็เริ่มขึ้นแล้วชี้ไปทั่ว
“อันนี้ อันนี้ แล้วก็อันนี้... เอามาหมดเลย”
เมื่อป้าเจ้าของแผงเห็นวิธีการซื้อของอีกฝ่ายก็ตกใจไม่น้อย จนต้องถามย้ำ
“เอาหมดเลยเหรอ?”
“เอาหมดเลยครับ” เฉินอันหลานตอบ
“แล้วจะเอาเท่าไหร่?”
“คุณป้าหยิบเองได้เลยครับ ชั่งกิโลแล้วคิดเงินได้เลย”
“งั้น... ก็ได้จ้ะ”
แม่ค้าแผงผักพิจารณาลูกค้าคู่รักหนุ่มด้วยสายตาประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก นอกจากหยิบถุงออกมาหลายสิบใบ จากนั้นก็จัดผักใส่ถุง เมื่อมัดถุงเสร็จก็ทำการชั่งกิโล สิบนาทีผ่านไป ป้าเจ้าของแผงคนนั้นก็หิ้วถุงผักมากมายยื่นให้กับเฉินอันหลาน เฉินอันหลานรับมาจากนั้นก็ใช้ศอกกระทุ้งคนข้าง ๆ
“จ่ายเงิน”
“จ่ายเองสิ” ลานเซลอตล้วงไปหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมายัดใส่ในมือของคนตัวเล็กกว่า
เฉินอันหลานลองยกขึ้นลงดูเพื่อพิสูจน์ถึงน้ำหนักของกระเป๋า แล้วก็พบว่าเงินที่อยู่ในนี้มีไม่น้อยทีเดียว
“สามสิบห้าหยวน หกเหมา”
“นี่ครับ ไม่ต้องทอน” เพราะมันไม่ใช่เงินของตัวเอง จ่ายเยอะอย่างไรเขาก็ไม่สะทกสะท้าน เฉินอันหลานควักแบงก์ร้อยยัดใส่มือคุณป้าเจ้าของแผงคนนั้นก่อนจะหันไปยักคิ้วให้ลานเซลอต “แค่นี้ขนหน้าแข้งคงไม่ร่วงหรอกใช่ไหม นายน้อยโอดิน?”
ลานเซลอตกวาดตามองเฉินอันหลาน
“ไม่แน่นอน”
“งั้นก็ดี” เฉินอันหลานคลี่ยิ้มออกมา จากนั้นก็คว้ามือของลานเซลอตแล้วลากเข้าไปในกลุ่มคนด้านหน้าทันที “ไปกันเถอะ”
นัยน์ตาสีดำทมิฬสะท้อนรอยยิ้มอยู่วูบหนึ่ง แต่ไม่นานก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ลานเซลอตเดินตามเฉินอันหลานไปยังร้านแผงลอยต่อไป
“อันนี้ แล้วก็อันนี้...”
“พ่อหนุ่ม จะแบกปลาขนาดนี้ไหวเหรอ?”
“รถผมจอดอยู่ข้างนอก เดี๋ยวเถ้าแก่ช่วยเอาไปส่งให้ผมหน่อยนะครับ”
“เอางั้นก็ได้ สี่อย่างนี้เนอะ?”
“ผมไม่ชอบเลขคู่ งั้นเอาเพิ่มอีกอย่างก็ได้ครับ”
“ได้เลย...” เถ้าแก่แผงลอยปลาสดได้ทำการชั่งปลาให้กับเฉินอันหลาน พร้อมทั้งแนะนำอย่างอื่นไปพลาง “เอาปูด้วยไหม เพิ่งขึ้นจากทะเลสด ๆ ร้อน ๆ วันนี้เลย เอาไปต้มหน่อยก็กินได้เลย รสชาติสดอร่อยไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้มด้วย”
เฉินอันหลานพยักหน้า
“งั้นเอา หนึ่ง สอง สาม ...ห้าตัวละกันครับ”
เมื่อเถ้าแก่ได้ยินก็ดีใจจนยิ้มตาหยี
“ได้เลย เดี๋ยวใส่ถุงให้”
“เท่าไหร่ครับ?”
“หนึ่งพันสามร้อยห้าสิบหยวน”
“นี่ครับ นับก่อนนะครับ”
“หนึ่งพันสี่ร้อยหยวน เดี๋ยวฉันทอนให้”
“ไม่ต้องทอนครับ แค่เถ้าแก่ใส่ถุงกลับบ้านให้ผมดี ๆ ก็พอแล้วครับ”
“ได้เลย ๆ ขอบคุณมาก”
เฉินอันหลานลากลานเซลอตไปยังแผงถัดไป
ลานเซลอตเดินตามไป แล้วถามขึ้น
“นายทำอาหารทะเลเป็นเหรอ?”
“ไม่เป็น” เฉินอันหลานมาหยุดอยู่หน้าตู้แช่ตู้หนึ่งก่อนจะพูดต่อ
“แต่เมื่อกี้เถ้าแก่ก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าแค่เอาไปต้มหน่อย ก็กินได้แล้ว... เถ้าแก่ เอาของที่อยู่ในนี้ชุดหนึ่งครับ”
“ไม่เอาแช่แข็ง”
“ขนหน้าแข้งใกล้ร่วงแล้วเหรอ?”
“ไม่ใช่”
“งั้นก็ซื้อ”
“นี่มันเงินของนาย”
เถ้าแก่กำลังจะเปิดตู้เพื่อหยิบของในนั้น แต่แล้วจู่ ๆ คนสั่งก็ยื่นมือออกไปขวางประตูตู้แช่ไว้เสียก่อน เฉินอันหลานขมวดปมคิ้วแล้วหันไปมองผู้ชายที่ยืนอยู่ด้านข้าง
“นายว่าไงนะ?”
ลานเซลอตล้วงไปหยิบบัตรธนาคารใบหนึ่งออกมาจากในกระเป๋า ก่อนจะยื่นไปตรงหน้าของเฉินอันหลาน
“ก็ถ้าจะซื้อวัตถุดิบมันไม่สามารถรูดการ์ดได้ ฉันเลยถอนเงินออกมาจากตู้เอทีเอ็มด้านล่างตึกโรงพยาบาล”
เฉินอันหลานกัดฟันกรอด ถลึงตาใส่ลานเซลอตด้วยความหงุดหงิด… ‘บัตรใบนั้นเป็นของเขา’
“พ่อหนุ่ม ยังเอาอยู่ไหม?”
“ไม่เอาแล้วครับ”
“นี่ล้อกันเล่นใช่ไหมเนี่ย! เสียเวลาทำมาหากิน!”
เฉินอันหลานไม่ได้สนใจเสียงบ่นของเถ้าแก่แต่อย่างใด เขาชิงบัตรที่อยู่ในมือลานเซลอตกลับมา
“นายนี่มันต่ำช้าจริง ๆ”
ลานเซลอตยิ้มโดยไม่พูดอะไร
ในเมื่อต้องออกเงินเอง เฉินอันหลานจึงไม่มีกะจิตกะใจจะซื้อของต่ออีกแล้ว คนถูกปล้นยัดถุงของสดทั้งหมดใส่มือโจรข้างกาย แล้วถือกระเป๋าเงินเดินตรงไปยังทางออกตลาดโดยไม่หันกลับมามองอีก
ลานเซลอตก้มหน้าดูถุงมากมายที่อยู่ในมือ พร้อมกับแย้มรอยยิ้มกว้าง จากนั้นก็เดินตามเฉินอันหลานออกไป
“พ่อหนุ่ม ฉันเอาของใส่ไว้ในรถให้แล้วนะ นายจะนับหน่อยไหม?”
“ไม่ต้องครับ”
“งั้นฉันไปก่อนนะ”
เมื่อเถ้าแก่ขายอาหารทะเลเดินจากไป เฉินอันหลานก็รีบออกแรงกระแทกท้ายรถให้ปิดลง ก่อนจะเดินขึ้นไปนั่งบนตำแหน่งคนขับ ขนาดรถยังไม่ทันจะสตาร์ต กลิ่นคาวของอาหารทะเลและของสดอย่างอื่นก็ลอยตลบอบอวลเข้ามาแล้ว คนหงุดหงิดขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบมองผู้ชายที่นั่งนิ่งอยู่บนเบาะข้างคนขับเล็กน้อยก่อนสตาร์ตรถโดยไม่พูดไม่จาแล้วเหยียบคันเร่งออกรถไปทันที
“นายตั้งใจ”
“วัตถุดิบนายต้องเป็นคนซื้อ”
“นายวางแผนมาตั้งแต่แรกแล้ว!” เฉินอันหลานเปลี่ยนเกียร์เพื่อเร่งความเร็วบนถนน ขณะเดียวกันก็เอ่ยกำชับคนด้านข้าง “ฉันทำตามเงื่อนไขของนายแล้ว นายก็อย่าลืมเรื่องที่สัญญากับฉันก็แล้วกัน”
ลานเซลอตหันไปมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธของเฉินอันหลาน
“รอให้นายทำมื้อค่ำเสร็จก่อน แล้วฉันจะเอาของให้นาย”
“นายพูดแล้วนะ”
“ขับช้า ๆ หน่อย”
“กลัวเหรอ?”
“มีรถตำรวจขับตามมา”
เฉินอันหลานขมวดคิ้ว เมื่อมองไปทางกระจกหลังก็พบว่ามีรถตำรวจสองคันกำลังขับไล่ตามหลังพวกเขามาจริง ๆ
“รถที่อยู่ด้านหน้าช่วยจอดรถข้างทางด้วยครับ รถที่อยู่ด้านหน้าช่วยจอดรถข้างทางด้วยครับ...” ตำรวจในรถต่างบีบแตรรถและพูดประโยคเดิมซ้ำ ๆ เพื่อให้เขาจอด
เฉินอันหลานลังเลเล็กน้อย สุดท้ายก็ยอมขับเข้าไปจอดข้างทาง
รถตำรวจที่ตามมาหยุดลงไม่ใกล้ไม่ไกล ตำรวจจราจรทั้งสี่นายลงจากรถ แล้วล้อมรถของเฉินอันหลานไว้
“บัตรประจำตัวครับ”
“ทำไมคุณถึงได้ขับรถแบบนี้ล่ะครับ เร็วเกินกำหนดแล้วรู้ไหม? ขอดูใบขับขี่หน่อย”
เฉินอันหลานหยิบบัตรประจำตัวและใบขับขี่ออกมา จากนั้นก็ยื่นออกไปนอกหน้าต่างรถ วินาทีที่เขายกมือขึ้นปืนที่เหน็บอยู่บนเอวก็โผล่ให้เห็น แทบจะในพริบตาเดียวตำรวจทั้งสี่นายก็ชักปืนออกมาแล้วเล็งเป้าไปทางเฉินอันหลานทันที
“ลงจากรถ!”
เฉินอันหลานตระหนักได้ในทันทีว่าปืนพกนั้นก่อเรื่องให้เขาเสียแล้ว เขาจึงเปิดประตูลงจากรถ โดยไม่ทันได้อธิบายอะไร
“ยกมือขึ้น แล้วแนบตัวไปบนกระโปรงรถ!”
“คุณตำรวจ…”
“แนบลงไป!”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่สนใจจะฟังตัวเองอธิบาย เฉินอันหลานจึงยกมือขึ้นมาไว้ที่ศีรษะ จากนั้นก็หมุนตัวแล้วโน้มตัวแนบลงไปบนกระโปรงรถทันที เขามองไปทางลานเซลอตที่ยังคงนั่งหน้าตาเฉยอยู่บนเบาะข้างคนขับภายในรถราวกับว่าตัวเองถูกตัดขาดจากโลกภายนอกไปแล้วอย่างนั้น
เฉินอันหลานกัดฟันกรอด แล้วถลึงตาใส่คนไม่รู้ไม่ชี้
เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทำการค้นตัวเฉินอันหลานรอบหนึ่ง หลังจากที่ดึงปืนของเขาออกมาแล้ว ก็ล้วงไปหยิบบัตรเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อของสายลับหนุ่มออกมา ก่อนจะนำรูปมาเปรียบเทียบกับตัวบุคคล เมื่อมั่นใจว่าตรงกันเขาจึงนำบัตรและปืนคืนให้กับเฉินอันหลาน
“ที่แท้ก็เพื่อนร่วมอาชีพ ทำไมเมื่อกี้ถามแล้วคุณถึงไม่ตอบล่ะครับ?”
เฉินอันหลานชำเลืองมองตำรวจจราจรคนนั้น เขาไม่อยากจะโต้แย้งว่าเพราะพวกเขานั่นแหละที่ไม่ปล่อยโอกาสให้เขาได้เอ่ยปากพูดสักนิด หลังจากที่รับปืนคืนมา เฉินอันหลานก็ให้พวกเขาออกใบสั่ง
“เป็นเพื่อนร่วมงาน ช่างเถอะครับ ครั้งต่อไปก็ระวังหน่อยละกัน”
“ขอบคุณ”
“ตำรวจสามารถฝ่าไฟแดงด้วยความเร็วที่เกินมาตรฐานได้เหรอครับ?”
ทันใดนั้น คนที่นั่งนิ่งไม่พูดอะไรมาตลอดก็เปิดปากได้ในที่สุด
บรรยากาศตอนนั้นเข้าสู่โหมดกระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด
ตำรวจจราจรคนหนึ่งกระซิบถามเฉินอันหลานด้วยเสียงที่เบาลง
“ว่าแต่ คนในรถนั่นเป็นใครเหรอ?”
“อ่อ เพิ่งจับมาได้น่ะ” เฉินอันหลานชำเลืองมองลานเซลอตที่นั่งอยู่ในรถ จากนั้นก็ล้วงไปหยิบกุญแจมือที่เหน็บไว้กับเอวด้านหลังออกมา ตำรวจหนุ่มเดินไปยังประตูข้างคนขับแล้วใส่กุญแจมือผู้กระทำผิดอุปโลกน์ของตัวเองทันที “ชอบถอดเสื้อผ้าวิ่งไปในที่สาธารณะ ขู่ขวัญผู้หญิงมาแล้วหลายคน”
อัลฟ่าที่ไม่มีแม้แต่กลิ่นฟีโรโมน...
ถอดเสื้อผ้าวิ่งไปมา?
เหล่าตำรวจจราจรต่างมองตากันอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ไม่อยากเชื่อใช่ไหม” เฉินอันหลานยิ้ม แล้วออกแรงกระชากมือของลานเซลอตมาที่ประตูด้านข้าง “เมื่อกี้ก็ถอดเสื้อผ้าขู่ขวัญผู้หญิงที่สวนสาธารณะ ขู่จนพวกเธอต้องโทรแจ้งความเลย”
ลานเซลอตมองไปทางเฉินอันหลานคล้ายจะยิ้มก็ไม่ยิ้ม ขณะเดียวกันนั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธ
“ในเมื่อกำลังปฏิบัติหน้าที่ งั้นพวกเราไม่รบกวนแล้วครับ”
“ขอบใจ”
เฉินอันหลานกล่าวลาเหล่าเพื่อนตำรวจ หลังจากถลึงตาใส่ลานเซลอตไปครั้งหนึ่ง เขาก็ขับรถจากไปทันที
.
.
.
เมื่อรถขับออกมาได้ไกลมากพอแล้ว ตำรวจจราจรเหล่านั้นก็เริ่มพากันวิพากษ์วิจารณ์
“เพื่อนคนเมื่อกี้เป็นโอเมก้าเหรอ?”
“นายเองก็ได้กลิ่นเหรอ?”
“ไม่หรอกมั้ง โอเมก้าที่ไหนจะเข้าโรงเรียนตำรวจได้?”
“หรือว่ามองผิดไป?”
“ฉันคิดว่าน่าจะเข้าใจผิดแหละ... ช่างเถอะ ๆ อย่ามัวเสียเวลาเลย ไปลาดตระเวนที่อื่นต่อเถอะ พวกนายไปทางนั้น”
“ฉันไปทางนี้”
“ได้ พวกเราไปทางเหนือ ไปละ”