มู่เชียนวิ่งออกจากเรือนรับรองและตรงดิ่งกลับที่พักด้วยความเร็วสูงสุด ความรู้สึกแสนหวานและน่าขัดเขินนั้นทำให้เด็กสาวปฏิเสธที่จะพูดคุยกับเสี่ยวจิ้งตลอดทาง ท่ามกลางเสียงเล็กๆที่อาละวาดโวยวายอยู่นั้น ดอกไม้มากมายกำลังผลิบานอยู่ในใจของนางโดยไม่อาจควบคุม
ภายในกำไลมิติ ที่สุดมู่เชียนก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเทพอสูรน้อยได้อีกต่อไป ร่างเล็กเดินไปตามทางโดยมีเจ้ามังกรน้อยเกาะติดแผ่นหลังไปไม่ห่าง
“เจ้ายังจะหนีข้าไปไหน ….. เจ้าปีศาจเยว่นั่นทำร้ายข้า แต่เจ้าไม่เพียงไม่แก้แค้นให้ข้า แต่กลับไปพูดดีกับมัน จนเกือบถูกมันล่วงเกิน… ทั้งยังหวั่นไหวจนหน้าแดงไปหมด !! เจ้าทำข้าผู้เป็นเทพอสูรขายหน้าไม่พอ… ยังทำให้ตัวเองขายหน้า ทั้งยังทำให้เทพซิ่งชางรวมถึงบรรพบุรุษทั้งสิบแปดรุ่นของเจ้าขายหน้าอีกด้วย”
มู่เชียนนั้นยามนี้กำลังหน้าแดงจริงๆ ทว่าเป็นเพราะประโยคที่แสนตรงไปตรงมาขอเสี่ยวจิ้งต่างหาก… เด็กสาวหยุดเดิน หันร่างกลับมากอดมังกรน้อยไว้กับอกอย่างแนบแน่น
“เสี่ยวจิ้งขอบคุณนะ… ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงข้า ข้าซาบซึ้งมาก… ทั้งที่เจ้าไม่ถูกกับปราณในร่างของเขามากแท้ๆ”
มู่เชียนเอ่ยขอบคุณด้วยใจจริง เมื่อครู่รู้ทั้งรู้ว่าเขาไม่มีทางสู้กับปราณรัตติกาลได้แต่เทพมังกรน้อยก็ยังออกมาปกป้องนางอย่างไม่กลัวอันตราย จะมีใครดีกับนางได้เท่านี้อีกเล่า…
เสี่ยวจิ้งได้รับคำขอบคุณอย่างไม่คาดฝันก็เขินอายขึ้นมาเล็กน้อย ร่างมังกรเทพนิ่งไป ไม่เถียงต่อ ความอบอุ่นจากมิตรภาพระหว่างกันช่วยให้ความรู้สึกคับข้องใจเบาบางลง
“แต่ว่านะ.. ในเมื่อคนเขาพูดดีต่อข้า ข้าจะหยาบคายใส่เขาได้อย่างไร… กับผู้อาวุโสทั้งยังเคยมีพระคุณ อย่างไรก็ต้องมีมารยาทบ้างมิใช่หรือ อีกอย่างเขาเพียงจับเจ้าเพื่อป้องกันตัวไว้มิได้ทำร้ายเจ้า จะให้ข้าแก้แค้นอย่างไรเล่า…”
เสี่ยวจิ้งอ้าปากค้างมองนายสาวที่เปลี่ยนฝั่งกะทันหันอย่างอึ้งๆ
“และที่สำคัญที่สุด… เจ้าเข้าใจผิดแล้ว…เมื่อครู่เขามิได้ล่วงเกินข้า เพียงแต่คิดจะเรียกข้าเท่านั้น ส่วนข้าก็มิได้… ช่างเถอะ เอาเป็นว่าเขามิได้ล่วงเกินข้าแล้วกัน !”
ความรู้สึกหวั่นไหวในใจนางย่อมหนีไม่พ้นสายตาของเสี่ยวจิ้งอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องโกหกให้เสียเวลา
“เหอะ… เจ้าโง่ก็คิดว่าผู้อื่นไร้สมองด้วยหรือ… อยากหลอกตัวเองต่อไปก็เชิญ แต่วันหน้าข้าต้องจัดการเขาให้ได้ เพื่อล้างอายที่เขาทำกับข้าในวันนี้…”
“จัดการอย่างไรเล่า..” มู่เชียนลอบกังวลแทนเยว่เทียนหงขึ้นมาเล็กน้อย
“หึ คอยดูเถิด วันใดทำลายกระจกรัตติกาลสำเร็จ… ข้าจะเอาเจ้าปีศาจหน้าน้ำแข็งนั่นมามัดเป็นก้อนกลมแล้วกลิ้งไปกลิ้งมาบ้าง”
มู่เชียนคิดภาพท่านเทพผู้นั้นถูกมัดแล้วกลิ้งไปมาบนพื้นก็หลุดหัวเราะออกมา .. มังกรเทพน้อยไม่คิดว่าการแก้แค้นเช่นนี้ขายหน้าเผ่าพันธ์ุเทพอสูรของเขาบ้างหรือไร
“เจ้า…”
ทันใดนั้นเสี่ยวจิ้งก็หยุดชะงักไปราวกับค้นพบอะไรบางอย่าง
“เสี่ยวจือจือฟื้นแล้ว !”
มู่เชียนได้ฟังก็ทั้งปลาบปลื้มและยินดี ทั้งสองรีบโผร่างมุ่งหน้าไปที่กระท่อมไม้ในกำไลมิตินั้นอย่างรวดเร็ว
กระท่อมขนาดเล็กที่เคยซอมซ่อ ยามนี้กลับมีขนาดที่ใหญ่กว่าเดิมราวสามเท่า ภายในมีเครื่องเรือนที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตครบครัน บ่งบอกให้รู้ว่าช่วงก่อนนี้เจ้าของกระท่อมคงสิ้นเปลืองเวลากับมันไปไม่น้อยทีเดียว
ในห้องเล็กด้านข้างนั้น ร่างเล็กของเสี่ยวจือจือกำลังนั่งอยู่บนเตียง ดวงตากลมโตเหม่อมองไปรอบๆอย่างงุนงง
“เสี่ยวจือจือ…!!” ร่างของมู่เชียนและเสี่ยวจิ้งปรากฏขึ้นที่กรอบประตูด้วยสีหน้าทั้งเบิกบานและยินดี เสี่ยวจือจือเห็นแล้วก็ผลิยิ้มอ่อนหวานออกมาเช่นกัน
“หลับไปนานปานนี้ รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่” มู่เชียนเดินเข้าไปหาสาวใช้คนสนิทแล้วลูบศีรษะเล็กอย่างนุ่มนวล
“เผ่างูก็ล้วนจำศีลนานแบบนี้แหละ” เสี่ยวจิ้งเอ่ย เทพมังกรกระโดดแปะลงไปนั่งบนตักของคนเพิ่งตื่น หลังตรวจสอบชีพจรแล้วเห็นว่าแข็งแรงดีก็พยักหน้าอย่างวางใจ
“เจ้าหายดีแล้ว”
“ขอบคุณคุณหนูและท่านเสี่ยวจิ้งที่ช่วยเหลือเจ้าค่ะ” เสี่ยวจือจือยิ้มตาหยีให้คนทั้งสองที่ตนเคารพ มู่เชียนเห็นนางแข็งแรงดีก็คลายความกังวลลงมาก
“เจ้าฟื้นขึ้นได้จังหวะพอดี อีกไม่กี่วันพวกเราต้องเข้าไปในเทือกเขาหู่ลี่แล้ว หากมีเจ้าอยู่จะช่วยได้มาก”
ผู้ที่สามารถเข้าไปในเทือกเขาแห่งนั้นได้ ถูกจำกัดไว้เพียงไม่เกินระดับปราชญ์ยุทธ์และปราชญ์อสูรเท่านั้น กับระดับมหาอสูรเช่นเสี่ยวจิ้งแม้จะสามารถหลบในกำไลมิติจนตามนางเข้าไปได้สำเร็จ แต่หากปรากฏตัวออกมาเมื่อไหร่ ก็จะถูกมนตราที่ปกคลุมเทือกเขาแห่งนั้นดีดออกมาอยู่ดี
ได้ยินว่าสมาชิกจากแคว้นทั้งหลายล้วนพยายามคัดเลือกผู้มีฝีมือระดับปราชญ์ยุทธ์เข้าร่วมด้วย ขอเพียงอายุไม่เกินสามสิบปีล้วนสามารถเข้าร่วมได้โดยมีค่าจ้างอย่างงาม….. แคว้นของนางที่มีเพียงยอดยุทธ์เข้าร่วมนั้นเสียเปรียบแคว้นอื่นอย่างมาก ดังนั้นเสี่ยวจือจือที่เป็นปราชญ์อสูรคือกำลังสำคัญของพวกเขา
“สามารถเป็นประโยชน์ให้พวกท่านได้ข้าย่อมยินดีอย่างยิ่งเจ้าค่ะ ยามนี้แม้ข้าจะบรรลุปราชญ์อสูรขั้นสูงแล้ว แต่หากเป็นไปได้ข้าอยากเรียนรู้เกี่ยวกับปราณธาตุกลายพันธุ์ของข้าให้มากกว่านี้”
ใบหน้าเล็กของเสี่ยวจือจือเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น นางยังเก่งไม่พอ หากเป็นไปได้วันหนึ่งนางต้องการเป็นสัตว์อสูรที่เก่งที่สุดเพื่อคุ้มครองคุณหนูให้ได้
“หากเจ้ามุ่งมั่นจริง ระหว่างนี้ก็ไปฝึกที่บึงน้ำศักดิ์สิทธิ์สิ ใกล้ๆบัววารีเทพ ที่นั่นปราณธาตุน้ำรุนแรงที่สุดแล้ว แม้เจ้าไม่อาจเลื่อนระดับนำหน้ามู่เชียนได้ แต่อย่างน้อยปราณน้ำแข็งกลายพันธุ์ของเจ้าจะเสถียรขึ้น” เสี่ยวจิ้งเอ่ยแนะนำ ซึ่งเสี่ยวจือจือก็ตอบรับว่าจะขอเริ่มต้นฝึกฝนในทันที
มู่เชียนเดินผ่านแปลงสมุนไพรหอรวมปราณ ยามนี้แปลงสมุนไพรนั้นไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว มันขยายขนาดออกไปราวสองเท่า แปลงหนึ่งนั้นแปลกอย่างยิ่ง ปราณสีเขียวจัดจ้าอันอุดมสมบูรณ์ลอยปกคลุมทั่วบริเวณนั้น นั่นคือแปลงที่มู่เชียนทดลองปลูกสมุนไพรด้วยปราณอี้เจ๋อเป็นครั้งแรก นางผสานปราณอี้เจ๋อฝังลงในเมล็ดสมุนไพร ก่อนนำไปปลูก จากนั้นก็ผ่านกระบวนการเร่งการเจริญเติบโตด้วยปราณอี้เจ๋อและปราณธาตุไม้ เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม สมุนไพรก็โตเต็มที่พร้อมใช้ ทั้งยังคุณภาพดีกว่าสมุนไพรแปลงอื่นๆมาก
มู่เชียนมองแปลงสมุนไพรที่สร้างขึ้นด้วยฝีมือตนเองแล้วก็ยิ้มอย่างยินดี ยามว่างนางมักจะมาฝึกปรุงโอสถอยู่ในมิติกำไลเสมอ ทุกวันนี้หญิงสาวถึงกับสามารถปรุงโอสถขั้นสี่ได้ชำนาญแล้ว
ร่างบางเดินเข้าสู่บริเวณชั้นหนึ่งของหอรวมปราณด้วยฝีเท้าเบาสบาย ต่อเมื่อขึ้นสู่ชั้นสองความรู้สึกหนักหน่วงที่คุ้นเคยก็กดทับลงมา แต่มู่เชียนยังคงไม่หยุดเท้า นางก้าวผ่านเบาะรองนั่งที่ใช้ประจำมุ่งหน้าไปยังบันไดขึ้นสู่ชั้นบน วันนี้นางต้องขึ้นไปฝึกที่ชั้นสามให้ได้
จวบจนเมื่อก้าวเท้าขึ้นสู่บันไดชั้นสาม ร่างของนางก็แทบทรุดลงด้วยแรงกดทับอันมหาศาล
“ไม่ไหวหรอก ถอยกลับเถิด เจ้าควรรอให้เข้าสู่ระดับปราชญ์ยุทธ์เสียก่อน หากฝืนอาจจะทำลายฐานรากได้” เสี่ยวจิ้งเตือน ทว่ามู่เชียนเพียงยิ้มและส่ายหน้าให้เขา
“ข้าเพียงแค่ไม่ทันตั้งตัวเท่านั้น”
เท้าเล็กก้าวสูงขึ้นไปตามบันได แม้ทุกย่างก้าวจะหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆทว่ากับนางที่เริ่มเคยชินกับแรงกดของชั้นสองแล้ว จึงยังสามารถทนทานได้ …. เท้าของมู่เชียนก็เหยียบขึ้นชั้นสามในที่สุด
เด็กสาวสูดหายใจอย่างยากลำบากหลายครั้งเพื่อปรับลมปราณในร่าง นางรู้ว่าอะไรที่ฝืนมากไปมักจะไม่ดี… แต่หากเลือกจะทำเพียงสิ่งที่ตนเคยชินแล้ว ไหนเลยชีวิตจะมีความพัฒนาได้..!!
ต่อเมื่อลมหายใจของนางคงที่แล้ว มู่เชียนจึงค่อยๆทรุดตัวลงนั่งบนเบาะและเริ่มต้นรวบรวมปราณธาตุเข้าเติมเต็มในตราประทับของตน.. ร่างของนางแน่นิ่งอยู่เช่นนั้นตลอดหนึ่งเดือน
เวลาภายนอกมิติผ่านไปสามวันแล้ว วันนี้คือวันที่สนามพลังของเทือกเขาหู่ลี่จะเปิดออก เหล่าผู้เข้าร่วมงานล้วนมารวมกตัวกันบริเวณใกล้กับปากทางเข้าเทือกเขาหู่ลี่ ด้านหนึ่งใกล้ๆกันนั้นมีปรัมพิธีสูงตั้งหกแท่น ตัวแทนราชสำนักจากห้าแคว้นล้วนมาร่วมด้วย ส่วนอีกปรัมพิธีที่สูงสุดนั้นคือองค์ราชาจากแคว้นต้าเยว่ผู้ยิ่งใหญ่
ปีนี้แคว้นฉินมีทีท่าลำพองใจอย่างมาก ด้วยเหตุที่แคว้นของเขามีพรมแดนติดต่อกับแคว้นต้าเยว่ จึงมีความสัมพันธ์อันดีมาตลอด หรือหากจะกล่าวให้ถูกคือ พวกเขาพยายามสวามิภักดิ์ต่อแคว้นต้าเยว่มาตลอด !
แม้ราชาแคว้นต้าเยว่จะไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธแต่กลับมิได้แสดงไมตรีตอบรับเช่นกัน คาดไม่ถึงว่าวันนี้องค์ราชาเยว่เทียนหงถึงกับให้เกียติ เสด็จมาร่วมงานของแคว้นฉินด้วยตนเองเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าทรงให้ความสำคัญกับแคว้นของพวกเขามาก องค์ราชาฉินทั้งยินดีและทั้งแตกตื่นอย่างยิ่งต่อความโปรดปรานที่ได้รับมาโดยไม่คาดคิดนี้
‘ต่อไปแคว้นฉินของข้าคือแคว้นอันดับหนึ่งของทวีปกลางโดยแท้จริงแล้ว ราชาฉินซีซื่อลอบกระหยิ่มอยู่ในใจ ผู้ใดจะกล้าแตะต้องแคว้นฉินที่มีแคว้นต้าเยว่สนับสนุนเล่า ?’
ได้ยินว่าหลายวันแคว้นเยายี่คิดร่วมมือกับองค์ชายสามใส่ร้ายองค์ราชา ทว่ากลับถูกสืบพบเข้า ในวันเดียวกันนั้นสามร้อยกว่าชีวิตของราชวงศ์เยายี่ก็ถูกล้างบางในคืนเดียว สามร้อยกว่าชีวิตรวมถึงเหล่าขุนนางที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ล้วนถูกฆ่าตายจนหมดสิ้น…
ทว่าเมื่อบรรลุเป้าหมาย แคว้นต้าเยว่กลับไม่สนใจจะยึดครองแคว้นเยายี่ พวกเขาปล่อยราชวังอันว่างเปล่าไว้ให้เผชิญกับสงครามภายในของเหล่าผู้ปรารถนาในราชบัลลังก์ ราวกับต้องการแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ผู้อื่นแย่งชิงแทบตายนั้นในสายตาของพวกเขาเป็นเพียงของไร้ราคา
นี่สิจึงสมควรเป็นการกระทำของแคว้นอันดับหนึ่งโดยแท้ !!
มู่เชียนและเหล่าศิษย์พี่ทั้งหลายนัดพบกับตัวแทนอีกสองคนจากตำหนักอัคคีในวันนี้ ที่แท้พวกเขาคือต่งซิ่งชางจอมยุทธ์อันดับหนึ่งของตำหนักเซียนอัคคี และ มู่เฉิงหลินน้องชายฝาแฝดของมู่เชียน
“เหตุใดพวกเขาส่งเจ้ามาเป็นตัวแทนได้ …?”
แม้จะดีใจที่ได้พบกันแต่ความเป็นห่วงนั้นกลับมากกว่า ด้วระดับการฝึกตนของเขาที่เป็นเพียงยอดยุทธ์ขั้นต้นนั้น ตัวแทนหนึ่งในสองที่เก่งกาจที่สุดของสำนักไม่ควรเป็นเขามิใช่หรือ ทว่ามู่เฉิงหลินกลับไม่ใส่ใจคำถามที่เหมือนจะดูถูกนั้นแม้แต่น้อย
“ข้าขอมาเอง… แลกกับการที่ข้าสัญญาว่าจะขึ้นเป็นยอดยุทธ์ชั้นปลายให้ได้ภายในหนึ่งปี …” ชายหนุ่มขยิบตาให้นางอย่างอารมณ์ดี
“แต่มันอันตรายมากนะ” พวกที่ถูกคัดเลือกให้เข้าไปล้วนเป็นศัตรูร้ายกาจ ทั้งเข้าไปแล้วยังไม่แน่ว่าจะถูกแยกจากกันหรือไม่ นางจึงเป็นห่วงน้องชายของตนอย่างมาก
“เพราะอย่างนั้น ข้าก็ยิ่งต้องมาอยู่กับเจ้าไม่ใช่หรือ ?” มู่เฉิงหลินยิ้มสดใสให้มู่เชียน
คำพูดอันเต็มไปด้วยความห่วงใยนี้ทำให้จิตใจของมู่เชียนรู้สึกอบอุ่นอย่างมาก สองพี่น้องมองหน้ากันแล้วยิ้มให้กันอย่างรู้ใจ
นอกจากตัวแทนจากตำหนักอัคคีทั้งสองที่เป็นตัวแทนจากแคว้นต้าหนานแล้ว ยังมีกลุ่มอิทธิพล และจอมยุทธฺอิสระอีกมากมายจากแคว้นต้าหนานที่คิดมาแสวงโชคที่เทือกเขาแห่งนี้อีกด้วย แม้จะเต็มไปด้วยอันตรายแต่ผลประโยชน์มากมายนั้นก็ล่อใจให้พวกเขายอมเสี่ยง
อย่างเช่นกลุ่มคนอีกกลุ่มจากแคว้นหนาน ตัวแทนจากสี่ตระกูลผู้พิทักษ์ก็มาร่วมด้วย
มู่เชียนสังเกตเห็นมู่เยว่รวมอยู่ในกลุ่มนั้น ดูแล้วนางคงเป็นตัวแทนจากตระกูลมู่ และคนอื่นๆก็คือตัวแทนจากสี่ตระกูลที่เหลือ ได้ยินว่าในกลุ่มนี้ยังมีจอมยุทธ์อิสระที่ถูกจ้างมาอีกสี่คน ประเมินดูแล้วพวกเขาล้วนเป็นระดับยอดยุทธ์ชั้นสูงทั้งสิ้น
มู่เชียนมองไปที่น้องสาวร่วมตระกูล เห็นใบหน้าเล็กงดงามของมู่เยว่มีสีหน้าอึดอัดก็รู้สึกแปลกใจ จนกระทั่งนางกวาดสายตาไปพบซ่างกวนถง อดีตคู่หมั้นของนางและจ้าวหยวนศิษย์เอกของม่อจื้อผู้นั้นมู่เชียนก็รู้สึกขบขันนัก
… รถไฟชนกันแล้วหรือ…
นอกจากนั้นยังมีตัวแทนจากราชสำนักแคว้นหนาน นำโดยองค์ชายใหญ่และองค์หญิงฉง รวมถึงองครักษ์ขั้นปราชญ์ยุทธ์อีกห้าคน มาร่วมด้วย
เฉพาะแคว้นต้าหนานก็มาร่วมงานนี้ยี่สิบคนแล้ว แคว้นอื่นที่ยิ่งใหญ่กว่ายิ่งไม่ต้องพูดถึง ล้วนมีจำนวนหลายสิบคนทั้งสิ้น โดยเฉพาะแคว้นฉินนั้นมู่เชียนนับคร่าวได้เกือบร้อยคน
แล้วไหนยังจะกลุ่มอิสระอื่นๆอีกนับร้อยกลุ่มที่เริ่มทยอยกันมา คนเหล่านี้หลายกลุ่มดูราวกับเพิ่งรวมตัวกันได้ในงาน ดูเหมือนไม่มีกฏเกณฑ์เลยแม้แต่น้อยสำหรับผู้มาเหล่านี้ บางคนมีระดับขั้นเพียงนักยุทธ์ด้วยซ้ำ ขอเพียงอายุไม่ถึงสามสิบพวกเขาล้วนรับไว้ทั้งสิ้น ดูแล้วภายในหุบเขาหู่ลี่แห่งนี้คงมีสมบัติมากมายอยู่จริงๆ
หยาดฝนแผ่วเบาค่อยๆร่วงลงมาจากฟ้า สร้างบรรยากาศการประลองให้ดูอันตรายมากขึ้น
“พวกนั้นก็มาด้วยหรือ” หยางอี้ปินมองไปทางหนึ่งด้วยสีหน้าไม่ดีนัก ทุกคนมองตามสายตาของเขาไปก็พบกลุ่มคนชุดดำเกือบยี่สิบคน พวกเขาล้วนสวมผ้าคลุมดำที่ศีรษะ ปกปิดใบหน้าทั้งหมดไว้ มีเพียงดวงตาชั่วร้ายที่เปิดเผยออกมาเท่านั้น