องค์ชายทั้งสี่พระองค์จึงนั่งพูดคุยกันถึงเรื่องราวสัพเพเหระ เรื่องจริงจังบ้าง เรื่องสนุกสนานบ้าง หรือไม่ก็เรื่องนินทาขุนนางแก่ๆ ให้หัวเราะกันเล่น มองเผินๆ จึงดูเป็นสี่พี่น้องที่สนิทสนมกันมาก ซึ่งจริงๆ แล้วไป๋หลงหลานกับพระอนุชาทั้งสองก็ค่อนข้างใกล้ชิด เพราะอายุไล่เลี่ย ห่างกันไม่เกินสองและสี่ปี เรียกว่าโตและเล่นสนุกมาด้วยกัน มีเพียงองค์ชายใหญ่เท่านั้นที่ค่อนข้างห่างเหิน ด้วยอายุที่มากกว่าหลายปี และคอยหาเรื่องไป๋หลงหลานมาตั้งแต่ยังเด็ก ด้วยความที่ตนเองคาดหมายตำแหน่งรัชทายาทตามความคิดที่ถูกเสด็จแม่ปลูกฝังมาตั้งแต่เกิด แต่อยู่มาวันหนึ่งองค์ฮองเฮาก็ให้กำเนิดไป๋หลงหลาน ซึ่งโดยชาติกำเนิดคือรัชทายาทที่ถูกต้องและเหมาะสมตามโบราณราชประเพณี แล้วยิ่งโตเสด็จพ่อก็ยิ่งโปรดปรานเขามากขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับไป๋หลงเยว่แล้ว การที่พระอนุชาที่ได้รับคำชื่นชม และได้รับมอบหมายงานและอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นความลำเอียงขององค์ฮ่องเต้ แม้แต่พระอนุชาร่วมมารดาเดียวกันอย่างองค์ชายสาม ไป๋หลงหลิน เขาก็เห็นว่าฮ่องเต้ทรงลำเอียงให้ควบคุมดูแลด้านการเงิน การคลัง ส่วนตัวเขาได้รับมอบหมายให้ดูแลทหารวัง และกิจการในวัง แม้จะไม่ได้ด้อยในตำแหน่ง หากอำนาจในมือก็น้อยกว่าพระอนุชาทั้งสอง
แต่หากมองด้วยสายตาขุนนางตงฉิน ฮ่องเต้ทรงมอบหมายงานให้กับองค์ชายแต่ละพระองค์ได้เหมาะสมแล้ว และตำแหน่งขององค์ชายทุกพระองค์ล้วนได้รับความเห็นชอบจากขุนนางผู้ใหญ่ในราชสำนักก่อนได้รับการแต่งตั้งจากองค์ฮ่องเต้
ไป๋หลงหลาน ได้รับอำนาจมากที่สุด เพราะเขาแสดงความสามารถในด้านการทหารและการปกครองให้ฮ่องเต้และเหล่าขุนนางได้ประจักษ์ ออกไปรบได้ชัยชนะตั้งแต่วัยเพียงยี่สิบสี่ปี ราชกิจที่ได้รับมอบหมายก็สามารถบริหารได้เป็นอย่างดี มีความสามารถในการปกครองอย่างมีชั้นเชิงและมีกลยุทธ จนเป็นที่ยอมรับ
ไป๋หลงหลิน องค์ชายสาม ก็แสดงความสามารถให้เห็นว่าเขาถนัดด้านการเงิน การคลัง และการค้า พูดได้ว่าในบรรดาองค์ชายทั้งสี่ มีไป๋หลงหลานและไป๋หลงหลินที่โดดเด่นที่สุด เพียงแต่เก่งกันคนละด้าน และแม้ว่าจะเป็นถึงพระโอรสของฮ่องเต้ หากเมื่ออายุถึงวัยรับราชการ พวกเขาก็ต้องเข้าสอบเข้ารับราชการเหมือนกับชาวบ้านทั่วไปเช่นกัน ทั้งสองพระองค์ยังสอบได้เป็นจ้วงหยวน[1] ในปีนั้นๆ อีกด้วย
เวลาผ่านไปสักพัก ไป๋หลงยวน องค์ชายสี่ผู้ซึ่งขี้เล่นที่สุด จึงสอบถามถึงข่าวลือเรื่องพระสนมคนใหม่
“ว่าแต่พี่รอง เขาลือกันให้ทั่วว่า องค์ชายรองที่สุดจะเคร่งขรึม บัดนี้ได้รับพระสนมคนใหม่เข้าจวนมา แล้วพระสนมคนนี้ก็เป็นที่โปรดปรานเป็นอย่างยิ่ง เสด็จพี่จะไม่แนะนำให้พี่น้องได้รู้จักบ้างหรืออย่างไร... แต่จริงๆ จะเรียกพระสนม ‘คนใหม่’ ก็ไม่ถูกนะ องค์ชายไป๋หลงหลานผู้เคร่งขรึม ไม่เคยมีพระสนมเลยต่างหาก ใช่หรือไม่พี่ใหญ่ พี่สาม” คำถามหยอกล้อ ทำให้เกิดเสียงหัวเราะระหว่างพี่น้อง
“เจ้าก็พูดเกินไป บิดาของนางเคยช่วยชีวิตข้า เมื่อเขาป่วยหนัก เลยฝากฝังลูกสาวคนเดียวเอาไว้ ข้าก็ต้องดูแลตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้” เขาตอบหน้าเรียบๆ ก่อนจะหันไปเรียกทหารให้ไปตาม ‘พระสนม’ มาร่วมโต๊ะเสวย ...ให้ซีซีช่วยสังเกตพฤติกรรมของพี่ชายใหญ่อีกคนก็น่าจะดี...
เมื่อหญิงสาวมาร่วมโต๊ะเสวย องค์ชายทั้งสี่จึงได้พูดคุยกับเธอ องค์ชายใหญ่แสดงอาการค่อนข้างไว้ตัว และออกจะเหยียดเธอนิดๆ ด้วยความที่เป็นเพียงหญิงสาวลูกพ่อค้าในชนบทคนนึงเท่านั้น
ส่วนอีกสององค์ชายล้วนพูดจาเป็นปรกติ องค์ชายสี่ให้ความเป็นกันเองมากกว่า เพราะอายุน้อยที่สุด ช่างเจรจาและคอยหยอกล้อพี่ชายทั้งสามอย่างสนิทสนม พร้อมถามแกมหยอกล้อว่าทำไมเธอถึงเอาชนะใจ “ภูเขาน้ำแข็ง” อย่างพี่รองได้ ส่วนองค์ชายสามดูจะมีบุคลิกที่คล้ายกับองค์ชายรองมากที่สุด ค่อนข้างเงียบขรึม แต่ก็เปิดเผย ตรงไปตรงมา
ระหว่างการเสวย จ้าวรั่วซีให้สาวใช้นำซุปโสมพุทราจีนที่เธอตุ๋นเอาไว้ มาให้องค์ชายทั้งสี่ แล้วค่อยกราบทูล
“ซุปโสมพุทราจีนเพคะ หม่อมฉันตุ๋นไว้ให้องค์ชายรอง ช่วยคลายเครียดและช่วยให้หลับ เพราะทรงเครียดมาตลอดช่วงหลายวันนี้ เลยตักมาถวายองค์ชายทุกพระองค์ด้วยเลย ลองชิมดูนะเพคะ”
“อร่อยมาก เอาไว้ข้าต้องขอสูตรไปให้ที่จวนข้าทำบ้างแล้ว” องค์ชายสี่เอ่ยชม หลังจากทานซุปจนหมดถ้วย แล้วหันไปหยอกพี่ชายต่อตามประสาคนขี้เล่น
“เพราะมีพระสนมช่างเอาใจเช่นนี้นี่เอง คนถึงได้เล่าลือว่าทรงโปรดปรานให้พระสนมจ้าวอยู่ใกล้องค์ตลอดเวลา”
เมื่อทรงประทานความเป็นกันเอง จ้าวรั่วซีจึงได้โอกาส
“หม่อมฉันขอประทานอนุญาตสอบถามถึงเรื่องหมึกดอกชงโคของฝ่าบาทได้หรือไม่เพคะ”
“หืม...เจ้ารู้เรื่องหมึกดอกชงโคด้วยหรือ”
“ฝ่าบาทเคยเล่าประทานเพคะ หม่อมฉันสนใจอยากมาลองทำด้วยดอกไม้อื่นดูบ้าง”
“ได้สิ ก็ไม่มีอะไรมาก เริ่มจากเอาดอกไม้ที่เจ้าชอบมา.....” เมื่อองค์ชายสี่เล่าเธอจึงหยิบสมุดและพู่กันไม้ไผ่ของเธอมาจดบันทึกวิธีทำ ทำให้ทั้งองค์ชายสามและสี่ต่างทึ่งในสิ่งประดิษฐ์ของเธอมากทีเดียว
“ไอ้พู่กันไม้ไผ่ของเจ้านี่น่าสนใจเช่นกัน งั้นเรามาแลกกัน เจ้าบอกวิธีทำให้ข้าด้วยได้หรือไม่” องค์ชายสี่ หยิบพู่กันไม่ไผ่ของเธอไปพินิจดูอย่างสนใจ
“ได้เพคะ หม่อมฉันมีทำเก็บเอาไว้อีกสองด้าม เดี๋ยวหม่อมฉันถวายด้ามใหม่ให้ฝ่าบาทดีไหมเพคะ”
“ดีๆ ขอบใจมาก พระสนมจ้าว”
“แต่ข้าว่าเจ้าไม่ควรเผยแพร่ออกไปนะ จะเป็นการทำลายวัฒนธรรมพู่กันจีนที่เก่าแก่ และเป็นศิลปะของชาติเสียหาย น้องสี่ เจ้าเป็นถึงเจ้ากระทรวงพิธีการ ต้องระวังเรื่องพวกนี้ให้มาก เข้าใจหรือไม่” องค์ชายใหญ่ตรัสด้วยน้ำเสียงตำหนิ ที่ดูเหมือนจะกระทบชิ่งไปยังเจ้าของต้นคิดสิ่งประดิษฐ์นั้น ทำให้หญิงสาวไม่กล้ากล่าวอะไรอีก
เมื่อองค์ชายทั้งหมดเสด็จกลับ ไป๋หลงหลาน จึงถามความเห็นของหญิงสาวที่มีต่อพี่น้องของเขา ซึ่งเธอก็ให้ความเห็นได้ตรงประเด็น และตรงกับที่ใจเขาคิดเอาไว้... เสด็จพี่ใหญ่...

-------------------
เชิงอรรถ:
[1] ระบบเคอจี่ว์” (科举, Kējǔ) หรือ การสอบคัดเลือกขุนนาง ซึ่งคนไทยนิยมเรียกว่า “สอบจอหงวน” หมายถึงระบบการแข่งขันสอบวัดความรู้เพื่อคัดเลือกบัณฑิตเข้าสู่ระบบราชการ ถือเป็นการทดสอบความรู้ขั้นสูงสุดแห่งยุคโบราณของจีน ผู้สอบได้อันดับหนึ่งเรียกว่า “จ้วงหยวน” (状元 Zhuàngyuán) หรือที่คนไทยเรียกว่า “จอหงวน”
-------------------
เอาภาพ "พู่กันไม้ไผ่" ในจินตนาการมาให้ดูค่า อ่านมาถึงตรงนี้ หากถูกใจ กดหัวใจ กดติดตาม หรือรีวิวให้ไรท์บ้าง จะขอบพระคุณมากค่า ~ เลิฟๆ