หลังจากกลับจากเรือนฝูอันแล้วกู้เยว่ซินก็เข้าไปดูอาการของสามี เมื่อคืนนี้นางดูแลเขาจนดึกดื่นพอคิดว่าหากกลับไปนอนที่ห้องของตนแล้วเกิดเขาเป็อะไรขึ้นมานางก็ต้องรีบลุกมาดูอาการของเขาอีก นางก็เลยตัดสินใจนอนพักอยู่ในห้องของเขาเสียเลย ภายในห้องมีตั่งนอนอยู่อีกตัวอยู่แล้วแค่นางสั่งให้ชิงอีหอบเครื่องนอนของนางเข้ามาก็เป็อันใช้ได้แล้ว คิดไม่ถึงว่านางจะหลับรวดเดียวมาถึงเช้า
อย่างน้อยยามนี้นางก็คิดว่าการกระทำของตนเองนั้นถูกต้องแล้ว การที่นางเฝ้าเขาในห้องเมื่อคืนนี้น่าจะเป็อีกหนึ่งจุดที่ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าทั้งมอบสาวใช้ให้และมีสีหน้าดีๆ ให้แก่นาง แถมยังดูเหมือนว่าจะเอ็นดูนางมากยิ่งขึ้นอีกด้วย กู้เยว่ซินจึงตัดสินใจเอาไว้แล้วว่านางจะทำดีกับเผิงเหวินอี้ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อที่นางจะได้มีคนที่มีอำนาจสูงสุดภายในจวนอย่างฮูหยินผู้เฒ่าคอยให้การดูแล
“เช้านี้ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง” กู้เยว่ซินเอ่ยถามหลังจากที่เห็นสาวใช้ยกถาดอาหารและถ้วยยาอันว่างเปล่าออกไปแล้ว
“รู้สึกดีขึ้นบ้างแล้ว” เขาเอ่ยพลางขยับตัวลงทำท่าว่าจะนอน กู้เยว่ซินรีบเอ่ยปากห้ามในทันที
“ท่านนั่งพักอีกสักหน่อยเถิด พึ่งจะกินอาหารและยาลงไปหากนอนพักในตอนนี้อาจจะทำให้อาหารไม่ย่อยได้” เมื่อกู้เยว่ซินเอ่ยเช่นนี้เขาก็ยินยอมนั่งพิงพนักหัวเตียงต่อตามคำแนะนำของนางในทันที
“เมื่อคืนนี้เ้านอนที่นี่หรือ” เผิงเหวินอี้เอ่ยถามพลางจ้องมองเครื่องนอนของนางที่ยามนี้ถูกพับอย่างเป็ระเบียบอยู่บนตั่งนอน
“อืม ข้าเห็นว่าดึกมากแล้ว และกังวลว่าชิงอีจะดูแลท่านไม่ดีก็เลยอยู่ที่นี่เพื่อช่วยนางดูแลท่าน” กู้เยว่ซินเอ่ยพลางเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงแล้วยื่นหลังมือไปวัดอุณหภูมิบนหน้าผากของเขา ซึ่งคราวนี้เขาไม่ได้หลบแถมยังจ้องมองนางด้วยสายตาที่สงบนิ่งมากยิ่งขึ้น
“ยังคงมีไข้อ่อนๆ เมื่อครู่ท่านดื่มยาไปแล้วไม่แน่ว่าไข้น่าจะลดลง อีกสักครู่ท่านก็นอนพักเถิด ข้าเองก็จะได้กลับไปพักผ่อนที่ห้องของตนเอง” กู้เยว่ซินเอ่ยพลางมองเขาที่ในยามนี้กำลังจ้องมองนางด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยการพินิจพิจารณา
“มองข้าเช่นนี้ทำไมหรือ หากมีเื่ใดที่ติดใจสงสัยก็ถามมาเถิด” เมื่อกู้เยว่ซินเอ่ยเช่นนี้เขาก็พลันหลุบตาลง แล้วก็เอ่ยกับนางเสียงเบา
“ขอบคุณ ขอบคุณที่ช่วยดูแลข้า” คำพูดประโยคนี้ของเขาทำให้กู้เยว่ซินยิ้มออกมา
“วางใจเถิด ท่านได้ชื่อว่าเป็สามีของข้าแล้วข้าย่อมต้องดูแลท่านให้ดี” กู้เยว่ซินเอ่ยพลางคิดถึงระบบธรรมเนียมประเพณีของคนในยุคนี้ อัตราการหย่าร้างน้อยมาก หากสามีตายหญิงหม้ายส่วนใหญ่ก็มักจะครองตัวเป็โสดเฝ้าเรือนที่ร้างสามีอยู่ในสกุลของสามีอย่างเจียมตัว น้อยคนนักที่จะได้มีชีวิตดีๆ หลังจากสิ้นสามีไปแล้ว
สตรีที่แต่งเข้าสกุลใหญ่มีน้อยคนนักที่จะถูกส่งตัวกลับสกุลเดิม ต่อให้ถูกส่งตัวกลับจริงหากสกุลเดิมไม่ยอมรับกลับก็นับว่าเส้นทางชีวิตที่เคยสุขสบายย่อมจบสิ้นลงแล้ว จวนสกุลเผิงนับว่าเป็สกุลใหญ่สกุลหนึ่งในเมืองหลวงของแคว้นต้าหรง
ทั้งปู่และบิดาของเผิงเหวินอี้ล้วนเคยเป็ขุนนางขั้นสามของราชสำนัก แต่พอมาถึงรุ่นของเผิงเหวินอี้นั้นเพราะอาการเจ็บป่วยทำให้เขาต้องเก็บตัวอยู่แต่ในจวน ส่วนเผิงเหวินซางแม้ว่าจะเป็คุณชายที่มีผลการเรียนดีแต่หลังจากผ่านการสอบคัดเลือกขุนนางระดับมณฑลแล้วกลับยังคงไร้วี่แววว่าเขาจะผ่านการสอบคัดเลือกขุนนาง
เดิมทีเผิงเหวินอี้คนนี้เคยมีชื่อเสียงว่าเป็เด็กอัจฉริยะของสกุลเผิง แต่เพราะอาการเจ็บป่วยต่อให้สมองดีมากเพียงใดก็สิ้นไร้หนทางที่จะช่วยเชิดชูสกุลได้อีก พอบิดาของเขาตายสกุลเผิงที่เคยเป็สกุลของขุนนางมาหลายรุ่นก็กลับกลายเป็เพียงสกุลเก่าที่เคยรุ่งเรืองเพียงเท่านั้น
“วันพรุ่งนี้ ข้าจะกลับบ้านเดิมหากเป็ไปได้ข้าจะลองเลียบเคียงถามถึงเื่หมอหลวงหลี่จากคุณหนูสวีดู หากสามารถเชิญเขามาตรวจอาการของท่านได้ก็ไม่แน่ว่าท่านอาจจะมีสิทธิ์ที่จะหาย” คำพูดของกู้เยว่ซินทำให้เขายิ้มออกเพียงแต่รอยยิ้มของเขากลับดูอ่อนจางยิ่งนัก
“ข้ารู้ตัวดีว่าอาการของข้ายากจะรักษาได้แล้ว จะกี่หมอที่ท่านย่าเคยเชิญมาก็ต่างส่ายหน้า เ้าอย่าได้ทำให้ตนเองต้องลำบากเพราะข้าเลย”
“ลำบากอะไรกัน ยังไม่ทันได้ไปสกุลสวีเลยแถมข้ายังไม่เคยได้พบกับหมอหลวงหลี่เลยแล้วท่านจะบอกว่าข้าจะลำบากได้อย่างไร” กู้เยว่ซินเอ่ยพลางมองไปยังท้องฟ้านอกหน้าต่าง แล้วเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม
“ท้องฟ้าแจ่มใสเช่นนี้ เปิดหน้าต่างทิ้งเอาไว้ทำให้ห้องพลันสดใสขึ้น หากไม่หนาวมากวันหน้าท่านก็เปิดหน้าต่างทิ้งเอาไว้ให้มากสักหน่อย อากาศภายในห้องจะได้ปลอดโปร่ง” เมื่อนางเอ่ยเปลี่ยนเื่เช่นนี้เผิงเหวินอี้ก็ไม่คิดจะทำให้นางลำบากใจ เขาไอออกมาพลางขยับตัวที่จะนอนซึ่งคราวนี้กู้เยว่ซินก็ไม่ได้เหนี่ยวรั้งเอาไว้นางลุกขึ้นแล้วช่วยประคองเขาให้นอนพักผ่อนในท่วงท่าที่น่าจะสบายขึ้น
“ท่านพักผ่อนให้สบายเถิดไม่ต้องกังวลถึงเื่ที่ยังมาไม่ถึง ข้าคนนี้จะคอยช่วยดูแลท่านอย่างเต็มที่” คำพูดของกู้เยว่ซินทำให้คนที่นอนอยู่บนเตียงส่งมอบรอยยิ้มอันเจิดจ้าให้แก่นาง แม้ว่าใบหน้าจะซีดเซียวและซูบตอบแต่กู้เยว่ซินก็อดชื่นชมเขาอยู่ในใจไม่ได้
‘ใครว่าเกือบจะรูปงาม เขาคือคนรูปงามคนหนึ่งเลยต่างหาก น่าเสียดายที่มีโรคภัยรุมเร้าเช่นนี้ หากมีสุขภาพดีคงยากที่คนอย่างกู้เยว่ซินจะได้แต่งงานกับเขา’ นางได้แต่คิดอยู่ในใจพลางดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างกายของเขาอย่างอ่อนโยน
“เ้าเองก็กลับไปพักผ่อนที่ห้องของเ้าเถิด ท่านย่าส่งสาวใช้มาช่วยดูแลข้าแล้วไม่ต้องเป็ห่วงข้าหรอก”
“เช่นนั้นข้ากลับไปที่ห้องก่อน ่กลางวันข้าจะมากินอาหารที่ห้องของท่าน ท่านรู้หรือไม่ว่าการกินอาหารด้วยกันจะทำให้อาหารอร่อยมากยิ่งขึ้น” เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ของนางเขาก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง
“ตามแต่ใจของเ้าเถิด” เขาเอ่ยพลางหลับตาลงกู้เยว่ซินจึงได้เดินกลับห้องของตนเองเพื่อกินอาหารเช้าและพักผ่อน