ตอนที่ 30
“นามข้าคือ ซ่งไห่เฟิง... เป็น้องชายของ ซ่งหยุนไห่ ที่เ้ากล่าวถึงเมื่อครู่นี้อย่างไร...”ชายชรา กล่าวขึ้นตามตรง...
ซุน เบิกตากว้างในทันที... ไม่แปลกใจเลยที่รัศมีของชายชราจะกล้าแกร่งเพียงนั้นในเมื่อเป็ถึงน้องชายที่เคยติดตามยอดฝีมืออย่าง ซ่งหยุนไห่ มาก่อนในอดีต...แต่มันกลับยิ่งทำให้ ซุน เกิดข้อสงสัยเป็ทบทวี ในเมื่อตระกูลซ่ง มียอดฝีมือระดับนี้ประดับตระกูลใยจึงตกต่ำถดถอยเพียงนี้...
และยิ่งเมื่อ ซ่งไห่เฟิง เข้ามาใกล้... มันทำให้ ซุนสังเกตเห็นได้ว่าแขนซ้ายของชายชรา แท้จริงแล้วเป็แขนเทียมที่ถูกสร้างอย่างประณีตจากไม้เนื้อดีหากแต่ด้วยการควบคุมลมปราณที่เหนือชั้น จึงสามารถแทรกซึมลมปราณเข้าไปควบคุม จนทำให้การเคลื่อนไหวของแขนเทียมมิต่างแขนจริงหากไม่สังเกตดี ๆ ก็ยากจะแยกแยะ
“พวกเราทั้งสองฝ่าย ต่างไม่อยากจบลงที่ความรุนแรง... ดังนั้นเจรจากันก่อนดีหรือไม่?!” ชายชรากล่าวขึ้นต่อรอง
เด็กหนุ่ม แสดงสีหน้าครุ่นคิด ไม่มีทางที่ ซุน จะยอมปล่อยตัวประกันหากไม่ได้รับหลักประกันเพียงพอ...ในตอนนั้นก็หวนนึกขึ้นได้ถึงแผนการบางอย่าง ตัดสินใจหยิบเอาเต้าสุราอีกเต้าหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ
เพียงเปิดจุกฝามันออก กลิ่นรุนแรงแสบจมูกก็พลันคละคลุ้งไปทั่วจากนั้นก็ยกกรอกใส่ปากของชายร่างท้วมที่หมดสติเบื้องหน้าปล่อยให้ไหลลงสู่ลำคอจนสำลักขึ้น... ทุกคนโดยรอบทำได้เพียงจดจ้อง ยังไม่กล้าผลีผลามบุกเข้าไปช่วยเหลือ...
“ข้าจะยอมปล่อยเ้านี่ไปก็ได้... หากแต่ถ้าพวกเ้ากล้าลงมือกับข้าในภายหลังเ้าคนผู้นี้ก็จะต้องตกตายตามข้าไปด้วยเช่นกัน...” ซุน จำเป็ต้องข่มขู่เอาไว้ก่อนแน่นอนว่ากลุ่มคนเหล่านี้ย่อมไม่ทราบแน่ชัด ว่าเด็กหนุ่มให้ชายร่างท้วมกลืนกินสิ่งใดลงไป
ซุน ตวัดเท้ายกร่างของหมีใหญ่ผู้นี้ ดีดลอยสูงตรงไปยังชายชรา... ซ่งไห่เฟิงเพียงแตะััที่ร่างนี้เบา ๆ ส่งกระแสลมปราณเข้าไปเกื้อหนุน ตกลงสู่พื้นด้วยความนิ่มนวล...
บรรยากาศเริ่มผ่อนปรนลง เหตุผลที่ ซุน ยอมรับการเจรจาของ ซ่งไห่เฟิงก็เพราะเห็นว่าคนเหล่านี้ ไม่ได้มีความประสงค์รุนแรงถึงขั้นสังหารเอาชีวิตการล่อลวงและการปล้นชิง เกือบจะเื่สามัญของดินแดนแห่งนี้ไปแล้วผู้อ่อนแอมักตกเป็เหยื่อเสมอ ความผิดจึงไม่ถึงขั้นอภัยมิได้...
“เ้า้าสิ่งใดแลกเปลี่ยนกับการไว้ชีวิตเ้าหมีใหญ่... แต่หากสิ่งที่เ้า้าเป็เงินทองแล้วล่ะก็เ้าก็น่าจะทราบได้ว่าพวกเราคงไม่มีให้...” ซ่งไห่เฟิง กล่าวขึ้น แม้จะส่งลมปราณเข้าไปตรวจสอบก็ไม่อาจพบเจอพิษใด ๆ ในร่างเ้าหมีใหญ่ เพราะสิ่งที่เล่นงานคือฤทธิ์สุราที่มีเพียง ซุน เท่านั้นที่แก้ไขได้...
ซุน สวมกอดอก สีหน้าไร้กังวล...
“ข้าไม่ได้โหดร้ายถึงขั้นรีดเืปู... แรกเริ่มเดิมทีสิ่งที่ข้า้าก็เพียงที่พักแรมค่ำคืนหนึ่งเท่านั้น... แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าก็ชักอยากรู้ว่าเพราะเหตุผลอะไรกันแน่จึงทำให้ตระกูลยิ่งใหญ่ที่ถือครอง ป้ายเหล็ก ตกต่ำได้ใน่เวลาเพียงแค่ไม่ถึง 20ปี ต่อให้สูญเสียอดีตผู้นำอย่าง ซ่งหยุนไห่ ไปก็เถอะ...”
“เข้าใจแล้ว... หากเ้าไม่รังเกียจก็พักที่นี่ตามประสงค์ส่วนเื่ของตระกูลซ่งนั้น เอาไว้มีโอกาส ข้าจะเล่าให้ฟังในภายหลัง...” ชายชราตวัดสายตามองไปยังคนอื่น ๆ ในโถงอาหาร
“ดูแลเด็กคนนี้ให้ดี... โดยเฉพาะเ้า ซ่งจือฮุ่ย มาขออภัยกับเด็กหนุ่มผู้นี้เื่ที่เ้าเสียมารยาท และจงขอบคุณที่มันยังยอมไว้ชีวิตเ้าหมีใหญ่...ข้าเคยบอกพวกเ้าแล้ว ว่าสักวันมันจะต้องเกิดเื่เช่นนี้ขึ้น แต่พวกเ้าก็ยังดึงดันใช้วิธีการสกปรกจนทำให้ชื่อเสียงตระกูลซ่งต้องมัวหมอง...
เหตุผลที่ข้าไม่เอ่ยปากห้ามปรามพวกเรา ก็เพราะตัวข้านั้นแก่ชราลงทุกวันอาการาเ็เรื้อรังก็กำเริบอยู่เป็นิจ อีกไม่นานก็คงตายจากไป...เหลือก็แต่พวกเ้าที่จะต้องประคับประคองตระกูลซ่ง ดังนั้นจะทำสิ่งใดก็หัดใคร่คราญให้ดี...”ซ่งไห่เฟิง เค้นเสียงตำหนิทุกคนภายในโถงอาหาร ซึ่งสีหน้าของทุกคนล้วนพากันก้มหน้าต่ำสำนึกผิด
ซุน มองดูแล้ว พบว่าไม่น่าจะเป็การเสแสร้ง...
สุดท้ายก็นั่งลง ยกไหสุรา ไม่สนใจเื่ภายใน...
หญิงสาว ก้าวเดินเนืองช้าสีหน้าสำนึกผิด นั่งลงยังทิศตรงข้าม...
“ต้องขออภัยด้วย ที่พยายามจะล่อลวงเ้า...”
“แก้แค้นสินะ...”
“!!!!!!!!!” นางรู้สึกใ ที่ได้ยินคำนั้น
“ทะ...ทำไมเ้า?!”
“ข้ารู้ั้แ่ที่เ้าเข้ามาชักชวนแล้ว... แม้รอยยิ้มจะประดับใบหน้าหากแต่แววตาของเ้าเต็มไปด้วยความคับแค้นบางอย่าง... สีหน้าอาจหลอกลวงผู้อื่นได้แต่จิตใจแลิญญาย่อมมิอาจหลอกลวงตนเอง
ข้ากับเ้าเราไม่เคยรู้จักกัน... หากคาดเดาไม่ผิดเ้ามิได้เจาะจงที่ข้า แต่เจาะจงผู้มาจากต่างถิ่นเสียมากกว่าทั้งยังเป็คนต่างถิ่นใน่วัยใกล้เคียง ลึก ๆ คงคาดหวังว่าสักวันหนึ่งจะเจอตัวผู้ที่สร้างรอยแผลให้กับเ้า...”ซุน กล่าวพลางจดจ้องหญิงสาวไม่วางตา
นางสั่นสะท้านทั้งหยดน้ำตาที่เอ่อล้น...
“ใช่แล้ว... เื่ล่อลวงข่มขู่เพื่อปลดทรัพย์นับเป็เื่หนึ่งแต่สำคัญกว่านั้นมันคือการแก้แค้น!! เ้ารู้จักประวัติความเป็มาของตระกูลซ่งเ้าก็คงจะรู้ว่าในอดีตตระกูลของพวกเรายิ่งใหญ่มาก เงินทองและความมั่งมีที่บิดาข้าซ่งหยุนไห่ สั่งสมไว้นั้น หากใช้อย่างระมัดระวังต่อให้ใช้ไปอีก 100 ปี ก็คงไม่หมดสิ้น”
ซุน หดั์ตาแคบลง... ทำให้ได้รู้ว่านางคือบุตรสาวของ ยอดขุนศึกในอดีต...
“เกิดอะไรขึ้น?!”
นางกำหมัดแแ่ขึ้น... ดวงตาเปี่ยมโทสะเมื่อหวนนึกถึง...
“ทั้งหมดมันเป็เพราะข้าเอง... เมื่อ 5 ปีก่อนตอนนั้นข้ายังอายุเพียง 14 ปี ยังคงไร้เดียงสา ประกอบกับหัวรั้นมิฟังใคร ทำตามอำเภอใจตนเองถือว่าเป็สายเืตระกูลหลักเพียงหนึ่งเดียว ที่มีอำนาจสืบทอดมรดกทั้งหมดของท่านพ่อ...
่เวลานั้นเอง ก็ได้มีเด็กหนุ่มจากต่างถิ่นเฉกเช่นเดียวกับเ้านี่แหละทั้งยังมีความองอาจ สง่างาม จัดเป็เอกบุรุษที่ไม่อาจพบเจอได้ในเมืองบุปผาแดงแห่งนี้...ข้าที่ยังเยาว์วัยนัก อดมิได้ที่ลุ่มหลงในเปลือกที่ถูกห่อหุ้ม...
เด็กหนุ่มผู้นั้น่วัยไล่เลี่ยกับข้า ทั้งยังเดินทางเพียงลำพังทำให้ดูไร้พิษภัยต่อผู้ใด...มีภูมิความรู้มิต่างบัณฑิตแก่เรียน วรยุทธก็เหนือกว่าผู้ใดในรุ่นใครเห็นก็ล้วนชื่นชน และยังเข้ามาตีสนิทเสนอตัวเป็ผู้สอนพิเศษในแก่ข้าซึ่งมันทำให้ข้าเต็มไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ รู้สึกเหนือกว่าหญิงสาวทั้งเมืองหลงนึกไปไกลว่าเราทั้งสอง ต่างมีใจให้แก่กัน...
่เวลา ณ ตอนนั้น เป็เพียง่เวลาสั้น ๆ ซึ่งท่านอาออกไปติดต่อธุระที่เมืองหลวงจึงไม่ได้อยู่ในตระกูล... ไม่ว่าผู้ใดในตระกูล ณ เวลานั้น พยายามให้ข้าทบทวนความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเร็วเกินไปแต่ข้าก็หาฟังผู้ใดไม่...
เพียงแค่ไม่ถึง 10 วัน เด็กหนุ่มผู้นั้นเอ่ยปาก ร้องข้อหยกตราประจำตระกูลซ่งเพื่อค้ำประกันกู้ยืมสำหรับซื้อตำรา และอุปกรณ์ศึกษาต่าง ๆ กับทางสมาคมพ่อค้าในเมืองแห่งนี้...ข้าที่กำลังหน้ามืดตามัวไปกับความลุ่มหลง ทั้งยังเป็ผู้เดียวที่เข้าถึงหยกตราประจำตระกูลได้จึงยอมทำตามคำร้องขอโดยไม่บ่ายเบี่ยง...
สุดท้ายแล้ว กว่าที่ข้าจะรู้ตัว ตระกูลซ่ง ก็เป็หนี้ค้ำประกันหลายล้านเหรียญทอง...ความมั่งคั่งที่บิดาข้าทำเอาไว้ หมดสิ้นลงในชั่วข้ามคืน!! อีกทั้งเด็กหนุ่มผู้นั้นก็หลบหนีออกจากเมือง หายตัวเข้ากลีบเมฆ...
สิ่งที่เ็ปที่สุด คือเมื่อท่านอามาทราบความจริงในภายหลัง...ท่านอามิได้ดุด่าข้าแม้แต่คำเดียว!!มันยิ่งทำให้ข้าตกอยู่ในความรู้สึกผิดบาป ตระกูลซ่งต้องพังทลายก็เพราะข้า ต้องตกที่นั่งลำบากก็เพราะข้า!!
ั้แ่วันนั้น ข้าก็ไม่อาจลบเลือนความเคียดแค้น... ท่านอาพยายามเตือนให้ข้าหยุดยั้งความเกลียดชัง แต่สุดท้ายข้าก็ไม่อาจลบเลือนมันได้อย่างหมดจดทุกคราที่เห็นเด็กหนุ่มจากต่างถิ่น จิตใจข้าราวกับถูกภาพความทรงจำเข้ากัดกิน...ไหว้วานเหล่าลูกพี่ลูกน้องในตระกูลให้ช่วยเหลือในการข่มเหงรังแจคนเ่าั้...”นางกล่าว ออกมาทั้งน้ำตา สร้างความเวทนาให้กับ ซุน อยู่ไม่น้อย...
ซุน ได้ฟังเช่นนั้น ก็ไม่ได้ปักใจเชื่อถือทั้งหมดในทันที...
“หากเื่ราวเป็ดังที่เ้าว่าจริง ๆ อาศัยพลังฝีมือของ ท่านอาเ้าซ่งไห่เฟิง ไหนเลยที่จะไม่อาจติดตามหาตัวเด็กหนุ่มผู้นั้น...”
นางกลับแสดงสีหน้าย่ำแย่ลงกว่าเดิม...
“นั่นแหละ คือความผิดพลาดครั้งที่สองของพวกเรา... ท่านอาแม้จะไม่ตำหนิตัวข้า แต่ก็เปี่ยมไปด้วยโทสะต่อเด็กหนุ่มคนดังกล่าวจึงสืบค้นจนรู้มาว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นสืบเชื้อสายตระกูลที่น่ากลัวเช่นเดียวกัน!!
ท่านอา เข้าไปในเมืองหลวง บุกไปยังตระกูลเด็กหนุ่มคนดังกล่าว...แต่สุดท้าย ท่านอา กลับถูกยอดฝีมือของตระกูลนั้นเล่นงานจนสาหัส สูญเสียพื้นฐานลมปราณไปบางส่วนทั้งยังสูญเสียแขนไปข้างหนึ่ง จนต้องใส่แขนเทียมเช่นทุกวันนี้ พวกเราไม่มีเงินทองมากพอที่จะจ้างวานหมอเทวดา มาช่วยรักษาอาการาเ็ในครั้งนั้น มันจึงยังเป็อาการาเ็เรื้อรังให้กับท่านอาจนมาถึงปัจจุบัน...”
ซุน ได้ยินเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง...
“เล่นงานท่านอาเ้า ที่เป็ยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้มได้เนี่ยนะ?! เด็กหนุ่มผู้นั้นเป็คนจากตระกูลใดกัน!!”
“เด็กหนุ่มคนนั้น นามว่า เกาทงหลินเป็หนึ่งในอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีปพยัคฆ์ขาว เก่งกาจทั้งวรยุทธ และเปี่ยมไปด้วยภูมิความรู้ปัจจุบันมีชื่อเสียงโด่งดังจน ราชวงศ์ไป๋สู่ ยังต้องทาบทาม... พื้นเพก็มิใช่สามัญ เป็คนของตระกูลเกาที่ถือครองป้ายเหล็กเฉกเช่นเดียวกับตระกูลซ่ง เป็หนึ่งในตระกูลใหญ่ของเมืองหลวง ตระกูลซ่งพวกเราในตอนนี้ไม่มีสิ่งใดจะนำไปต่อกรได้แม้สักนิด...” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบารู้สึกท้อแท้ใจเมื่อเอ่ยถึงความแข็งแกร่งของศัตรู
ตึง!
เสียงเก้าอี้ ที่หงายไปด้านหลังจนล้มลง...เกิดขึ้นจากการลุกยืนอย่างพรวดพราดกะทันหันของเด็กหนุ่ม... ทำให้สมาชิกตระกูลซ่ง ในโถงอาหารแห่งนี้ต้องจดจ้องมายังที่มาของเสียงก่อนทุกคนจะใกับสีหน้าดุดันของ ซุน ที่เวลานี้ดวงตาแดงก่ำขึ้นฉับพลัน ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเด็กหนุ่มและหญิงสาวกำลังพูดคุยเื่อะไรกัน...
“เ้าว่าอะไร!! ตระกูลเกาที่ถือครองป้ายเหล็ก งั้นหรือ!!” เด็กหนุ่มแผดเสียงขึ้นดังกว่าปกติ
หญิงสาว รู้สึกหวาดกลัวไม่น้อย... แต่ก็พยักหน้าตอบรับเบา ๆ
“ชะ...ใช่”
“ตราสัญลักษณ์บนป้ายตระกูล เป็รูปดวงตะวัน ใช่หรือไม่!!” ซุน เอ่ยถามย้ำขึ้น
นางพยักหน้าตอบรับอีกครั้ง...
“ใช่... ตระกูลเกาที่ถือครองป้ายเหล็ก พวกเราเคยสืบค้นข้อมูลมาแล้วว่าในทวีปพยัคฆ์ขาวแห่งนี้ มีเพียงตระกูลเดียวเท่านั้น...”
คราวนี้กลับเป็ฝ่าย ซุน ที่กำหมัดแแ่แทนหญิงสาว... ซุนไม่เคยลืมภาพความทรงจำของผู้ว่าจินหง(ตอนที่ 20) ที่รับคำสั่งจากชายแซ่เกา และได้แสดงป้ายเหล็กตระกูลเกา อันมีสัญลักษณ์เป็ดวงตะวันเด่นชัดบนแผ่นป้ายนั้น...
ก่อนหน้านี้ ซุน ก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะสืบค้นที่มาของศัตรู จากป้ายเหล็กตระกูลเกาในความทรงจำนั้นเช่นกัน... โดยตั้งใจว่าจะไปให้ถึงที่เมืองหลวงเสียก่อน แล้วค่อยสืบค้นข้อมูลเ่าั้ไม่คิดเลยว่า ซุน จะได้ทราบข้อมูลที่เกิดจากเหตุบังเอิญ รู้ที่มาของป้ายเหล็กตระกูลเกาที่ ซุน กำลังตามหาอยู่...
กระทั่ง เฒ่าชีเปลือย ยังแผดเสียงหัวเราะชอบใจในความเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นนี้...จนเริ่มไม่แน่ชัดว่าการที่ ซุน ได้มาพบเจอกับ ซ่งจือฮุ่ย ด้วยการชักนำที่เริ่มต้นได้ไม่ดีนัก...แท้จริงแล้วมันอาจเป็ชะตากรรมบางอย่าง ของทั้งสองคนก็เป็ได้...
..........................................
**แจ้งล่วงหน้าวันที่ 4-5 ที่จะถึงนี้ ไม่ได้อัพนิยายนะครับเพราะไรท์ต้องขับรถไปต่างจังหวัด จึงขอแจ้งเป็ไม่อัพไว้ก่อน...แต่หากมีเวลาเพียงพอในการเขียน ก็จะพยายามอัพให้ได้วันละ 1 ตอนนี้ขอบคุณครับ Free-J**